วันที่ ๑๗  มีนาคม ที่ผ่านมานี้ เป็นวันครบรอบ ๗๐ ปี ของการสูญเสีย ร.ล.สมุย (ลำที่ ๑) จากการถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำ นับเป็นเรือหลวงลำแรกและลำเดียวของไทย ที่ถูกยิงจมด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำ เรื่องราวของ ร.ล.สมุยลำนี้ ได้มีบันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งจากฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อผมได้อ่านแล้ว ก็รู้สึกเศร้าสลด และสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รวบรวมและสรุปมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันบ้าง เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงวีรชนผู้กล้าที่ได้สละชีวิตเพื่อชาติในยามสงคราม เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๐ ปี ให้เป็นเกียรติแก่ท่านทั้งหลายเหล่านั้น


เรือหลวงสมุย ลำที่ ๑

สถานการณ์ทั่วไป

เหตุการณ์สูญเสีย ร.ล.สมุย นั้น เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.๒๔๘๘ ระหว่างนั้น เป็นช่วงเวลาของสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔ – ๒๔๘๘) ซึ่งไทยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรง ด้วยการเข้าร่วมเป็นกำลังฝ่ายอักษะ แต่ถึงกระนั้น ไทยก็ยังรักษาท่าทีด้วยการไม่ได้เข้าร่วมสงครามแบบเต็มตัวนัก คือไม่ได้จัดส่งกองทัพเข้าร่วมรบกับกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่น (Japan Empire) และเยอรมนี เพียงแต่ให้ญี่ปุ่นได้ใช้เป็นทางผ่าน และแหล่งเสบียงอาหารอันอุดมสมบูรณ์ให้กับกองทัพญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งนโยบายดั้งเดิมของไทยก็คือดำรงความเป็นกลาง แต่เนื่องจากก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะบุกไทยนั้น ญี่ปุ่นเพิ่งถล่มเพิร์ล ฮาเบอร์ ฐานที่มั่นของกำลังทางเรือ และทางอากาศของสหรัฐฯ แบบสายฟ้าแล่บ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดกว่า ๔๐๐ ลำ ภายในไม่กี่นาที ฝูงบินรบก็ถล่มเพิร์ล ฮาเบอร์ ย่อยยับ อเมริกาสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทหารเสียชีวิต ๒,๔๐๓ นาย เรือรบจมหรือเสียหาย ๑๙ ลำเครื่องบินอีก ๓๔๗ ลำ และในอีกสามชั่วโมงต่อมา กองทัพญี่ปุ่นก็บุกโจมตีฟิลิปปินส์ ฮ่องกง มาเลย์เซีย และประเทศไทย ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งกองทัพไทยได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้เปิดทางให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านเข้ามาได้ เนื่องจากเกรงว่า ถ้ามีการสู้รบ จะเสียหายใหญ่หลวง จึงได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการที่ญี่ปุ่นจะรุกคืบเข้าไปในอาณานิคมอังกฤษ อย่างพม่า และอินเดีย แต่หน่วยทหาร ตำรวจ และประชาชนบางกลุ่ม ก็ได้ทำการต่อต้านทหารญี่ปุ่นอย่างสุดความสามารถ เนื่องจากว่าข่าวสารนั้นมาถึงล่าช้า ต่อมารัฐบาลไทยก็ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยอาจจะเห็นว่า ญี่ปุ่นนั้นมีกำลังเข้มแข็ง และมีแนวโน้มว่าจะชนะสงคราม อีกทั้งญี่ปุ่นเมื่อบุกเข้าไทย ก็ไม่ได้ทำอันตรายกับประเทศไทย เหมือนกับที่ทำกับประเทศอื่นๆในอินโดจีน อีกทั้งหากญี่ปุ่นและเยอรมนีชนะสงคราม ไทยก็จะสามารถเรียกร้องดินแดนที่เสียไปให้กับอังกฤษ และฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ หรืออีกทางหนึ่งก็อาจจะถูกญี่ปุ่นบีบบังคับก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประเทศไทยต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยอยู่ข้างฝ่ายอักษะ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่จึงเป็นที่มาของการปฏิบัติการของ ร.ล. สมุย ในเวลาต่อไป

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เส้นทางขนส่งทางทะเลโดยรอบอ่าวไทยถูกปิดกั้นด้วยภัยจากเรือผิวน้ำ ทุ่นระเบิด และเรือดำน้ำ โดยเฉพาะภายในทะเลอ่าวไทยนั้น ถูกกดดันอย่างหนักจากเรือดำน้ำ และทุ่นระเบิด เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตร จะใช้เรือดำน้ำในการรังควานเรือสินค้า และเรือรบของฝ่ายอักษะในบริเวณนี้ เนื่องจากว่าเรือดำน้ำนั้นทำการได้สะดวกกว่า และไม่ตกเป็นเป้าได้ง่ายเหมือนดังเช่นเรือผิวน้ำ เพราะรู้ดีว่าฝ่ายไทย และฝ่ายญี่ปุ่นก็มีทั้งเรือดำน้ำ และเรือผิวน้ำปฏิบัติการอยู่ในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เรือสินค้า และเรือน้ำมันไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้โดยสะดวก และบางประเทศที่เป็นกลาง หรือเป็นคู่สงครามกับฝ่ายอักษะ ก็งดขายน้ำมันให้กับไทยด้วย ทำให้เกิดสภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้น แม้ประเทศไทยในขณะนั้น จะเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีผลผลิตมากมาย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอาหารยังชีพ เพราะสามารถผลิตอาหารได้อย่างเหลือเฟือ แต่สินค้าอุปโภค บริโภค ในครัวเรือน สินค้าภาคอุตสาหกรรม ก็ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่ใช้ในภาคการผลิต และขนส่ง นอกจากนั้น ในครัวเรือน ยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันก๊าด (เคโรซีน : Kerosene) ในการจุดตะเกียงเจ้าพายุ เพื่อให้ความสว่างในยามค่ำคืน เนื่องจากว่า ในสมัยนั้น สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ยังเข้าไม่ถึงครัวเรือนอย่างทั่วถึง ทำให้ชาวบ้านในสมัยนั้น แม้จะเป็นชาวกรุง ก็ต้องอาศัยน้ำมันก๊าดในการจุดตะเกียง ด้วยเหตุเหล่านี้เอง จึงทำให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ด้วยการจัดซื้อน้ำมันจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ให้ไทยจัดเรือไปรับที่เกาะโชนัน

เกาะโชนัน หรือ โชนันโตะ (Syonan-to : 昭南島 : Shōnan-tō) ก็คือประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน โดยในยุคที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะสิงคโปร์นั้น ญี่ปุ่นได้พยายามที่จะทำให้สิงคโปร์เป็นอาณานิคมหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยการส่งเสริมความเป็นญี่ปุ่นไปทุกที่ ป้ายโฆษณา และวิทยุกระจายเสียงล้วนเป็นภาษาญี่ปุ่น มีภาพยนตร์ญี่ปุ่นฉายในโรงภาพยนตร์ เด็กนักเรียนในสิงคโปร์ต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น มีการใช้เงินญี่ปุ่นแทนเงินอังกฤษ หนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษ Strait Times ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Syonan Times และ Syonan Shimbun แม้แต่ชื่อของเกาะยังถูกเปลี่ยนเป็นโชนัน ซึ่งแปลว่า แสงใต้ ซึ่งเราจะพบเห็นคำว่าโชนันบ่อยๆ ในเอกสารราชการของไทยในยุคนั้น


สิ่งพิมพ์โฆษณาการยึดครองสิงคโปร์และมลายูของญี่ปุ่น


ธนบัตร 10 ดอลลาร์ที่พิมพ์โดยญี่ปุ่น ที่มีชื่อเล่นว่า เงินกล้วย

เมื่อรัฐบาลได้ตกลงใจที่จะซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว ก็ได้มอบหมายให้ กรมเชื้อเพลิงทหารบก เป็นแม่งานในการดำเนินการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงกับบริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ติดต่อกับฝ่ายญี่ปุ่น จากนั้นกรมเชื้อเพลิงทหารบก ได้เช่าเรือของบริษัทเดินเรือไทย ได้แก่ เรือวลัย เรือสุทธาทิพย์ และเรือบางนรา ไปทำการรับน้ำมันที่โชนัน โดยให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมเสนาธิการทหารเรือ โดย ทร. ได้จัดส่งนายทหารลงประจำเรือลำละหนึ่งนาย เพื่อควบคุมการเดินเรือ และอำนวยการในการต่อต้านเรือดำน้ำ และอากาศยาน สำหรับเรือที่มีการติดตั้งปืนเพิ่มเติม ก็ได้มีการบรรจุพลปืนเพิ่มเติมเข้าไปด้วย การเดินทางนั้น รัฐบาลได้กำหนดให้ในขาออกจากประเทศ เรือแต่ละลำให้บรรทุกข้าวสารเป็นสินค้าออก และขากลับบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาส่งที่กรมเชื้อเพลิง ซึ่งในการนี้ ทร.เองก็ได้ส่ง ร.ล.สมุยเข้าร่วมด้วย โดยได้ถูกนำไปใช้ในการนี้เป็นลำแรก ร.ล.สมุยได้เดินทางไปโชนัน เที่ยวแรกเมื่อ ๑๗ สิงหาคม ๒๔๘๕ โดย น.อ.ทิว กุสุมา ณ อยุธยา เป็นผู้บังคับการเรือ และได้เดินเรือต่อมาอีก ๑๘ เที่ยว ซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย มี น.ต.ประวิทย์ รัตนอุบล เป็นผู้บังคับการเรือ

ข้อมูลจากฝ่ายไทย

จากเอกสารกรมสารบรรณทหารเรือ เลขที่ [๑] สบ.ทร. ๙๙.๔/๙๑๓ เรื่อง กิจการของกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของกองประวัติศาสตร์ ยก.ทร. ได้บันทึกเหตุการณ์ของ ร.ล.สมุย ไว้ในร่างรายงานของ น.อ.จำเริญ ขันธหิรัญ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ ท่านที่ ๓ (หน.สธ.ทร. ๓) ถึง พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) เรื่อง ร.ล.สมุย ถูกตอร์ปิโดจม เมื่อ เม.ย. ๘๘ หน้า ๑๓๘ – ๑๖๐ ซึ่งผมขออนุญาตคัดลอกมาลงไว้ เนื่องจากเท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็นที่ใดได้เคยนำมาลงแบบเต็มๆ มาก่อน ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้เห็นถึงสภาพการณ์ ณ ตอนนั้นจริงๆ ไม่ใช่การปรุงแต่งจากผู้ถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง รวมถึงยังคงภาษาที่เป็นภาษาโบราณไว้ด้วย บันทึกดังกล่าวมีเนื้อความดังนี้

ด้วยเมื่อวันที่ ๑๘ มี.ค. ๘๘ เวลา ๒๐๐๐ ทัพเรือได้รับรายงานจาก พัน ร.๒ จ.ว. กลันตัน ว่า "ร.ล.สมุยอับปาง กำลังส่งนายทหารพรรคนาวิกโยธิน นายทหารชั้นนายเรือ พยายามไปช่วย รายละเอียดยังไม่ทราบ" - ผบ.พัน ร.๒

ทัพเรือเมื่อได้รับรายงานก็ได้รีบทำการสอบสวนข่าว เพราะเวลานั้นมีข่าววิทยุสับสนกันอยู่บ้าง เกรงว่าจะมีความเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็พอดีได้รับข่าวที่แน่นอนส่งมาทางนายช่างใหญ่ไปรษณีย์ว่า "ร.ล.สมุย ถูกตอร์ปิโดจม หน้าเมืองตรังกานู เมื่อ ๑๗ มี.ค.๘๘ เวลา ๒๓๐๐ และได้ส่งรายชื่อผู้ที่รอดชีวิตมาด้วยดังนี้

๑. น.ต. เสงี่ยม บุญมา
๒. ร.ท. กิตติ คีตาจีวะ
๓. ร.ต. จิตร สวัสดิ์บุตร
๔. พ.จ.อ. สวัสดิ์ เพ็ญเสวี
๕. จ.ท. สมนึก กาญจนหิรัญ
๖. จ.ท. เทียม นิ่มอ่อน
๗. จ.ท. เชื้อ สุวรรณรอ
๘. จ.ท. เสงี่ยม รัตนชาลี
๙. จ.ท. ถนอม ใจสุข
๑๐. จ.ต. สง่า ลมูลเกศ
๑๑. จ.ต.ถนอม ศิลาบุญเพ็ง
๑๒. จ.ต.บุญเลิศ ตันอำไพ
๑๓. พลฯ ถวิล วิทยากรณ์
๑๔. พลฯ หล่อ เย็นสมุทร
๑๕. พลฯ หยด ผลสุทธิ
๑๖. พลฯ ฉันท์ ชัยศาตร์
๑๗. พลฯ บุญธรรม ผลคงดี


ร.ท. กิตติ คีตาจีวะ

ทัพเรือได้สั่งให้ ร.ล.พงัน ซึ่งกำลังจะเดินทางไปโชนัน เวลานั้นอยู่สัตตหีบ ให้รีบออกเรือด่วนไปสงขลา เมื่อมีความจำเป็นจะได้สั่งให้เดินทางต่อไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือทหาร กับได้สั่งให้เครื่องบินทะเล ๒ เครื่องเดินทางไปค้นหาผู้ประสพภัย ณ ที่เรือจม

๒๑ มี.ค. ๘๘ ได้รับรายงานจากนักบินที่ส่งไปทำการช่วยเหลือว่า "พบเรือจมที่ตรังกานูทางตะวันออกของปุโลคาปัส ห่าง ๗ ไมล์ นายทหาร ๓ จ่า ๑๔ รอดตาย นอกนั้นยังไม่พบ"

ต่อมาได้รับรายงานเพิ่มเติมจากนักบินที่ส่งไปช่วยเหลือยังที่เรือจมและติดต่อทราบมาจากนายจำรัส ปันยาระชุน ข้าหลวงทหาร จ.ว.ตรังกานู กับ จ.ท.สมนึก ผู้ประสพภัย ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีโอกาศพบได้มีข้อความดังนี้

"ร.ล.สมุย ออกจากโชนัน เมื่อ ๑๕ มี.ค.๘๘ เวลาเช้า ระหว่างทางในตอนเช้าวันที่ ๑๖ มี.ค.๘๘ มีเครื่องบินทะเลของญี่ปุ่นเครื่องหนึ่งมาวนเวียนเหนือเรือและโบกธงแดง แต่ทางเรือมิได้หยุดเรือทำอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วเครื่องบินนั้นก็บินกลับไปจนไกลแล้วบินกลับมาที่เรืออีก และโบกธงแดงอีกหลายครั้ง ต่อจากนี้เครื่องบินนั้นก็บินหายไป ส่วน ร.ล.สมุย คงเดินทางต่อมาตามเดิม

ก่อน ร.ล.สมุย จะถึงเกาะคาปัส เดินเข็ม น.๓๖ ว. ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนเข็มเมื่อเรืออยู่ห่างจากเกาะนี้ ๒ ไมล์ ครั้นเวลา ๐๒๔๕ วันที่ ๑๗ มี.ค.๘๘ จึงถูกยิงด้วยตอร์ปิโด นัดแรกถูกตอนหัวเรือขวา และได้ยินเสียงระเบิดในเรือ ในระยะติดๆ กัน ได้ถูกยิงอีกนัดหนึ่งตรงกลางลำค่อนไปทางหั