Sa-ra

22 ก.ย.นี้ : Car Free Day

posted on 11 Sep 2010 13:27 by zedth in Sa-ra directory Knowledge, Diary, Idea

วันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวัน Car Free Day ครับ ซึ่งวันนี้ประชากรผู้มีใจรักสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย จะพากันงดใช้รถหนึ่งวัน และหยุดอยู่กับบ้าน หรือใช้ระบบขนส่งมวลชน หรือพาหนะใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช้น้ำมันในการเดินทางออกจากบ้าน

ผมเคยพูดถึงเรื่องการขี่จักรยานไปทำงานมาแล้วครั้งหนึ่งในเอนทรี่ Heal the World then Make a Blog ซึงต้องยอมรับว่า เสียงของคนเขียนบล็อกธรรมดา ๆ คนหนึ่งนั้น มันไม่ดังพอที่จะทำให้ใครต่อใครหันมาทำตาม แต่ผมก็เชื่อว่าถ้ามีคนพูดถึงเรื่องนี้กันเยอะ ๆ มันจะก่อให้เกิดกระแสสังคม ที่ทำให้คนตื่นตัวขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้ผมจะเขียนถึงมันต่อไป

หลังจากที่ผมเขียนเอนทรี่นั้นไปได้ไม่นาน จักรยานของผมก็ถูกขโมยไป (อ่านได้ในไดอารี่ จักรยานสุดที่รัก) ทำให้ไม่สามารถที่จะขี่จักรยานไปทำงานต่อไปได้ แต่ผมก็หันมาขี่มอเตอร์ไซค์แทน ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยที่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกถนนใหญ่อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่สาเหตุหลักของการขี่มอเตอร์ไซค์จะเป็นในเรื่องของการประหยัดน้ำมันมากกว่าการลดโลกร้อน แต่ผลพลอยได้ของมันก็ยังเป็นการช่วยลดโลกร้อนอยู่ดี เพราะมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกินน้ำมันน้อยมาก ผมเติมน้ำมันอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งเท่ากับเผาผลาญน้ำมันต่อสัปดาห์ไปแค่ 3-4 ลิตรเท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ต้องเผาผลาญน้ำมันเกือบ 20 ลิตรต่อสัปดาห์  ซึ่งนั่นทำให้ผมช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศไปได้มากโขเลยทีเดียว และผมก็ปฏิบัติอย่างนั้นเรื่อยมา รวมถึงในเวลาที่เข้ากรุงเทพฯ ก็ยังไม่ได้ใช้รถส่วนตัว แต่ใช้บริการขนส่งมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งผมเองก็พอใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

แต่เมื่อราว ๆ 2 อาทิตย์ก่อน ผมก็ได้ซื้อจักรยานคันใหม่เป็นที่เรียบร้อย (หาอ่านได้จากไดอารี่ My New 2 Wheels ) และก็นำมาขี่ไปทำงานเช่นเดิม ทำให้ปัจจุบันนี้ผมไม่ได้ใช้รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เลย นอกเสียจากกการใช้เพื่อให้น้ำมันหล่อลื่นได้ไล้ลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิม และแบตเตอร์รี่ไฟหมด

Trek Navigotor 2.0 WSD

ดังนั้นผมจึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมในกิจกรรม Car Free Day อย่างจริงจัง แถมยังทำล่วงหน้าไปอีกหลายปี เมื่อเทียบกับว่ากิจกรรมนี้ที่ขอให้แต่ละคนทำแค่ปีละครั้งก็พอ

ระยะทางจากบ้านผมไปยังที่ทำงานมีระยะทางประมาณ 10.5 กม. ถ้าไปด้วยจักรยานจะใช้เวลาประมาณ 35 นาที ซึ่่งผมโชคดีที่ว่าสองข้างทางตลอดทางไปทำงานนั้นมีทิวทัศน์สวยงาม บางเส้นผ่านสระน้ำ บางเส้นผ่านทะเล บางเส้นเป็นภูเขา ซึ่งนั่นเป็นความรื่นรมย์อย่างแท้จริง เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนเกิน และไม่น่าจะมีเลยก็คือ ควันจากแก๊สเสียของรถยนต์ที่ผมจะต้องสูดดมไปเกือบจะตลอดทาง ซึ่งนั่นจะบั่นทอนสุขภาพของผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่นั่นก็ยิ่งเป็นแรงขับดันให้ผมรู้สึกอยากจะปกป้องอากาศบริสุทธิ์ของธรรมชาติให้มากขึ้น โดยร่วมเป็นส่วนเล็ก ๆ ของกระบวนการนี้ และหวังว่าโลกภายภาคหน้าจะได้รับการเยียวยาให้ดีขึ้น

มีการวิจัยว่า หากมีการหยุดใช้รถยนต์ประมาณ 250,000 คันต่อวัน ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาทต่อวัน นอกจากนั้นยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 2,200 ตันต่อวัน ทั้งนี้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน 1 คัน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาประมาณ 8.8 กิโลกรัมต่อเชื้อเพลิง 4 ลิตร ส่วนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล 1 คัน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อเชื้อเพลิง 4 ลิตร [1]

นอกจากการขี่จักรยานจะทำให้ผมประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ผมยังช่วยประหยัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะปล่อยไปในอากาศด้วยนะนี่ ผมว่ามันไม่เลวเลยนะ และจริง ๆ แล้วก็อยากจะชวนคนอื่น ๆ ในละแวกที่ทำงาน หรือพูดง่าย ๆ คนในกองเรือยุทธการได้หันมาขี่จักรยานไปทำงานเหมือนกัน เพราะสถานที่เอื้ออำนวยเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องเจอรถติด ระยะทางจากบ้านไปที่ทำงานก็ไม่ได้ไกลมาก ไม่ต้องเสี่ยงขี่รถข้ามแยกหลาย ๆ แยก อากาศก็ดี วิวทิวทัศน์ก็สวยงาม แถมไปอาบน้ำที่ทำงานได้ด้วย ผมว่ามันเพอร์เฟ็คต์สำหรับการขี่จักรยานไปทำงานแทนการใช้รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์มากเลยนะ แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมคงไปป่าวประกาศชักชวนใครให้ทำตามมากไม่ได้ นอกจากทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วหวังว่าจะมีคนเห็นตามเพียงเท่านั้น

ความจริงแล้ว เอนทรี่นี้ไม่ได้หวังว่าจะให้ทุกคนหันมาขี่จักรยานไปทำงานหรอกนะครับ เพราะเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมหลาย ๆ ที่มันไม่เอื้ออำนวย อย่างคนกรุงเทพฯและคนที่อยู่ในเมืองนั้น เห็นทีจะเสี่ยงอันตรายเกินไป ก็แค่อยากจะเชิญชวนให้หันมาใช้รถยนต์ให้น้อยลง อยู่กับบ้านให้มากขึ้น ใช้บริการของขนส่งมวลชน ไปทางเดียวกันก็ไปด้วยกัน หรือเดินไปปากซอยแทนการใช้รถ แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกคนทำ มันก็กลายเป็นผลงานขนาดมหึมาได้ เพียงแต่อย่ารอว่าเดี๋ยวจะทำ ต้องทำ ณ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เพราะธรรมชาติเองก็อดทนรอกับมนุษย์เรามามากแล้ว เมื่อไหร่ที่เค้าไม่อดทนรอเรา เมื่อนั้น เราคงจะได้พบกับประสบการณ์อันเจ็บปวดเป็นแน่แท้ครับ

  1. เดลินิวส์ ฉบับที่ 22,248 วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2533 คอลัมน์ "สกู๊ปหน้า 1"

Facebook