เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ขึ้นระวางประจำการระบบตรวจจับทุ่นระเบิดด้วยเลเซอร์ทางอากาศ Airborne Laser Mine Detection System (ALMDS) โดยติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ MH-60S Sea Hawk จากหมวดบิน ๒ ฉายา Laser Hawks ของฝูงบิน Helicopter Sea Combat Squadron (HSC) 26 ซึ่งเป็นฝูงบินที่ถูกส่งไปประจำการอยู่กับกองเรือที่ ๕ โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ใน อ่าวเปอร์เซีย , ทะเลแดง , ทะเลอาราเบีย และส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีอันตรายค่อนข้างสูง สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ

MH-60S Sea Hawk ที่ติดตั้งระบบ ALMDS

MH-60S Sea Hawk ที่ติดตั้งระบบ ALMDS

สาเหตุที่สหรัฐฯ ต้องประจำการระบบตรวจจับทุ่นระเบิดที่ทันสมัยไว้ที่กองเรือที่ ๕ ก่อนนั้น ก็เพราะว่าทะเลในแถบนี้ มีภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดใต้น้ำเยอะมากมาตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวแล้ว ซึ่งผู้วางไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย หรือรัฐบาลของรัฐโดยรอบพื้นที่ มักจะไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญากรุงเฮกที่เกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิด เช่น ไม่วางทุ่นระเบิดโดยยึดไว้กับสมอ หรือทุ่นระเบิดไม่หมดสภาพอันตรายเอง เมื่อหลุดออกจากสมอ รวมถึงการไม่แจ้งพื้นที่อันตรายจากทุ่นระเบิดให้กับชาติที่เป็นกลางด้วย ดังนั้นในการปฏิบัติการทางเรือของกองเรือรบสหรัฐฯ จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการจัดการกับทุ่นระเบิด ซึ่งระบบ ALMDS นี้ จะมาช่วยทำให้การล่าทำลายทุ่นระเบิดนั้น มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ALMDS เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาระบบต่อต้านทุ่นระเบิด Organic Mine Countermeasures (OMCM) ของ ทร.สหรัฐฯ ซึ่ง ALMDS นั้นถือเป็นโครงการแรกที่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างจนถึงขั้นใช้งานได้จริง อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า ALMDS เป็นระบบตรวจจับทุ่นระเบิดด้วยเลเซอร์ ดังนั้นหัวใจของระบบนี้ก็คือ แสงเลเซอร์นั่นเอง ด้วย Streak Tube Imaging LIDAR (STIL) ซึ่งเป็นหลอดผลิตลำแสงเลเซอร์สีเขียวอมฟ้ารูปใบพัดที่มีความยาวคลื่น ๕๓๘ นาโนเมตร เมื่อทำการยิงแสงเลเซอร์นี้ลงไปในน้ำทะเล มันจะสะท้อนวัตถุที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ และแขวนลอยอยู่ใต้น้ำประมาณ ๔๐ ฟุตกลับขึ้นมา และเมื่อประมวลผลกับฐานข้อมูล ก็จะทำให้ทราบว่าวัตถุชิ้นนั้นเป็นทุ่นระเบิดหรือไม่ โดยสามารถระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิดใดได้ด้วย

รูปแบบการค้นหาทุ่นระเบิดโดยเฮลิคอปเตอร์ที่ติดตั้งระบบ ALMDS

STIL จะถูกบรรจุอยู่ใน ALMDS POD ซึ่งจะติดอยู่ข้างลำตัวเฮลิคอปเตอร์ MH-60S ทางด้านกราบซ้าย โดยติดกับช่อง Bomb Rack Unit 14 (BRU-14) ซึ่งเป็นช่องเชื่อมต่ออเนกประสงค์ที่ไว้ใช้ติดอุปกรณ์เสริมของเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้อยู่แล้ว และสามารถเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำการควบคุมเครื่องผ่านหน้าจอของผู้ใช้งานภายในตัวเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย

ALMDS POD ถูกติดอยู่ข้างลำตัวของเฮลิคอปเตอร์

และเมื่อประเมินได้ว่า วัตถุต้องสงสัยนั้นคือทุ่นระเบิด ก็จะทำการทำลายมัน ซึ่งตรงนี้ ทร.สหรัฐฯ ก็ได้พัฒนาปืนกลติดตั้งบน เฮลิคอปเตอร์ขึ้นมาอีก เรียกว่า Rapid Airborne Mine Clearance System หรือ RAMICS โดยเป็นปืนกล ๓๐ มม. MK44 Bushmaster II ติดตั้งอยู่ทางด้านกราบขวาของเฮลิคอปเตอร์ และใช้เครื่องควบคุมการยิงที่รับค่าเป้ามาจาก LIDAR ของระบบ ALMDS ในการกำหนดเป้าหมาย

กระสุนที่ใช้กับระบบ RAMICS ยังเป็นกระสุนที่พัฒนาขึ้นมาพิเศษ มีชื่อว่า MK 258 Mod 1 เป็นกระสุนทังสเตน เจาะเกราะ มีครีบกันโคลงเพื่อเพิ่มความเสถียรเมื่อโคจรในอากาศ และหัวกระสุนถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เกิด supercavitation เมื่อกระสุนแหวกผ่านน้ำ คือทำให้เกิดแรงดันอากาศสูงโดยรอบลูกกระสุน โดยเฉพาะที่หัวกระสุน จนทำให้น้ำโดยรอบระเหยกลายเป็นไอ และกลายเป็นก๊าซห่อหุ้มลูกกระสุนไปตลอดทางที่เคลื่อนที่อยู่ในน้ำ ทำให้กระสุนไม่โคจรเบี่ยงไปจากเป้า ซึ่งจะทำให้กระสุนเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ หรือถ้าหากว่าไม่ใช้ระบบ RAMICS กองเรือก็สามารถเลือกที่จะส่ง EOD เข้าไปทำให้ทุ่นระเบิดนั้นหมดสภาพก็ได้

ระบบ RAMICS

ปืนกล ๓๐ มม. MK44 Bushmaster II

การพัฒนาระบบ ALMDS และ RAMICS ขึ้นมานี้ก็เพื่อที่จะทำให้ลดระยะเวลาในการตรวจหาทุ่นระเบิดของกองเรือรบที่ต้องมุ่งหน้าเข้าทำภารกิจในพื้นที่เป้าหมาย จากเดิมที่ต้องส่งเรือล่าทำลายทุ่นระเบิด , เรือกวาดทุ่นระเบิด หรือชุดปฏิบัติการพิเศษ เข้าไปในพื้นที่เพื่อทำลายทุ่นระเบิดก่อน ซึ่งก็มีความเสี่ยงสูงที่เรือเหล่านี้จะถูกโจมตีจากการโจมตีอื่นๆ ของข้าศึก เนื่องจากระบบป้องกันตัวเองของเรือเหล่านี้ ไม่ได้ดีเทียบเท่ากับเรือฟริเกต หรือเรือพิฆาต จึงนับว่ามีความเสี่ยงในการปฏิบัติภารกิจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อมีระบบ ALMDS กองเรือสามารถส่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปตรวจการณ์หน้าได้ล่วงหน้าก่อนเรือจะเดินทางเข้าพื้นที่ได้หลายสิบไมล์ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะตัวอุปกรณ์ไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องช่วงเวลาปฏิบัติการ ทำให้กองเรือสามารถล่าทำลายทุ่นระเบิดไปได้ในขณะที่กำลังเดินทาง เรียกได้ว่าลดระยะเวลา และทรัพยากรในการต่อต้านทุ่นระเบิดลงไปได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

แต่เดิม ทร.สหรัฐฯ ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ MH-53E Sea Dragon ในการต่อต้านทุ่นระเบิดมาหลายปีแล้ว ซึ่งเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ทำให้มีข้อจำกัดว่าจะต้องปฏิบัติการร่วมกับเรือรบที่มีขนาดใหญ่ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน หรือเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งเมื่อได้มีการติดตั้งระบบ ALMDS บนเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กอย่าง MH-60S ก็สามารถทำให้เรือฟริเกต หรือแม้แต่เรือ LCS ซึ่งมีระวางขับน้ำเพียง ๓,๐๐๐ ตัน ก็มีขีดความสามารถในการต่อต้านทุ่นระเบิดได้ นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งของ ทร.สหรัฐฯ

ปืนกล ๓๐ มม. MK44 Bushmaster II

อ้างอิง

  1. U.S. Navy deploys its new Airborne Laser Mine Detection System (ALMDS) for the first time
  2. Navy's laser-based Airborne Laser Mine Detection System enters final development before full-scale production
  3. Navy takes closer look at helicopter laser sea mine detection system before full-scale production decision
  4. Airborne Laser Mine Detection System (ALMDS) - Northrop Grumman
  5. Airborne Laser Mine Detection System (ALMDS) - Areté Innovation
  6. Mine vs. Cannon v. Torpedo in High-Speed Undersea Arms Race
  7. AN/AWS-2 Rapid Airborne Mine Clearance System (RAMICS)
  8. Rapid Airborne Mine Clearance System (RAMICS)

Comment

Comment:

Tweet

interesting information

#2 By mobdro sports tv (125.16.0.230) on 2016-04-23 22:02

the way you are conveying the info is really nice

#1 By vidmate install (125.16.0.230) on 2016-04-23 22:01

Facebook