เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 55 เป็นวันที่ ร.ล.อ่างทอง เดินทางแตะเส้นเขตแดนทางทะเลของประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากที่ออกจากอู่ต่อเรือ ST Marine ประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 15 โดยเมื่อเรือเริ่มเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ร.ล.แกลง ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ปืน ก็เดินทางเข้าคุ้มกันเพื่อเดินทางสู่ท่าเรือแหลมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ทันที
 

ร.ล.อ่างทอง LPD-791
 
เมื่อเรือทั้งสองลำเดินทางถึงเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ร.ล.นราธิวาส ซึ่งออกเรือลาดตระเวณอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ก็เข้ารับหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันต่อจาก ร.ล.แกลง เพื่อส่ง ร.ล.อ่างทองกลับอย่างปลอดภัย ก่อนที่เรือจะเข้าเทียบท่าบริเวณท่าเรือแหลมเทียน และมีพิธีต้อนรับเรือ และกำลังพลชุดรับเรืออย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้นี่เอง
 

ร.ล.นราธิวาส เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง
 

ร.ล.อ่างทอง ขณะแล่นโดยมี ร.ล.นราธิวาส และ ร.ล.แกลง เป็นเรือคุ้มกัน
 
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนในประเทศไทย คงยังไม่คุ้นเคยกับชื่อ ร.ล.อ่างทอง และอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าประเทศไทยได้ทำการต่อเรือหลวงลำใหม่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และแล้วเสร็จจนเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้วในวันนี้ เพราะว่าข่าวคราวเรื่องนี้ค่อนข้างที่จะเงียบ ดังนั้นหลายๆ คนอาจจะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการมาถึงของเรือลำนี้สักเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อไหร่ที่ประเทศไทยเกิดเหตุภัยพิบัติทางทะเล หรือเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายที่จะต้องทำการอพยพคนทางทะเล เรือลำนี้จะเป็นเรือลำที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดครับ
 
 
ซึ่งช่วงที่เรือเดินทางกลับประเทศไทย ผมก็ได้มีโอกาสไปบันทึกทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว เพื่อมาใช้ในงานผลิตสารคดีกองทัพเรือในอนาคต และเป็นการบันทึกภาพประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของเมืองไทย ถึงเรือรบลำใหม่ล่าสุดของไทย และเป็นเรือประเภท LPD หรือ Landing Platform Dock ลำแรกของประเทศไทย (แต่เมื่อมาจัดประเภทเรือในไทยแล้ว จะจัดอยู่ในกลุ่มเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ซึ่งก็จะเป็นเรือประเภทเดียวกับเรือในชุด ร.ล.สุรินทร์ ซึ่งเป็นเรือประเภท LST : Landing Ship , Tank)
 

ทีมงานสารคดีกองทัพเรือ กำลังเก็บภาพเรือทั้งสามลำ
ขณะกำลังแล่นเป็นกระบวนเรือ
 
สำหรับ ร.ล.อ่างทอง นี้ก็เป็นเรือในชั้น Endurance Class ซึ่งออกแบบและผลิตโดยบริษัท Singapore Technology Marine หรือ ST Marine ประเทศสิงคโปร์ เพื่อทดแทนเรือในชั้น County โดยเป็นเรือที่ถูกออกแบบและผลิตขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 สำหรับเรือในชั้นนี้มีทั้งหมด 5 ลำ 4 ลำเป็นของสิงคโปร์ และอีกลำ ก็คือ ร.ล.อ่างทองลำนี้
 

ภาพ ร.ล.อ่างทองภาพแรก ที่ได้ทำการบันทึกจากเฮลิคอปเตอร์ของไทย
 
เมื่อเรือลำนี้ขึ้นระวางประจำการในไทย ก็จะเรียกเรือลำนี้ว่าเป็นเรือในชั้น ร.ล.อ่างทอง ถ้าใครสงสัยเรื่องการเรียกชื่อ และการแบ่งชั้นของเรือ ให้ไปอ่านได้ที่เรื่อง Ship Class ครับ
 
วัตถุประสงค์ในการต่อเรือลำนี้ ก็เพื่อทดแทนเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่จำนวน 5 ลำ ซึ่งได้ปลดระวางประจำการไปแล้วหลายปี คือ ร.ล.อ่างทอง , ร.ล.ช้าง , ร.ล.พงัน , ร.ล.ลันตา และ ร.ล.พระทอง ซึ่งการปลดระวางประจำการเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ไปถึง 5 ลำ ทำให้ศักยภาพในการยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธินไทยเราด้อยประสิทธิภาพลงไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีเรือเพียงพอที่จะทำการยกพลขึ้นบกของทหารนาวิกโยธินได้หลายกองพันในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเป็นผลเสียอย่างมาก หากเกิดเหตุจำเป็นที่จะต้องยกพลขึ้นบกจริงๆ
 

กำลังพลส่วนหนึ่งของเรือ จัดแถวเป็นรูปหมายเลขเรือ 791
 
นอกจากนี้แล้ว เรือลำนี้ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในภาวะสงบ ที่เราไม่ต้องรบกับใคร แต่ต้องสู้รบปรบมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินไหว สึนามิ พายุ ซึ่งด้วยเรือลำนี้บวกกับ ร.ล.จักรีนฤเบศร , ร.ล.สิมิลัน , ร.ล.สีชัง และ ร.ล.สุรินทร์ จะทำให้เราสามารถช่วยเหลือในการอพยพผู้คนจากบนเกาะ และบนฝั่งที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่คือความหวังที่เราจะใช้เรือลำนี้เพื่อประโยชน์ของคนไทยครับ
 
 
สำหรับคุณลักษณะหรือสเป็คของเรือโดยคร่าวๆ มีดังนี้คือ เป็นเรือประเภทเรือรบ (สังเกตได้จากการที่เรือชักธงเกตุบริเวณเสาธงหัวเรือ) สังกัด กองเรือยกพลขึ้นบก และยุทธบริการ (กยบ.) หมายเลขเรือ 791 อยู่ในชั้น Endurance Class ตามแบบสากล และในชุด ร.ล.อ่างทอง ตามแบบไทย ระวางขับน้ำ 7,600 ตัน ความยาวตลอดลำ 141 เมตร ความกว้าง 21 เมตร
 
 
มีอาวุธประจำเรือที่สำคัญประกอบด้วย ปืน 76/62 มม. จำนวน 1 กระบอก ปืน 30 มม. จำนวน 2 กระบอก และปืน .50 นิ้ว จำนวน 6 กระบอก
 
มีดาดฟ้าและโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนการบิน มีอู่ลอยและ Tank Deck สำหรับเก็บยานสะเทินน้ำสะเทินบก หรือ AAV และรถยานเกราะล้อยาง มีเครนขนาด 20 ตัน และ 10 ตัน อย่างละ 1 ตัว มีห้องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์การประชุมสำหรับกำลังพล มีห้องพยาบาล ห้องผ่าตัด ห้องทำฟัน ในลักษณะเดียวกับ ร.ล.จักรีนฤเบศร
 
 
เรือลำนี้มีกำลังพลประจำเรือ จำนวน 151 นาย และมีที่พัก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกำลังรบยกพลขึ้นบกจำนวน 360 นาย ฝ่ายอำนวยการ และกำลังพลจากหน่วยบิน จำนวน 30 นาย (ที่มา : http://www.navy.mi.th/sctr/navynews/2555/apr/nvn170455.php)
 
 
สำหรับชื่อ ร.ล.อ่างทอง นั้น ก็เช่นเดียวกับเรือหลวงลำอื่นๆ คือได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช โดยชื่อ อ่างทอง นี้ ได้ถูกตั้งเป็นชื่อเรือหลวงมาแล้วถึง 3 ลำ โดยลำแรกนั้นเดิมทีเป็นเรือพระที่นั่งชื่อ เรือพระที่นั่งมหาจักรี ลำที่สอง ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นเรือประเภทเรือยอร์ช ใช้เครื่องจักรไอน้ำชนิด 3 สูบ จำนวน 2 เครื่อง กำลังรวม 3,000 แรงม้า ที่ถอดมาจากเรือพระที่นั่งมหาจักรี ลำที่หนึ่ง และนำไปประกอบเข้ากับเรือที่ต่อที่ญีปุ่น ณ อู่คาวาซากิ เมืองโกเบ ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2461
 

ร.ล.อ่างทอง ลำที่ 1
 
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 8 (พ.ศ.2478) ได้ถูกปลดจากเรือพระที่นั่ง และได้นำมาใช้เป็นเรือพี่เลี้ยงเรือดำน้ำ เนื่องจากเวลานั้นไทยเรามีความต้องการ และได้เตรียมการที่จะมีเรือดำน้ำอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2483 ร.ล.อ่างทองได้รับหน้าที่เป็นเรือธงสำหรับบัญชาการของแม่ทัพเรือ ในสมัยกรณีพิพาทอินโดจีน หรือในช่วงที่เกิดยุทธนาวีเกาะช้างนั่นเอง ซึ่งแม่ทัพเรือผู้มีสิทธิขาดในการบัญชาการรบทางทะเลในครั้งนั้นก็คือ พลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือ หลังจากนั้น ร.ล.อ่างทองลำแรกนี้ ได้ถูกเครื่องบิน B-24 ทิ้งระเบิด และกระหน่ำยิงซ้ำด้วยปืนกล เสียหายอย่างหนักที่อ่าวสัตหีบ ในปี พ.ศ. 2488 พร้อมกับ ร.ล.อู่ทอง , ร.ล. ท่าจีน ลำที่ 1 และเรือสุธาทิพย์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีเพียงเรือสุธาทิพย์เพียงลำเดียวที่อับปางลง เนื่องจากไม่ได้มีโครงสร้างแข็งแรงเหมือนเรือรบทั้งสามลำ แต่จากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ ร.ล.อ่างทอง และ ร.ล.ท่าจีน ใช้การไม่ได้อีกต่อไป ต้องปลดระวางประจำการในที่สุด
 

ภาพถ่ายที่เชื่อว่าเป็นภาพของ ร.ล.อ่างทอง ที่ไฟกำลังลุกไหม้
 
ส่วน ร.ล.อ่างทอง ลำที่ 2 นั้นเป็นเรือประเภทเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ หมายเลข 711 ซึ่งเรือลำนี้เดิมทีคือเรือ USS LST-924 จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเรือที่อยู่ในชั้น LST-542 ต่อเมื่อปี พ.ศ. 2487 และได้เข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทันที จนได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น four battle star และได้ส่งมอบให้ไทยในปี พ.ศ. 2490 จนกระทั่งปลดประจำการเมื่อปี พ.ศ. 2549 ซึ่งรวมระยะเวลารับใช้ชาติไทยมาอย่างยาวนานถึง 59 ปีเลยทีเดียว
 

เรือ USS LST-924 ในสงครามโลกครั้งที 2
 

เรือหลวงอ่างทอง ลำที่ 2
 
สำหรับเรือหลวงอ่างทองลำที่ 3 นั้น เมื่อได้ขึ้นระวางประจำการแล้ว จะมีภารกิจอะไรต่อไปก็เป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเราก็คงต้องคอยติดตามผลงานของเรือลำนี้กันต่อไปครับ แต่เชื่อแน่ว่าจะเป็นเรืออีกลำหนึ่งที่คุ้มค่ากับภาษีของพวกเราชาวไทย และจะทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติต่อไปครับ
 

เรือหลวงอ่างทอง ลำที่ 3
 

ร.ล.อ่างทอง และ ร.ล.นราธิวาส กำลังแล่นขนาน
 
confused smile Hot!

#1 By ปิยะ99 on 2012-04-19 11:56

ภาพเรืองามมากค่ะ สาระแน่นเอี๊ยดเช่นเคย ขอต้อนรับร.ล.อ่างทองสู่บ้านที่แท้จริงที่เมืองไทยนะคะ big smile

Hot! Hot! Hot!
ยินดีตอนรับพี่น้อง ทร.ไทยกลับบ้านครับ
ถือว่าเป็นการรับเรือ ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ของ ทร. ไทยHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ed cartoon on 2012-04-19 17:59

ขอต้อนรับเรือหลวงอ่างทอง แห่งราชนาวีไทย อยากเห็นเรือลำนี้จิงๆจังเลย คงจะลำใหญ่น่าดู

#4 By SunSet--!!! on 2012-04-19 23:42

ตื่นตาตื่นใจมาก

สองลานข้างหลังเรือเอาไว้สำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์รึเปล่าคะเจ้าชาย..big smile Hot! Hot! Hot!

#5 By ' I'm E29AZA ' on 2012-04-20 07:53

เข้าใจถูกแล้วครับ

#7 By เจ้าชายน้อย on 2012-04-20 08:52

คุณพ่อผมก็ไปรับด้วยนะครับ แฮะๆHot!

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครีบ

#8 By วิหคสีคราม on 2012-04-20 12:22

อัยย๊ะ ผมอิน
BattleShip อ้ะ

#9 By ภาพแต่งบ้าน on 2012-04-20 22:50

Hot! Hot!

#10 By ปูเส้น on 2012-04-21 17:28

อยากได้มั่งอ่ะ

#11 By มหมา (113.53.129.47) on 2012-04-23 11:03

ผมเป็นกำลังพลรับเรือนำเรือกลับประเทศไทยครับ
ขอบคุณนะครับ ขอบคุณทุกข้อความ ที่ให้การต้อนรับอย่างดี รู้สึกอบอุ่นจัง พวกเราชาว ร.ล.อ่างทอง จะทำหน้าที่ให้สุดความสามารถ และจะรักษา ปกป้อง ให้พี่น้องชาวได้อยูอย่างปกติสุขครับ.....

#12 By กำลังรับเรือ (223.206.63.247) on 2012-04-28 10:57

big smile big smile ชื่อเรือเพราะดีค่ะ ร.ล นราธิวาส อิอิอิ ชื่อจังหวัดบ้านเกิดมินีเลยค่ะ

#13 By Flyaway by Minee on 2012-05-31 14:16

....เรือสวยแฮะ....หวังว่าจะไม่ได้ใช้มันครับHot!
surprised smile 'bike cool!'

#14 By tawato on 2012-06-23 07:58

Facebook

Favourites