เอนทรี่ในวันนี้เป็นบทความที่ผมเขียนลงไว้ในวารสารสามสมอฉบับปี พ.ศ.2544 หลังจากที่กลับมาจากการฝึกภาคทะเลต่างประเทศของนักเรียนนายเรือช้นปีที่ 5 บทความที่เอามาลงในบล็อกนี้ไม่ได้มีการตัดตอนหรือเขียนเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น อยากให้คงสำนวนการเขียนในยุคแรกๆ ไว้ แต่รูปนั้นเอามาลงเพิ่มเติมจากในวารสารเยอะมากครับ เสียดายว่ารูปเก่าๆ ส่วนใหญ่อยู่ในซีดีซึ่งชำรุดและไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ คงเหลืออยู่ไม่กี่ภาพซึ่งผมได้คัดมาลงให้ดูในเอนทรี่นี้นี่เอง เอาล่ะครับ ไปอ่านเรื่องราวการผจญภัยในต่างประเทศของนักเรียนนายเรือรุ่นผมกันดีกว่าครับ
 
วารสารสามสมอ พ.ศ.2544
 
 
วันที่ 1 กันยายน 2544 เป็นวันเริ่มต้นบทพิสูจน์บทสุดท้ายของชีวิตนักเรียนนายเรือ ชั้นปีที่ 5 ปีการศึกษา 2544 “การฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ” มีหลายคนที่ไม่อยากให้วันนี้มาถึง หลายคนที่เฝ้ารอวันนี้มานาน แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร และมีเหตุผลเช่นไร ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หลังจากที่เราเข้าโรงเรียนแล้ว ก็แบกข้าวของสัมภาระขึ้นรถไปยังสัตหีบ และพักอยู่ที่กองการฝึก กองเรือยุทธการ (กฝร.) เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
 
 
ที่สัตหีบ มีการฝึกกำลังใจ อันได้แก่ วิ่งทน วิ่งขึ้นเขา ว่ายน้ำข้ามเกาะ ไต่เกาะ และตีกระเชียง นอกจากนั้นก็มีการฝึกนำเรือของพรรคนาวิน การฝึกป้องกันความเสียหายของพรรคกลิน
 
กิจกรรมไต่เกาะ
 
ว่ายน้ำข้ามเกาะ
 
เมื่อสิ้นสุดการฝึกบนบก เราได้ขนของขึ้นเรือ อันได้แก่ ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.เจ้าพระยา และเรือได้ออกจากท่าเรือแหลมเทียน อำเภอสัตหีบ เวลา 0900 ของวันที่ 9 กันยายน ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง น้องๆ นนร. ชั้นปีที่ 1-4 ต่างมารอส่งหมู่เรือฝึกกันแต่เช้า เมื่อเรือออกพวกเราได้ตั้งแถวรายกราบและโบกหมวกอำลาผู้ที่มาส่งเรา รวมถึงอำลาแผ่นดินไทยเป็นช่วงเวลาหนึ่งด้วย ญาติพี่น้องต่างก็โบกมือตอบ บางคนถึงกับเดินตามมาส่งเรือจนสุดริมเขื่อน เป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก
 

การเดินทางในเที่ยวแรกนี้ เรามุ่งหน้าสู่เมืองสุราบายา (Saruyaba) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) โดยใช้เวลาเดินทาง 5 วัน ระหว่างทางก็มีการฝึกสถานีรบ ป้องกันความเสียหาย รับ-ส่งสิ่งของในทะเล พ่วง-จูง เก็บคนตกน้ำ การแปรขบวน ทัศนะสัญญาณ และเดินเรือ สภาพคลื่นลมนั้นไม่รุนแรงนัก แต่ก็พอที่จะทำให้คนที่ท้องไส้ไม่แข็งแรง ต้องปวดหัว เวียนหัวกันบ้าง จนกระทั่งในวันที่ 13 กันยายน เรือรบไทยทั้งสองลำก็มาจอดที่เทียบท่าที่สุราบายา ด้วยความปลอดภัยทั้งคนและเรือ ก็มีการต้อนรับจากทหารเรือ นักเรียนนายเรืออินโดนีเซีย และผู้ช่วยทูตทหารอากาศ มีวงดุริยางค์ กองเกียรติยศ และมีการแสดงพื้นบ้านของอินโดฯ ซึ่งดูๆ ไปเหมือนพิธีไล่ผีเสียมากกว่า
 
 
 

สุราบายาเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองมาจากจาการ์ต้า เมืองหลวงและเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญที่สุดของอินโดฯ คำว่าสุราบายานั้นแปลว่า จระเข้และฉลาม ซึ่งสืบเนื่องมาจากในอดีตนั้น ท้องทะเลบริเวณนี้ได้เคยมีการสู้รบของเหล่าจระเข้น้ำเค็มและพลพรรคฉลามเกิดขึ้น จริงเท็จอันใดนั้นต้องถามคนอินโดฯดู
 

วงดุริยางค์ต้อนรับจาก ทร.อินโดนีเซีย
 
บ้านเมืองอินโดฯ ค่อนข้างที่จะไม่เป็นระเบียบ และสกปรกเอาการอยู่ รถเมล์รถโดยสารก็น้อย การเดินทางของพวกเราโดยมากจะใช้บริการรถแท็กซี่มิเตอร์เป็นหลัก ซึ่งกว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องว่าจะให้พาไปที่ไหนก็เล่นเอาเหนื่อยน่าดู เพราะว่าเค้าพูดภาษาอังกฤษได้เป็นคำๆ และปริมาณคำศัพท์ที่รู้ก็น้อยมากๆ แถมยังติดสำเนียงอินโดฯ (เหมือนแขกพูดอังกฤษ ฟังแล้วปวดหัว) แล้วเวลาพูด ไม่พูดอังกฤษอย่างเดียว ภาษาอังกฤษคำนึง ตามด้วยอินโดอีกประโยค เล่นเอาพวกเรามึนไปหลายตลบเลยทีเดียว
 

เรือดำน้ำรุ่นเก่าของ ทร.อินโดนีเซียที่เค้าอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์
 
อาหารการกินที่นี่ก็.... ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองคงไม่เชื่อ เพราะว่าเค้ายังเปิบมือกันอยู่ แม้กระทั่งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง แมคโดนัลด์ หรือเคเอฟซี เราก็จะเห็นคนที่นี่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นั่งเปิบข้าวเข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อย (ฟาสต์ฟู้ดที่นี่ ขายข้าวเปล่าด้วยครับ แข็งอย่าบอกใคร) และหากเข้าร้านอาหารบางที่ เค้าจะมีน้ำใส่ขันมาให้ อย่านึกว่าเป็นน้ำล้างมือเด็ดขาด นั่นคือน้ำล้างมือครับผม มีเรื่องตลกอันเกิดจากการเข้าร้านอาหารของพวกเราคือการให้ทิป เราให้ทิปโดยการรวมเศษเงินของแต่ละคน ซึ่งก็ไปกันหลายคน ก็รวมได้ประมาณ 30-40 บาท (6,000-8,000 รูเปียส) บ๋อยที่รับไปก็อึ้งครับ แทบจะร้องไห้ เพราะไม่เคยได้ทิปเยอะขนาดนี้มาก่อน เพราะเงินค่าจ้างเค้าก็ได้น้อยมาก (เมื่อเทียบกับเงินไทย) ขนาดนายทหารยศเทียบเท่าเรือตรี ยังได้ประมาณ 3,000 กว่าบาทเอง
 

วิวจากท่าเรือที่หมู่ฝึกนักเรียนนายเรือจอดเรือ

สำหรับสินค้าเลื่องชื่อของที่นี่ ก็เห็นจะเป็นงานไม้แกะสลัก ซึ่งแกะได้สวยงามทีเดียว นอกนั้นก็เห็นจะเป็นของราคาถูกอื่น เช่น ถุงเท้า ครึ่งโหล 20 กว่าบาท เสื้อ กางเกง รองเท้า ซึ่งราคาถูกกว่าจตุจักรมาก แต่ต้องไม่ใช่ของแบรนด์เนม และอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าถูกกว่าบ้านเรามากๆ ก็คือ VCD เถื่อนครับ ราคาแผ่นละ 5,000 รูเปียส อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 200 รูเปียส ก็ราวๆ 25 บาทเท่านั้นเอง (บางคนเค้าจะอ่านว่า รูเปียนะครับ เนื่องจากหน่วยเงินของอินโดฯ เมื่อเป็นจำนวนเงินมากกว่าหนึ่ง จะเติมตัว s ลงไป ก็เลยอ่านได้ว่า รูเปียส ครับ) ซึ่งโดยมากจะเป็นมิวสิควิดีโอ คอนเสิร์ต ซึ่งไม่ค่อยจะอัพเดทสักเท่าไหร่
 

นนร.ไทย ถ่ายรูปกับ นนร.อินโดนีเซีย

เราอยู่ที่สุราบายา 3 วัน ก็ออกเดินทางต่อ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ประเทศปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) ซึ่งเป็นเกาะอยู่ทางเหนือของทวีปออสเตรเลีย การเดินทางเที่ยวนี้เป็นเที่ยวที่ยาวนานที่สุด ใช้เวลาเดินเรือถึง 7 วัน ใน 7 วันนี้เราเจอคลื่นแรงพอสมควร แต่ก็ยังไม่รุนแรงมากนัก มีเพียงแค่สองสามวันแรกเท่านั้นที่คลื่นแรงกว่าปกติ ระหว่างทางก็มีการฝึกที่เข้มข้นกว่าครั้งแรกมาก แต่ก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดี จนนำเรือเทียบที่ พอร์ต มอเรสบี้ (Port Moresby) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศปาปัวนิวกินีได้สำเร็จ และก็ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่
 
ธงราชนาวีไทยเคยได้มาอวดโฉมที่พอร์ต มอเรสบีแล้ว
 
ปาปัวนิวกินี เป็นประเทศที่มีประชากรเป็นคนผิวดำ สำหรับพรรกลินอย่างผมแล้ว ถ้าไม่รู้แผนมาก่อน และเพื่อนพรรคนาวินบอกว่าแล่นเรือมาที่แอฟริกา ผมก็คงจะเชื่อเพราะดำสนิทจริงๆ ผมหยิกอีกต่างหาก แต่คนที่นี่อัธยาศัยดีมากๆ ทหารเรือเดินไปที่ไหนเค้าจะยิ้ม และสวัสดี เวลายิ้มทีน้ำหมากแทบหก เพราะคนที่นี่เค้าเคี้ยวหมากกันทั้งเมือง และก็บ้วนน้ำหมากกันเกลื่อนถนนไปหมด นอกจากน้ำหมากแล้วก็มีเมล์ดมะม่วงทิ้งกันให้ทั่วไปหมดเหมือนกัน บางคนก็จะเข้ามาคุยด้วย บางคนก็มาขอถ่ายรูป (เอากล้องเราถ่ายนะครับ นัยว่าอยากจะขอมีรูปในกล้องเราบ้าง ว่างั้นเถอะ) เราได้พบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ซึ่งมีกันอยู่ 5 คนเท่านั้นเอง ทั้งหมดเป็นคนที่แต่งงานกับชาวออสเตรเลีย แล้วมาทำธุรกิจที่นี่
 
ชาวพื้นเมืองปาปัวนิวกินีที่มาขอให้เราถ่ายรูปให้
 
คนไทยเหล่านั้นเล่าให้ฟังว่า ประเทศนี้อะไรๆ ก็นำเข้าจากออสเตรเลียทั้งนั้น บางอย่างก็มาจากประเทศอื่นๆ เช่น น้ำพริก ไมโล (ของไทยทั้งนั้นเลย) ฯลฯ ดังนั้นของต่างๆ จึงมีราคาที่ค่อนข้างแพง (อัตราแลกเปลี่ยน 1 kina = 15 บาท) สถานที่ท่องเที่ยวก็ได้แก่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งในพิพิธภัณฑ์จะมีสวนสัตว์ขนาดย่อมที่มีสัตว์ป่าแปลกๆ หายากให้ดูเพียบ แต่มีอย่างละตัวสองตัวเท่านั้น ส่วนสิ่งของต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์จะเป็นของพื้นเมือง เช่น เครื่องประดับ อาวุธ เครื่องมือหาปลา เรือ หน้ากาก วัตถุโบราณและภาพถ่ายเก่าๆ นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็เป็นร้านขายของพื้นเมืองต่างๆ และแหล่งปะการังสวยงาม
 

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของปาปัวนิวกินี
 

นกเงือก

ในวันอาทิตย์ บ้านเมืองจะเงียบเหงามาก โดยเฉพาะร้านรวงต่างๆ จะพากันหยุดพักผ่อนกันหมด ตามชายหาดจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน และคนขายของตามข้างทาง ของที่นำมาขายก็จะเป็นพวกหมาก มะม่วง บุหรี่ ยาสูบและน้ำ บางส่วนก็จะเข้าโบสถ์ เพราะคนที่นี่นับถือศาสนาคริสต์
 

ตลาดแบกะดิน

เราออกเรือจากปาปัวนิวกินีในวันที่ 27 กันยายน เพื่อเดินทางไปยังซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย การเดินทางเที่ยวนี้เป็นเที่ยวที่หฤโหดที่สุด เพราะคลื่นลมที่แรงมาก เพราะเราเดินทางไปทางตะวันตกของทวีปออสเตรเลียซึ่งไม่มีแผ่นดิน หรือเกาะใหญ่บังคลื่นลม เหมือนดังเช่นเส้นทางก่อนๆ เรือโคลงมากจนทำให้พวกเราเมาเรือกันแทบทุกคน เวลาเข้ายามก็ต้องพกอุปกรณ์เข้ายามพิเศษอันได้แก่ ถุงพลาสติก ยาดม บ๊วย ลูกอม หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่พอจะช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แล้วแต่ความชื่นชอบของกระเพาะของแต่ละคน แต่อันที่จริงคลื่นแรงก็มีดี ตรงที่เวลานอนจะรู้สึกเหมือนนอนอยู่บนเปล แต่เป็นเปลพิเศษที่เอียงข้างก็ได้ เอียงหน้า เอียงหลังก็ได้ หรือบางคราวก็เอียงไปเสียทุกด้าน โชคดีที่ไม่มีตีลังกาด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะแย่แน่ๆ
 

คลื่นที่มองจากท้ายเรือ

เราเข้าร่องน้ำของซิดนีย์ (Sydney) ในตอนเช้าซึ่งมีหมอกลงจัด และสายฝนตกพรำๆ ทำให้มองเห็นทัศนียภาพไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ไม่บดบัง ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ (Opera House) และสะพานฮาร์เบอร์ (Harbour Bridge) ให้มีความงามลดน้อยลงเลย อีกทั้งในขณะนั้นบริเวณท่าเรือก็มีการต้อนรับโดยกองทหารเกียรติยศ วงดุริยางค์ นักข่าว และประชาชนชาวซิดนีย์ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น แม้สายฝนจะยังคงตกลงมาให้เปียกชื้นอยู่ก็ตาม นอกจากเรือรบของไทยที่เข้าเทียบท่าในวันนั้นแล้ว ก็ยังมีเรือรบของสิงคโปร์และจีน เทียบอยู่ร่วมท่าเรือเดียวกันด้วย ยกเว้นเรือรบของเจ้าบ้าน ออสเตรเลีย ที่เทียบท่าอยู่ก่อนแล้ว
 

เรือหลวงนเรศวรกำลังแล่นผ่านโอเปร่าเฮ้าส์

เมืองซิดนีย์มีประวัติความเป็นมาจากยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษในปี ค.ศ.1770 ได้มีการค้นพบทวีปออสเตรเลียโดยกัปตัน เจมส์ คุ๊ก (Captain James Cook) เขาได้วาดภาพภูมิประเทศรวมทั้งสัตว์ป่า พืชพันธุ์ต่างๆ เอาไว้ และพอกลับไปอังกฤษ เหล่าขุนนางต่างได้เห็นรูปสัตว์ป่าแปลกประหลาดก็ตกใจ และหวาดกลัว หากจะต้องส่งประชากรของตนไปอยู่ที่นั่น จึงได้ส่งนักโทษและผู้คุมมา และเมืองที่ชาวอังกฤษได้มาตั้งรกรากเป็นที่แรกนั้นก็คือ เมืองซิดนีย์ โดยชื่อซิดนีย์นั้นได้มาจากชื่อของ ลอร์ดซิดนีย์ เสนาบดีฝ่ายอาณานิคมอังกฤษ
 

 จิงโจ้สัตว์ประหลาดในยุคนั้นที่คนตะวันตกไม่เคยเห็นมาก่อน
 
สถานที่ท่องเที่ยวในซิดนีย์มีมากมาย เริ่มตั้งแต่ เดอะ ร็อค (The Rock) ซึ่งเป็นย่านกรุงเก่าสมัยสร้างประเทศ บริเวณนี้จะมีตึกเก่าๆ ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของขุนนางอังกฤษ และผู้คุมนักโทษ ซิดนีย์ ฮาร์เบอร์ บริดจ์ (Sydney Harbour Bridge) สะพานขึ้นชื่อของซิดนีย์ ซึ่งมีกิจกรรมที่ให้ปีนข้ามสะพานในเวลากลางวันและกลางคืน เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก และก็แพงมากเช่นเดียวกัน
 
ซิดนีย์โอเปร่าเฮ้าส์ และสะพานฮาร์เบอร์
 
ซิดนีย์ โอเปร่า เฮ้าส์ (Sydney Opera House) โรงละครอันเลื่องชื่อของซิดนีย์ ซึ่งก่อสร้างได้อย่างสวยงามมาก เป็นที่จัดแสดงโอเปร่า ละครเวที ดนตรี และการแสดงต่างๆ นอกจากสถานที่เหล่านี้แล้วก็ยังมี สวนสาธารณะเช่น โรยัล โบตานิค การ์เดนส์ (Royal Botanic Gardens) มีสวนสัตว์อย่าง ทารองก้า (Taronga Zoo) และไวลด์ ไลฟ์ ปาร์ค (Wild Life Park) สวนสัตว์น้ำซิดนีย์ อควาเรียม (Sydney Aquarium) สวนสนุกวอนเดอร์แลนด์ (Wonderland) ฟ๊อกส์ สตูดิโอ (Fox Studio) โรงภาพยนตร์ ไอแม็กซ์ (IMAX Thertre) เซก้า เวิลด์ (Sega World) และยังมี เอ เอ็ม พี ทาวเวอร์ (AMP Tower) หอคอยสูง 305 เมตร ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั่วซิดนีย์
 

หลังคาของอาคารเก่าที่มองจาก AMP Tower
 
สำหรับพวกเราแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งก็คือ ชายหาดซึ่งมีอยู่หลายที่มาก เช่น หาด บอนได (Bondi Beach) หาดเลดี้ (Lady Beach) และ หาดวัตสัน (Watson Bay) ที่เหล่านี้ก็จะคลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาว มานอนอาบแดด เล่นวอลเลย์บอลชายหาด ว่ายน้ำ และเล่นเซิร์ฟ และที่ที่น่าไปเที่ยวที่สุดเห็นจะเป็นอ่าวดาร์ลิ่ง (Darling Harbour) ในตอนกลางคืน เพระเมื่อถึงเวลา 1 ทุ่มตรงของทุกวัน จะมีการแสดงแสงเลเซอร์ประกอบเสียงดนตรี เล่าเรื่องราวการ์ตูนสนุกๆ สวยงามและน่าทึ่งมาก และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือโรแมนติกมากๆ สำหรับใครที่ไปกันเป็นคู่ ด้วยอากาศเย็นๆ กับอ่าวที่สองข้างเป็นร้านอาหารประดับไฟสวยงาม มีที่นั่งชมเลเซอร์มัลติมีเดียริมอ่าว โรแมนติกอย่าบอกใคร แต่สำหรับนักเรียนนายเรืออย่างพวกเราแล้วก็ได้แต่มองหน้ากันเอง
 

มัลติมีเดีย แสง สี เสียง ที่ Darling Harbour

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้งมากมายภายในเมืองแล้ว ก็ยังมีสถานที่นอกเมืองอีกเช่น บลู เมาเท่น (Blue Moutain) ขุนเขาและป่าดิบชื้นที่ยังอุดมสมบูรณ์เป็นธรรมชาติมากๆ ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี สัญลักษณ์ของที่นี่ก็คือ ทรี ซิสเตอร์ (Three Sisters) เป็นภูผาหินธรรมชาติที่มียอด 3 ยอด
 

รูปปั้นสัญลักษณ์ของ Tree Sister
 
เมื่อพูดถึงออสเตรเลียแล้ว ทุกคนต่างก็นึกถึงสัตว์ที่มีอยู่เฉพาะที่ทวีปออสเตรเลียเท่านั้น นั่นก็คือ จิงโจ้ ตุ่นปากเป็ด โคอะล่า (จริงแล้วมันชื่อโคอะล่าเฉยๆ เลยนะครับ ไม่มีหมีนำหน้า แต่รูปร่างหน้าตามันเหมือนหมีเท่านั้นเอง พี่ไทยก็เลยเติมคำนำหน้าให้ซะเลย) ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีแค่ 3 ตัวนี้เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆ อีก เช่น นกอีมู เป็นนกที่บินไม่ได้เหมือนนกกระจอกเทศ และเป็นหนึ่งในตราสัญลักษณ์ของประเทศ (นอกจากจิงโจ้) ตัววอมแบท รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ หมู มีขนสีดำแต่ตัวเล็กกว่ามากชอบแอบอยู่ในรู ทาสมาเนียน เดวิล มีหน้าตาเหมือนหมาผสมหนู ตัวสีดำหนวดยาวๆ และก็ยังมีตัวประหลาดอีกหลายชนิดที่หาดูได้ยาก แต่ที่แน่ๆ ใครที่อยากรู้ว่าสัตว์ตัวไหนเป็นสัตว์ออสเตรเลียให้ดูที่พฤติกรรมของมันครับ คือขี้เกียจ เป็นกันทุกพันธุ์ ทุกตัว จิงโจ้ที่เห็นในการ์ตูนมันกระโดดชกลมทั้งวัน ของจริงนอนขี้เกียจ เข้าไปใกล้ยังไม่หนีเลย ตบหัวสองทีแล้วก็ยังไม่ตื่น โคล่านี่ก็นอนทั้งวันเหมือนกัน แถมนอนเกาะต้นไม้อีก บางตัวมีลูก ลูกก็หลับ แม่ก็หลับ แต่ไม่ยักตกลงมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก นักเรียนนายเรือต้องขอคารวะเป็นปรมาจารย์ทางด้านการหลับจริงๆ
 

โคอะล่ากำลังหลับคาต้นไม้

ในที่สุดเราก็ต้องจากซิดนีย์ในวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองบริสเบน (Brisbane) ใช้เวลาเดินทางแค่ 2 วันก็มาถึงแล้ว เมืองบริสเบนเป็นเมืองที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะผู้คนที่นี่ห ผู้ชายก็หล่อ ผู้หญิงก็สวย เรียกได้ว่าเป็นนายแบบ นางแบบกันได้ทั้งเมือง คนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ดีอังกฤษ เพราะเป็นเมืองที่เหล่าขุนนางมาอาศัยอยู่ และเค้าจะว่าคนซิดนีย์นั้นสืบเชื้อสายมาจากนักโทษ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง ทุกวันนี้ชาวซิดนีย์สามารถเช็คได้ว่าตนเองนั้นสืบเชื้อสายมาจากนักโทษคนใด เป็นผู้ต้องหาคดีอะไร หรือว่าสืบเชื้อสายมาจากขุนนางคนใด ผ่านทางคอมพิวเตอร์ของพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่ง แต่เค้าก็ไม่ถือเอาเรื่องนั้นเรื่องจริงจังนัก เพราะนั่นเป็นแค่ประวัติศาสตร์ และคนออสซี่แท้ๆ ส่วนใหญ่ก็สืบเชื้อสายมาจากนักโทษทั้งนั้นอยู่แล้ว
 

ทิวทัศน์บริเวณท่าเรือที่เราจอดเรือในบริสเบน

นอกจากบริสเบนจะเป็นเมืองที่สวยงามจากการผสมผสานของอาคารเก่าและอาคารใหม่แล้ว เมืองนี้ยังเต็มไปด้วยแหล่งธุรกิจ บริษัทและสถานศึกษา โดยมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ควีนส์แลนด์ (Queensland University of Technology) ดังนั้นเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยนักธุรกิจ นักศึกษา และนักวิชาการ และไม่มีคนหลากเชื้อชาติเหมือนซิดนีย์ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้ก็คือ โกลด์ โคสต์ (Gold Coast) ชายหาดที่เป็นย่านของชาวญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นชุมชนของชาวญี่ปุ่นในออสเตรเลียอย่างแท้จริง และที่นี่ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มาอาบแดด เพราะที่นี่อากาศจะร้อนกำลังดี
 

วิวทิวทัศน์สวยๆ ในบริสเบน
 
วันที่ 16 ตุลาคม เราออกเดินทางจากบริสเบน เพื่อไปยังดาร์วิน (Darwin) เมืองท่าสุดท้ายในทวีปออสเตรเลีย ระหว่างทางต้องผ่าน เกรท บาริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) ซึ่งเป็นแนวปะการังธรรมชาติที่ใหญ่และสวยที่สุดในโลก และยังมีปลาฉลามชุมอีกด้วย แต่เราก็ไม่ได้เห็นทั้งปะการัง และปลาฉลาม (เพราะถ้าเห็น เรือก็คงจะเกยตื้นแน่นอน)
 

เรือใบสามเสาโบราณจอดอยู่ที่ท่าเรือดาร์วิน
 
เรามาถึงดาร์วินบ่ายวันที่ 21 ตุลาคม ท่าที่เราเห็นครั้งแรกอยู่สูงมาก ก็ทำให้เกิดความสงสัย จนมารู้เมื่อระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จากที่พื้นของท่าอยู่ระดับเดียวกับสะพานเดินเรือ พอในตอนกลางคืน ดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ก็เสมอกับพื้นท่าแล้ว นั่นก็เพราะว่าน้ำที่นี่ขึ้นและลง วันนึงประมาณ 6-7 เมตร ซึ่งทำให้ยามต้องคอยปรับแต่งเชือกให้ตึงอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันเชือกหย่อนหรือเชือกขาด
 

เรือ Landing Helicopter Dock (LHD) ของสหรัฐที่จอดอยู่ก่อนแล้ว

ที่ดาร์วินช่วงนี้ร้อนมากๆ ร้อนกว่าเมืองไทยเสียอีก และสถานที่เที่ยวก็ไม่ค่อยมี สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ก็เห็นจะเป็นชาวอะบอริจิน (Aborigine) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของเกาะออสเตรเลีย โดยคนพวกนี้รัฐบาลจะรับเลี้ยงโดยให้เงินดูแล ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่ทำงานและจะระหกระเหเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ ของดาร์วิน ตามถนนหรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้า กิจวัตรประจำวันของพวกเขาก็คือดื่มเหล้า เมื่อเดินผ่านไปจะได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้ง และบางทีก็จะเข้ามาขอเงิน ซึ่งคนออสซี่เค้าบอกว่าให้หลีกไปให้ไกล พยายามอย่าไปยุ่งเป็นดีที่สุด สัญลักษณ์อีกอย่างของดาร์วินก็คือ จระเข้ ที่นี่จระเข้น้ำเค็มจะชุมมาก แม้แต่บริเวณอ่าวที่เราเทียบท่า ก็ยังมีจระเข้อยู่ และเค้าก็มีฟาร์มจระเข้เหมือนบ้านเราด้วย ซึ่งมีโชว์จระเข้ที่เด็ดๆ ก็คือ จระเข้กระโดด
 

ชาวพื้นเมือง อะบอริจินของดาร์วิน

เราออกเดินเรืออีกครั้ง และทอดสมอที่บาหลี (Bali) ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 29 ตุลาคม ลักษณะที่เห็นนั้นคล้ายกับเกาะสมุยบ้านเรา แต่เมื่อลงไปเหยียบแผ่นดินแล้ว จึงรู้ว่าต่างกัน ที่นี่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ได้อย่างดี อาคาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ พยายามที่จะรักษารูปลักษณ์แบบเดิมๆ ไว้ แม้แต่อาคารสมัยใหม่ก็ยังต้องสร้างหลังคาเป็นแบบโบราณ ดังนั้นเราจะเห็นหลังคาทรงโบราณสีแดงเต็มไปหมด นอกจากนั้นตามถนนหนทางก็จะมีรูปแกะสลัก มีร้านค้าสินค้าและหัตถกรรมประเภทงานไม้แกะสลักและผ้าบาติกอันเลื่องชื่อ
 

ที่นี่เราต้องขึ้นบกด้วยเรือท่องเที่ยว
 
ที่นี่ค่าเงินแพงกว่าที่สุราบายา ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศเดียวกันก็ตาม (1 บาท = 150 รูเปียส) ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังไปทั่วโลก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก นอกจากความเป็นบาหลีแล้ว (ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้ที่สุราบายา) ที่นี่ก็ยังมีชายหาดอยู่มากมาย เช่น กูต้า (Kuta) เบนัวร์ (Benua) นูซา เลมบอนกัน (Nusa Lembongan) นูซา เปนีดา (Nusa Penida) และ นูซาดัว (Nusa Dua)
 

ภาพบาติกสวยๆ

เราออกเรือจากบาหลีและมามาถึงสิงคโปร์ (Singapore) ในวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยเทียบที่ฐานทัพเรือ ชางงี (Changni) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเกาะสิงคโปร์ เมื่อได้ลงไปเที่ยวในเมืองสิงคโปร์ก็คงต้องสรุปว่าสิงคโปร์เป็นเมืองแห่งการช็อปปิ้งจริงๆ เพราะห้างสรรพสินค้า มีอยู่เยอะแยะไปหมด ทั้งที่เป็นห้างร้านใหญ่ๆ ชุมชนชาวจีน หรือที่เรียกกันว่า ไชน่า ทาวน์ (China Town) ชุมชนอินเดีย หรือ ลิตเติ้ล อินเดีย (Little India) และแหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดคือ ถนนออร์ชาร์ด (Orchard Road) ถนนนี้มีห้างสรรพสินค้าอยู่ตลอดทั้งสองฝั่งของถนน ซึ่งมีสินค้าขายแทบทุกชนิด โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องประดับ เกมส์และเครื่องเล่น คอมพิวเตอร์ Walkman เครื่องเล่น VCD DVD MP3 กล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอ และโทรศัพท์มือถือ นอกจากออร์ชาร์ดแล้วก็มี ซิมลิม สแควร์ (Simlim Square) บนถนน ร็อคเชอร์ คาแนล (Rochor Canal)
 

เมอร์ไลอ้อน สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์

เรื่องราคานั้นพวกโทรศัพท์ เครื่องเสียง กล้อง ของเล่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางชนิดจะถูกกว่าบ้านเรามาก แต่พวกเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางค์ จะราคาเท่าๆ กับบ้านเรา บางอย่างแพงกว่ามาก บางอย่างถูกกว่า แต่แฟชั่นของที่นี่ไปเร็วมาก สินค้ารุ่นใหม่จะออกมาเร็วกว่าบ้านเราทุกๆ อย่าง
 
ร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่งแถวถนนออร์ชาร์ต

สำหรับการเดินทางที่ง่าย และสะดวกที่สุดของที่นี่ก็คือรถไฟฟ้า ซึ่งง่ายจริงๆ ตั้งแต่การซื้อตั๋ว และการขึ้นลงสถานี นอกนั้นก็มีรถเมล์ แต่ว่าผมไม่ได้ขึ้นครับ เดินกับขึ้นรถไฟฟ้าก็พอแล้ว แต่สำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปยังเกาะเซนโทซ่า (Sentosa) สามารถเดินทางไปได้โดยเคเบิ้ล คาร์ เรือเฟอร์รี่ และนั่งรถหรือเดินข้ามสะพาน คอร์สเวย์ (Causeway) (แต่ไกลเหมือนกันครับ) ที่เซนโทซ่าก็จะมีสัญลักษณ์ของสิงคโปร์คือ เมอร์ไลอ้อน (Merlion) (สัตว์ประหลาดที่มีหัวเป็นสิงโต และหางเป็นปลา) ซึ่งภายในสามารถเข้าไปได้ สถานที่เที่ยวอื่นๆ ก็มี อันเดอร์ วอเตอร์ เวิลด์ (Underwater World) พิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum) สวนผีเสื้อและแมลง (Butterfly Park / Insect Kingdom Museum) สวนกล้วยไม้ (Orchid Garden) ฯลฯ
 

ผู้คนพลุกพล่านบนถนนออร์ชาร์ต

ที่เกาะสิงคโปร์นั้น จะมีเมอร์ไลอ้อนตัวเก่าอยู่ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวใหญ่มาก และเป็นเพียงรูปปั้นธรรมดา แต่พ่นน้ำได้ โดยจะมีอยู่ 2 ตัว ตัวใหญ่สูงประมาณ 7 เมตร ตัวเล็กสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งอยู่ติดๆ กันหลังสะพานแอนเดอร์สัน (Anderson Bridge) สำหรับที่มาของสัญลักษณ์นี้ มาจากเมื่อศตวรรษที่ 13 เจ้าชาย แสง นิลา อุทมา (Prince Sang Nila Utama) เจ้าชายแห่งมลายันได้ออกแล่นเรือเสาะหาแผ่นดินเพื่อที่จะสร้างเมืองใหม่ขึ้น และก็ได้พบเกาะแห่งหนึ่ง ระหว่างที่กำลังก้าวขึ้นเกาะนั้น เจ้าชายก้ได้แลไปเห็นสัตว์ชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายสิงโต และเรียกมันว่า สิงหะ (Singa) อันเป็นภาษาสันสกฤต แปลความได้ว่าสิงโต เจ้าชายทรงเห็นว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีจึงได้ก่อร่างสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เกาะนั้น และประทานนามว่า สิงคปุระ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
 

เมอร์ไลอ้อนตัวเล็กด้านหลังตัวใหญ่
 
นอกจากความเป็นเมืองที่ทันสมัย และมีสถานที่ที่สวยงามแล้ว บ้านเมืองที่นี่ค่อนข้างสะอาดทีเดียว และมีสถานที่ที่สวยงามแล้ว บ้านเมืองที่นี่ค่อนข้างสะอาดทีเดียว ปริมาณขยะน้อยกว่าบ้านเรามาก แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง ผมได้พูดคุยกับชาวสิงคโปร์ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มีส่วนน้อยที่เป็นชาวมาเลเซียและแขก) ก็ได้ทราบว่า กฏหมายที่ว่า ใครทิ้งขยะจะต้องถูกปรับได้ยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากชาวสิงคโปร์ร่ำรวยกันมาก มีเงินจ่ายค่าปรับได้สบาย ดังนั้นรัฐบาลจึงมีมาตรการใหม่ให้มากวาดถนนในวันหยุดแทน เพื่อที่จะให้คนกระทำผิดเกิดความอับอาย และเกิดประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย
 

ห้างสรรพสินค้าทีสิงคโปร์

และแล้วเราก็จากเมืองท่าสุดท้ายในต่างประเทศมา และได้จอดเรือที่สงขลา เพื่อรับการตรวจผลการฝึกจากคณะจเรทหารเรือ และเดินทางกลับมาถึงโรงเรียนนายเรือ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน และก็ปิดการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศในวันรุ่งขึ้น เป็นอันจบภารกิจอันสำคัญของชีวิตนักเรียนนายเรือไปด้วยความเรียบร้อย และเต็มเปี่ยมไปด้วยความประทับใจ สำหรับประโยชน์ที่นอกเหนือจากการได้ฝึก ศึกษาหาความรู้ในวิชาทหารเรือแล้ว เรายังได้เห็นบ้านเมืองของต่างประเทศ ได้เปิดหูเปิดตา บางแห่งก็เจริญกว่าประเทศเรา บางแห่งก็ด้อยกว่า แต่ถึงอย่างไร เมืองไทยก็ดีที่สุดแล้ว เพียงแต่ว่าในอนาคตเราจะทำให้บ้านเมืองเจริญทัดเทียมประเทศพัฒนาเหล่านั้นได้หรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่เราจะต้องคิด แก้ไข และปรับปรุงกันต่อไป
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ สุขกายสบายใจ มีความสุขมากๆนะคะ

#7 By Zuni on 2012-04-13 19:23

อ่านกันยาวเลย 555

เที่ยวหนำมากเลยท่าน... (น่าไปอ่ะ)big smile
*ตอนเด็กๆเคยนึกอยากเป็นทหารเรือ...(ทั้งๆที่ลุงเป็นทหารอากาศ 555)

แต่พอโตขึ้นก็ผมก็พบว่า...ผมเมาเรือง่ายมาก sad smile เลยทำใจ เหอๆๆๆ sad smile

#6 By MONKIJI321 on 2012-03-29 09:57

ว๊าววว
Hot! Hot!

#5 By Praeradise on 2012-03-10 22:50

เป็นทหาร(เรือ)มันก็ดีตรงนี้ละได้เที่ยวเยอะ ประสบการณ์แยะ

#4 By MayaKniGht on 2012-03-03 17:02

เป็นทหารเรือไทยหูตากว้างไกล้ได้ท่องไปในโลกกว้างHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ed cartoon on 2012-02-06 15:06

โห เป็นทหารเรือนี่ได้ไปเที่ยว (?) เยอะขนาดนี้เลยหรือครับ แต่นั่งเรือตลอดแบบนี้ดูจะทรหดไม่ใช่เล่นเลย คงเป็นประสบการณ์ที่คนอื่นไม่อาจหาได้ง่ายๆ

#2 By φυβλας on 2012-01-21 07:40

อ่านแล้วน่าสนุกนะครับ ๕๕๕๕

แต่พูดถึงประวัติการค้นพบออสเตรเลียแล้ว คนไทยเรามักจะคิดว่าคนค้นพบคือเจมส์ คุกครับ

แต่ที่ถูกแล้ว คนค้นพบออสเตรเลียคนแรกกลับเป็นชาวโปรตุเกส ชื่อ "Kenneth McIntyre" ครับ แกไปถึงออสเตรเลียก่อนหน้า เจมส์ คุกถึงร้อยกว่าปีเลยทีเดียวแต่ตอนนั้น แกเข้าใจว่า ออสเตรเลียเป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชียครับ

ส่วนตาเจมส์ คุก แกมีบทบาทในฐานคนเดินขึ้นไปบนออสเตรเลีย แล้วประกาศว่า ที่นี่คือแผ่นดินของอังกฤษ ครับ


อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Australia#European_exploration

#1 By Brandy Frisky on 2012-01-20 00:09

Facebook