เอนทรี่ในวันนี้เป็นบทความที่ผมเขียนลงไว้ในวารสารสามสมอฉบับปี พ.ศ.2544 หลังจากที่กลับมาจากการฝึกภาคทะเลต่างประเทศของนักเรียนนายเรือช้นปีที่ 5 บทความที่เอามาลงในบล็อกนี้ไม่ได้มีการตัดตอนหรือเขียนเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น อยากให้คงสำนวนการเขียนในยุคแรกๆ ไว้ แต่รูปนั้นเอามาลงเพิ่มเติมจากในวารสารเยอะมากครับ เสียดายว่ารูปเก่าๆ ส่วนใหญ่อยู่ในซีดีซึ่งชำรุดและไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ คงเหลืออยู่ไม่กี่ภาพซึ่งผมได้คัดมาลงให้ดูในเอนทรี่นี้นี่เอง เอาล่ะครับ ไปอ่านเรื่องราวการผจญภัยในต่างประเทศของนักเรียนนายเรือรุ่นผมกันดีกว่าครับ
 
วารสารสามสมอ พ.ศ.2544
 
 
วันที่ 1 กันยายน 2544 เป็นวันเริ่มต้นบทพิสูจน์บทสุดท้ายของชีวิตนักเรียนนายเรือ ชั้นปีที่ 5 ปีการศึกษา 2544 “การฝึกภาคปฏิบัติในทะเลต่างประเทศ” มีหลายคนที่ไม่อยากให้วันนี้มาถึง หลายคนที่เฝ้ารอวันนี้มานาน แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร และมีเหตุผลเช่นไร ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หลังจากที่เราเข้าโรงเรียนแล้ว ก็แบกข้าวของสัมภาระขึ้นรถไปยังสัตหีบ และพักอยู่ที่กองการฝึก กองเรือยุทธการ (กฝร.) เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
 
 
ที่สัตหีบ มีการฝึกกำลังใจ อันได้แก่ วิ่งทน วิ่งขึ้นเขา ว่ายน้ำข้ามเกาะ ไต่เกาะ และตีกระเชียง นอกจากนั้นก็มีการฝึกนำเรือของพรรคนาวิน การฝึกป้องกันความเสียหายของพรรคกลิน
 
กิจกรรมไต่เกาะ
 
ว่ายน้ำข้ามเกาะ
 
เมื่อสิ้นสุดการฝึกบนบก เราได้ขนของขึ้นเรือ อันได้แก่ ร.ล.นเรศวร และ ร.ล.เจ้าพระยา และเรือได้ออกจากท่าเรือแหลมเทียน อำเภอสัตหีบ เวลา 0900 ของวันที่ 9 กันยายน ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง น้องๆ นนร. ชั้นปีที่ 1-4 ต่างมารอส่งหมู่เรือฝึกกันแต่เช้า เมื่อเรือออกพวกเราได้ตั้งแถวรายกราบและโบกหมวกอำลาผู้ที่มาส่งเรา รวมถึงอำลาแผ่นดินไทยเป็นช่วงเวลาหนึ่งด้วย ญาติพี่น้องต่างก็โบกมือตอบ บางคนถึงกับเดินตามมาส่งเรือจนสุดริมเขื่อน เป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก
 

การเดินทางในเที่ยวแรกนี้ เรามุ่งหน้าสู่เมืองสุราบายา (Saruyaba) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) โดยใช้เวลาเดินทาง 5 วัน ระหว่างทางก็มีการฝึกสถานีรบ ป้องกันความเสียหาย รับ-ส่งสิ่งของในทะเล พ่วง-จูง เก็บคนตกน้ำ การแปรขบวน ทัศนะสัญญาณ และเดินเรือ สภาพคลื่นลมนั้นไม่รุนแรงนัก แต่ก็พอที่จะทำให้คนที่ท้องไส้ไม่แข็งแรง ต้องปวดหัว เวียนหัวกันบ้าง จนกระทั่งในวันที่ 13 กันยายน เรือรบไทยทั้งสองลำก็มาจอดที่เทียบท่าที่สุราบายา ด้วยความปลอดภัยทั้งคนและเรือ ก็มีการต้อนรับจากทหารเรือ นักเรียนนายเรืออินโดนีเซีย และผู้ช่วยทูตทหารอากาศ มีวงดุริยางค์ กองเกียรติยศ และมีการแสดงพื้นบ้านของอินโดฯ ซึ่งดูๆ ไปเหมือนพิธีไล่ผีเสียมากกว่า
 
 
 

สุราบายาเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองมาจากจาการ์ต้า เมืองหลวงและเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญที่สุดของอินโดฯ คำว่าสุราบายานั้นแปลว่า จระเข้และฉลาม ซึ่งสืบเนื่องมาจากในอดีตนั้น ท้องทะเลบริเวณนี้ได้เคยมีการสู้รบของเหล่าจระเข้น้ำเค็มและพลพรรคฉลามเกิดขึ้น จริงเท็จอันใดนั้นต้องถามคนอินโดฯดู
 

วงดุริยางค์ต้อนรับจาก ทร.อินโดนีเซีย
 
บ้านเมืองอินโดฯ ค่อนข้างที่จะไม่เป็นระเบียบ และสกปรกเอาการอยู่ รถเมล์รถโดยสารก็น้อย การเดินทางของพวกเราโดยมากจะใช้บริการรถแท็กซี่มิเตอร์เป็นหลัก ซึ่งกว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องว่าจะให้พาไปที่ไหนก็เล่นเอาเหนื่อยน่าดู เพราะว่าเค้าพูดภาษาอังกฤษได้เป็นคำๆ และปริมาณคำศัพท์ที่รู้ก็น้อยมากๆ แถมยังติดสำเนียงอินโดฯ (เหมือนแขกพูดอังกฤษ ฟังแล้วปวดหัว) แล้วเวลาพูด ไม่พูดอังกฤษอย่างเดียว ภาษาอังกฤษคำนึง ตามด้วยอินโดอีกประโยค เล่นเอาพวกเรามึนไปหลายตลบเลยทีเดียว
 

เรือดำน้ำรุ่นเก่าของ ทร.อินโดนีเซียที่เค้าอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์
 
อาหารการกินที่นี่ก็.... ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองคงไม่เชื่อ เพราะว่าเค้ายังเปิบมือกันอยู่ แม้กระทั่งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง แมคโดนัลด์ หรือเคเอฟซี เราก็จะเห็นคนที่นี่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นั่งเปิบข้าวเข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อย (ฟาสต์ฟู้ดที่นี่ ขายข้าวเปล่าด้วยครับ แข็งอย่าบอกใคร) และหากเข้าร้านอาหารบางที่ เค้าจะมีน้ำใส่ขันมาให้ อย่านึกว่าเป็นน้ำล้างมือเด็ดขาด นั่นคือน้ำล้างมือครับผม มีเรื่องตลกอันเกิดจากการเข้าร้านอาหารของพวกเราคือการให้ทิป เราให้ทิปโดยการรวมเศษเงินของแต่ละคน ซึ่งก็ไปกันหลายคน ก็รวมได้ประมาณ 30-40 บาท (6,000-8,000 รูเปียส) บ๋อยที่รับไปก็อึ้งครับ แทบจะร้องไห้ เพราะไม่เคยได้ทิปเยอะขนาดนี้มาก่อน เพราะเงินค่าจ้างเค้าก็ได้น้อยมาก (เมื่อเทียบกับเงินไทย) ขนาดนายทหารยศเทียบเท่าเรือตรี ยังได้ประมาณ 3,000 กว่าบาทเอง
 

วิวจากท่าเรือที่หมู่ฝึกนักเรียนนายเรือจอดเรือ

สำหรับสินค้าเลื่องชื่อของที่นี่ ก็เห็นจะเป็นงานไม้แกะสลัก ซึ่งแกะได้สวยงามทีเดียว นอกนั้นก็เห็นจะเป็นของราคาถูกอื่น เช่น ถุงเท้า ครึ่งโหล 20 กว่าบาท เสื้อ กางเกง รองเท้า ซึ่งราคาถูกกว่าจตุจักรมาก แต่ต้องไม่ใช่ของแบรนด์เนม และอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าถูกกว่าบ้านเรามากๆ ก็คือ VCD เถื่อนครับ ราคาแผ่นละ 5,000 รูเปียส อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 200 รูเปียส ก็ราวๆ 25 บาทเท่านั้นเอง (บางคนเค้าจะอ่านว่า รูเปียนะครับ เนื่องจากหน่วยเงินของอินโดฯ เมื่อเป็นจำนวนเงินมากกว่าหนึ่ง จะเติมตัว s ลงไป ก็เลยอ่านได้ว่า รูเปียส ครับ) ซึ่งโดยมากจะเป็นมิวสิควิดีโอ คอนเสิร์ต ซึ่งไม่ค่อยจะอัพเดทสักเท่าไหร่
 

นนร.ไทย ถ่ายรูปกับ นนร.อินโดนีเซีย

เราอยู่ที่สุราบายา 3 วัน ก็ออกเดินทางต่อ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ประเทศปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) ซึ่งเป็นเกาะอยู่ทางเหนือของทวีปออสเตรเลีย การเดินทางเที่ยวนี้เป็นเที่ยวที่ยาวนานที่สุด ใช้เวลาเดินเรือถึง 7 วัน ใน 7 วันนี้เราเจอคลื่นแรงพอสมควร แต่ก็ยังไม่รุนแรงมากนัก มีเพียงแค่สองสามวันแรกเท่านั้นที่คลื่นแรงกว่าปกติ ระหว่างทางก็มีการฝึกที่เข้มข้นกว่าครั้งแรกมาก แต่ก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดี จนนำเรือเทียบที่ พอร์ต มอเรสบี้ (Port Moresby) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศปาปัวนิวกินีได้สำเร็จ และก็ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่
 
ธงราชนาวีไทยเคยได้มาอวดโฉมที่พอร์ต มอเรสบีแล้ว
 
ปาปัวนิวกินี เป็นประเทศที่มีประชากรเป็นคนผิวดำ สำหรับพรรกลินอย่างผมแล้ว ถ้าไม่รู้แผนมาก่อน และเพื่อนพรรคนาวินบอกว่าแล่นเรือมาที่แอฟริกา ผมก็คงจะเชื่อเพราะดำสนิทจริงๆ ผมหยิกอีกต่างหาก แต่คนที่นี่อัธยาศัยดีมากๆ ทหารเรือเดินไปที่ไหนเค้าจะยิ้ม และสวัสดี เวลายิ้มทีน้ำหมากแทบหก เพราะคนที่นี่เค้าเคี้ยวหมากกันทั้งเมือง และก็บ้วนน้ำหมากกันเกลื่อนถนนไปหมด นอกจากน้ำหมากแล้วก็มีเมล์ดมะม่วงทิ้งกันให้ทั่วไปหมดเหมือนกัน บางคนก็จะเข้ามาคุยด้วย บางคนก็มาขอถ่ายรูป (เอากล้องเราถ่ายนะครับ นัยว่าอยากจะขอมีรูปในกล้องเราบ้าง ว่างั้นเถอะ) เราได้พบกับคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ซึ่งมีกันอยู่ 5 คนเท่านั้นเอง ทั้งหมดเป็นคนที่แต่งงานกับชาวออสเตรเลีย แล้วมาทำธุรกิจที่นี่
 
ชาวพื้นเมืองปาปัวนิวกินีที่มาขอให้เราถ่ายรูปให้
 
คนไทยเหล่านั้นเล่าให้ฟังว่า ประเทศนี้อะไรๆ ก็นำเข้าจากออสเตรเลียทั้งนั้น บางอย่างก็มาจากประเทศอื่นๆ เช่น น้ำพริก ไมโล (ของไทยทั้งนั้นเลย) ฯลฯ ดังนั้นของต่างๆ จึงมีราคาที่ค่อนข้างแพง (อัตราแลกเปลี่ยน 1 kina = 15 บาท) สถานที่ท่องเที่ยวก็ได้แก่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งในพิพิธภัณฑ์จะมีสวนสัตว์ขนาดย่อมที่มีสัตว์ป่าแปลกๆ หายากให้ดูเพียบ แต่มีอย่างละตัวสองตัวเท่านั้น ส่วนสิ่งของต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์จะเป็นของพื้นเมือง เช่น เครื่องประดับ อาวุธ เครื่องมือหาปลา เรือ หน้ากาก วัตถุโบราณ