Conventional Submarine

posted on 20 Aug 2011 11:28 by zedth in Navy-Story directory Knowledge
ฝรั่งเขาจัดแบ่งประเภทของเรือดำน้ำออกเป็นหลายประเภทตามแหล่งพลังงาน และการใช้งาน แต่เมื่อแบ่งแบบกว้างๆ แล้วก็จะมีอยู่ 2 แบบคือแบบที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Submarine) กับไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ (Non- Nuclear Submarine) หรือที่เรียกกันว่าแบบดั้งเดิม (Conventional Submarine) ซึ่งเรือดำน้ำทั้งสองประเภทนี้ก็มีความแตกต่างกันในแทบทุกๆ ด้าน เช่น แหล่งพลังงาน ระยะเวลาปฏิบัติการ ขนาด พื้นที่ปฏิบัติการ อาวุธ และกำลังพล
 

เมื่อเรือดำน้ำแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป

เรือดำน้ำแบบดั้งเดิม (Conventional Submarine) นั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด โดยเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีหลายอย่างที่ใช้ในวงการทหารทั้งที่พัฒนามาเพื่อใช้กับเรือดำน้ำ และไม่ได้พัฒนามาเพื่อใช้กับเรือดำน้ำ แต่เมื่อเห็นว่ามีโอกาสว่าจะใช้กับเรือดำน้ำได้ ก็ได้มีการพัฒนารุ่นสำหรับใช้ในเรือดำน้ำขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือนำมาใช้กับเรือดำน้ำเอาดื้อๆ เลย ได้แก่ เทคโนโลยี Stealth ที่ก็เป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้กับเครื่องบินและเรือผิวน้ำ อย่างเช่นวัสดุหุ้มพื้นผิวที่มีคุณสมบัติดูดกลืนคลื่นเรดาร์และโซนาร์ ระบบขับเคลื่อนแบบ Air Independence Propulsion หรือ AIP ที่มีผลมาจากเทคโนโลยีทางด้านพลังงานเช่น พลังงานจาก Fuel Cell เครื่องยนต์แบบ Stirling ระบบเดินเรือ ระบบสื่อสาร ระบบตรวจจับ ระบบอาวุธ และระบบอำนวยการรบแบบรวมการณ์ (Integrated Combat & Command System) อันทันสมัย อันเป็นผลมาจากการพัฒนาของระบบคอมพิวเตอร์และการทดลองใช้งานบนเรือผิวน้ำ เรือดำน้ำ และอากาศยานแบบต่างๆ

ผลจากการพัฒนาระบบที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้นนี้เอง ทำให้เรือดำน้ำแบบดั้งเดิม เป็นอาวุธที่ไม่ล้าสมัยเหมือนดั่งชื่อ แต่มีความทันสมัยเทียบเท่ากับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ต่างกันตรงที่ระบบขับเคลื่อน และข้อจำกัดเฉพาะบางประการที่เป็นผลมาจากพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้นเอง และนั่นทำให้เรือดำน้ำประเภทนี้เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง สำหรับประเทศที่มีงบประมาณทางทหารไม่มากมายเท่าใดนัก  เพราะในงบประมาณที่จ่ายไปนั้น เรือดำน้ำประเภทนี้สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศผู้เป็นเจ้าของได้อย่างมหาศาล

เรือดำน้ำขนาดเล็ก และขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนที่ไม่ใช่พลังงานนิวเคลียร์นี้ สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายตั้งแต่การลาดตระเวนน่านน้ำ ไปจนถึงการปฏิเสธการใช้ทะเลต่อฝ่ายตรงข้าม (Highly potent sea denial) ซึ่งฝ่ายตรงข้ามอาจจะเป็นประเทศที่มีกำลังทหารเข้มแข็งกว่า และมีกองเรือปราบเรือดำน้ำที่มีระบบต่อต้านเรือดำน้ำอันทันสมัยก็ได้ ซึ่งในเรื่องนี้ ทั่วโลกก็ได้ประจักษ์แล้วจากเหตุการณ์ที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้นซ่ง หรือ Type 039 ของกองกำลังปลดปล่อยประชาชนฝ่ายกองทัพเรือของจีน (People’s Liberation Army Navy ย่อว่า PLAN หรือ PLA Navy) ได้ติดตามกองเรือบรรทุกเครื่องบินของนาวีสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และได้ลอยลำขึ้นมาในระยะยิงของตอริปิโดและอาวุธปล่อยฯ ที่สามารถโจมตีเรือ USS Kitty Hawk ได้ เป็นที่ตกตะลึงพรึงเพริดของเรือต่างๆ ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เรือดำน้ำชั้นซ่ง สามารถเล็ดลอดการตรวจจับของกองเรือปราบเรือดำน้ำ และเรือดำน้ำที่เป็นเรือคุ้มกันของ USS Kitty Hawk ได้ โดยสาเหตุที่ถูกตรวจพบนั้น ก็เป็นเพราะว่า อากาศยานที่ขึ้นบินจากเรือ USS. Kitty Hawk นั้น มองเห็นจากทางอากาศ ไม่ได้ถูกจับได้จากการใช้ระบบตรวจจับเรือดำน้ำเลยสักกระผีกเดียว อีกทั้ง เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เกิดขึ้นในน่านน้ำโอกินาว่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกพื้นที่ปฏิบัติการของเรือดำน้ำของ PLAN แสดงให้เห็นว่า เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า ขนาด 2,250 ตันนี้ สามารถปฏิบัติการได้ไกล และครอบคลุมทั้งในเขตน้ำตื้น และทะเลลึก


เรือดำน้ำ Type 039 ชั้นซ่ง

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นกรณีศึกษาสำหรับเรือดำน้ำแบบดั้งเดิมนี้ก็คือ เรือดำน้ำ ARA San Luis ชั้น Type 209  ของอาร์เจนตินา ที่ปฏิบัติการในสงครามฟอล์คแลนด์ (Falklands หรือ Malvinas) ซึ่งทำให้กองเรือใหญ่น้อยของอังกฤษต้องปั่นป่วนไปทั่วท้องทะเล เนื่องจากกองเรือปราบเรือดำน้ำอันทันสมัยที่สุดในขณะนั้น พยายามค้นหาแล้วค้นหาอีก ก็ไม่สามารถค้นหาเรือดำน้ำลำนี้ได้พบ แต่ก็นับเป็นโชคดีของกองเรืออังกฤษที่ระบบควบคุมการยิงของเรือลำนี้เกิดขัดข้องขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ตอร์ปิโดที่ยิงไป 8 ลูกพลาดเป้า มิฉะนั้นแล้ว เรือในกองเรืออังกฤษอย่างน้อยๆ ก็ลำหนึ่งจะต้องจมลงด้วยตอร์ปิโดของเรือดำน้ำ San Luis เป็นแน่แท้


เรือดำน้ำ ARA San Luis ขณะจอดเทียบท่า

ด้วยความน่ากลัวของเรือดำน้ำในยุคใหม่นี้เอง ที่ทำให้สหรัฐฯ ถึงกับขวัญผวา จนต้องประเมินขีดความสามารถของเซนเซอร์ตรวจจับเรือดำน้ำที่มีอยู่กันใหม่ โดยได้ทำการเช่าเรือดำน้ำ HMS Gotland จากสวีเดน พร้อมทั้งลูกเรือ เพื่อมาร่วมฝึกกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมของสหรัฐฯ (Carrier Strike Group : CSG) อย่างยาวนานถึง 2 ปี ซึ่งผลการซ้อมรบทุกครั้ง กองเรืออันประกอบไปด้วย เรือพิฆาตชั้น  Arleigh Burke  เรือ cruiser ชั้น Ticonderoga เรือดำน้ำโจมตีชั้น Los Angeles และเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz ไม่สามารถที่จะจับเรือดำน้ำชั้น Gotland (Type A 19) จากสวีเดนลำนี้ได้เลย โดยมีรายงานว่า เรือ HMS Gotland สามารถลอบเข้าไปถ่ายภาพเรือ USS Ronald Reagan ได้ในระยะยิงของอาวุธปล่อยฯ และตอร์ปิโด และในบางการฝึก สหรัฐฯ ถึงกับต้องให้เรือ HMS Gotland ติดตั้งอุปกรณ์ขยายเสียงเพิ่มเติม เพื่อให้ตรวจจับได้ง่ายขึ้น


ภาพข่าวของเรือดำน้ำ HMS Gotland กับ เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ronald Reagan ในระหว่างการฝึกซ้อมรบกับกองเรือของสหรัฐฯ ในซานดิเอโก้

สาเหตุที่ทำให้เรือดำน้ำแบบดั้งเดิมนี้ มีความสามารถที่มากขึ้นโดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการตรวจจับนั้น ก็เป็นเพราะว่า ตัวเรือมีความสามารถในการล่องหนที่มากขึ้น ตั้งแต่ตัวเรือที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงเสียดทานของน้ำอันจะทำให้เกิดเสียงในขณะเคลื่อนที่ ตัวเรือทำจากวัสดุที่ไม่มีอำนาจแม่เหล็กหรือมีเครื่องมือที่ใช้ลบล้างอำนาจแม่เหล็กตัวเรือ และยังหุ้มด้วยวัสดุดูดซับคลื่นโซนาร์และเรดาห์เข้าไปอีก

ส่วนระบบขับเคลื่อนก็ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ที่เงียบกว่าเครื่องยนต์ดีเซลหลายเท่าตัว หางเสือที่ออกแบบให้มีความเงียบมากขึ้น ใบจักรที่หมุนด้วยความเร็วต่ำ จนทำให้ไม่เกิดคาวิเตชั่นขึ้น และเครื่องจักรทั้งหมดในเรือถูกวางลงบนแท่นเครื่องที่ป้องกันการสั่นสะเทือน

และอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และยกระดับเรือดำน้ำแบบดั้งเดิม ให้มีความสามารถใกล้เคียงกับเรือดำน้ำนิวเคลียร์มากยิ่งขึ้นก็คือ อุปกรณ์ที่เรียกว่า AIP ซึ่งย่อมาจาก Air Independent Propulsion เป็นระบบขับเคลื่อนที่ไม่ใช้อากาศในการสันดาป ทำให้เรือดำน้ำไม่ต้องลอยลำขึ้นมาเพื่อเดินเครื่องไฟฟ้าอยู่ใกล้ผิวน้ำบ่อยๆ เหมือนกับเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าแบบดั้งเดิม โดยระบบนี้ช่วยให้เรือดำน้ำสามารถดำอยู่ในน้ำได้นานขึ้นเป็นอาทิตย์ หรือเกือบเดือนในบางระบบ

ความน่ากลัวของเรือดำน้ำแบบดั้งเดิมอีกอย่างหนึ่งก็คือ ด้วยรูปร่างเล็กๆ ของมันนั้น มันทำให้เรือดำน้ำประเภทนี้ตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะนอกจากขนาดเล็กจะทำให้พื้นที่สะท้อนคลื่นโซนาร์มีน้อยแล้ว มันยังสามารถหลบเข้าไปในเขตน้ำตื้น หรือช่องทางการคมนาคมที่มีเรือสัญจรพลุกพล่าน เพื่ออาศัยเสียงใต้น้ำซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากกว่าในท้องทะเลลึก ช่วยกำบังตนเองได้ดีอีกด้วย และนอกจากนี้ยังทำให้มันสามารถแทรกซึมเข้าไปยังพื้นที่ชายฝั่งได้ทั่วโลก ดังที่ Frederick Linden ผู้บังคับการเรือ HMS Gotland บอกไว้ว่า ไม่มีน่านน้ำชายฝั่งใดในทวีปอเมริกาเหนือที่เรือดำน้ำลำนี้จะเข้าไปไม่ได้ ซึ่งความสามารถนี้ เรือดำน้ำนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่มีระวางขับน้ำมากถึง 6,927 ตัน กินน้ำลึก 9.4 เมตร อย่างเรือดำน้ำชั้น Los Angeles ของสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้แน่ๆ
 

เรือดำน้ำแบบดั้งเดิมในตลาดโลก

ในเมื่อเรือดำน้ำรุ่นใหม่ๆ นี้ได้พิสูจน์ตัวเอง และมีข้อดีมากมายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงทำให้เรือดำน้ำประเภทนี้เป็นที่สนใจมากขึ้นในตลาดโลก ทั้งประเทศเล็กและไม่เล็ก ที่มีงบประมาณทางทหารค่อนข้างจำกัด และไม่ต้องการลงทุนมหาศาลกับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ต่างให้ความสนใจที่จะมีเรือดำน้ำขนาดเล็กเหล่านี้เข้าประจำการ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และรักษาสมมาตรทางการทหารกันแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย บราซิล ชิลี กรีก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และแน่นอน ประเทศไทยเองก็สนใจด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งผู้นำในการส่งออกเรือดำน้ำประเภทนี้ในตลาดโลก ณ เวลานี้ มีอยู่สี่ประเทศ สามบริษัทใหญ่ๆ หนึ่งก็คือ บริษัท Howaldtswerke-Deutsche Werft หรือย่อสั้นๆ ว่า HDW ของประเทศเยอรมนี ผู้ส่งออกเรือดำน้ำ Type 209 และ Type 214 โดยส่งออก Type 209 มาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 มีประเทศที่ใช้เรือดำน้ำชั้นนี้ถึง 14 ประเทศ และส่งออกมาแล้วถึง 63 ลำ ส่วน Type 214 เพิ่งมีการส่งออกเมื่อปี 2000 ยังมีผู้ใช้เป็นจำนวนไม่มาก ได้แก่ กรีซ เกาหลีใต้ ปากีสถาน โปรตุเกส และตุรกี โดยเรือดำน้ำของตุรกีเป็นการร่วมกันสร้างระหว่างเยอรมนีและตุรกี โดยตุรกีมีความต้องการที่จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบอาวุธของตนเอง ทำให้เรือดำน้ำชั้นนี้ของตุรกีมีชื่อชั้นว่า Type 214TN (Turkey Navy)


เรือดำน้ำ Type 209 ชั้น Chang Bogo ของเกาหลีใต้


เรือดำน้ำ Type 214 ชั้น Sohn Wonyil หรือ Son Won-il ของเกาหลีใต้

บริษัทที่สองมีชื่อว่า DCNS บริษัทร่วมทุนระหว่างอู่ต่อเรือ DCN ของฝรั่งเศส กับ Navantia ของสเปน (Navantia นั้นก็คือ อู่ต่อเรือ Bazan เดิม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Izar และเปลี่ยนมาเป็น Navantia ในปัจจุบัน เป็นอู่เรือที่ต่อ ร.ล.จักรีนฤเบศร ให้กับประเทศไทย) โดย DCNS ได้เริ่มส่งออกเรือดำน้ำชั้น Scorpène ในปี ค.ศ. 2005 ปัจจุบันมีผู้ใช้เรือดำน้ำชั้นนี้อยู่ 4 ประเทศคือ ชิลี มาเลเซีย บราซิล และอินเดีย

ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 บริษัท Navantia ก็ได้ออกแบบเรือดำน้ำของตัวเองขึ้นมีรหัสว่า S-80 ซึ่งโครงสร้างมีพื้นฐานมาจากเรือดำน้ำชั้น Scorpène แต่เปลี่ยนระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ของบริษัท Lockheed Martin และเปลี่ยนระบบ AIP เป็นแบบที่พัฒนาขึ้นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายส่วนที่ยังไม่มีข้อมูลประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ และที่สำคัญก็คือ รัฐบาลสเปนได้สั่งต่อเรือดำนั้นชั้นนี้ 4 ลำ และยกเลิกการสั่งซื้อเรือดำน้ำชั้น Scorpène จำนวน 4 ลำ มูลค่า 1,756 ล้านยูโร ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง