สวัสดีครับ มิตรรักชาวบล็อก ทีแรกตั้งใจว่าจะยังไม่อัพบล็อกเร็วๆ นี้ เพราะช่วงนี้กำลังปั่นต้นฉบับหนังสือเกี่ยวกับทหารเรือเล่มหนึ่งอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย (จริงๆ แล้วระดับความเอาจริงเอาจัง เท่ากับการเล่น Facebook เลยครับ) แต่จากวิกฤตนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ที่ญี่ปุ่น ทำให้รู้สึกเป็นห่วงว่า หลายๆ คนจะเข้าใจผิด และเกรงกลัวกันไปจนเกินเหตุ และยิ่งโดยเฉพาะ มี Fwd Mail เกี่ยวกับเบตาดีน และไอโอดีนนั่นอีก ยิ่งเป็นกังวลครับ ก็เลยคิดว่าเขียนดีกว่า เขียนนิดหน่อย สั้นๆ รวบรัดๆ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

สถานการณ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในตอนนี้

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับสถานการณ์ ณ ตอนนี้กันก่อนดีกว่านะครับ สถานการณ์ของโรงไฟฟ้าฯ ฟุกุชิมะ ในตอนนี้ก็คือ มีการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจน และจากแรงดันไอน้ำ (Steam Explosion) รวมถึงแกนของตัวเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ อาจจะมีการหลอมละลายบางส่วนแล้ว แต่ในส่วนของคอนเทนเนอร์ที่เก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์นี้ยังปลอดภัยดีอยู่ ส่วนที่เราเห็นว่ามันระเบิดคือ ผนังกับหลังคาของอาคารเตาปฏิกรณ์ฯ เท่านั้น และที่ทราบกันดีอยู่แล้วก็คือ มีรังสีรั่วไหลอยู่โดยรอบบริเวณนั้น ราวๆ 20-30 กม. ในส่วนสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมไม่ขอกล่าวถึงนะครับ ใครอยากรู้ให้ไปอ่านที่ Jusci ครับ

สิ่งที่เราเห็นในภาพข่าวนั้น เราจะเห็นควันพวยพุ่งออกมาจากอาคารที่ระเบิด ซึ่งส่วนนั้นคือ เศษอิฐเศษปูนและโครงสร้างของตัวอาคาร ผสมกับไอน้ำ ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ เพราะโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะไม่มีทางระเบิดแบบระเบิดนิวเคลียร์ได้โดยเด็ดขาด เพราะคอนเซ็ปต์ในการผลิตที่แตกต่างกัน แม้ว่าแหล่งพลังงานจะเหมือนกันก็ตาม ดังนั้น สิ่งที่เราเบาใจได้ก็คือ จะไม่เกิดอันตรายร้ายแรงเหมือนดังเช่นระเบิดนิวเคลียร์แน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใกล้ชิดและสัมผัสกับแกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ย่อมจะมีการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีด้วย เนื่องจากรังสีนั้นมีลักษณะของการแผ่พุ่ง เหมือนกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ผ่านตัวกลาง เหมือนกับที่พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์แผ่มายังโลก สามารถทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของรังสี และเมื่อธาตุใดๆ ก็ตาม สัมผัสกับรังสีที่แผ่ออกมานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รังสีแกมม่า และอนุภาคนิวตรอน ก็จะเกิดการเหนี่ยวนำให้ธาตุนั้นเป็นสารกัมมันตรังสีไปด้วย ดังนั้น น้ำหล่อเย็นที่สัมผัสกับแกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์โดยตรงจึงเป็นสารกัมมันตรังสีไปด้วย และเมื่อมันพวยพุ่งออกมา มันจึงทำให้บริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีไปโดยปริยาย

ทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรังสี และสารกัมมันตรังสี

นี่เป็นสาเหตุหลักที่ผมต้องเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมาเลยครับ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ ยังขาดความเข้าใจเรื่องรังสีที่ถูกต้องอยู่มาก ไม่อย่างนั้นเราคงมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กันไปนานแล้วครับ อันนี้ขอโทษผู้ใหญ่ของบ้านเมืองนี้เลย ที่ไม่เห็นความสำคัญของนิวเคลียร์ เลยไม่ได้ให้การศึกษาแก่เด็กในยุคนั้น รวมถึงในยุคนี้เท่าที่ควร ทำให้ทุกคนกลัวนิวเคลียร์ไปหมด ทั้งที่เรื่องนิวเคลียร์นั้นมีการตื่นตัวมาตั้งแต่ก่อนปี 2530 เสียอีก

เอาล่ะครับ บ่นๆ จบไป มาเข้าเรื่องรังสีกันเลยดีกว่าครับ

รังสีนั้นคือพลังงานที่แผ่กระจายออกมาจากต้นกำเนิด ออกไปในอากาศหรือตัวกลาง หรือไม่มีตัวกลางก็ได้ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งรังสีนี้จะรวมไปถึงอนุภาคที่มีความเร็วสูงด้วย ทีนี้ความแตกต่างระหว่างรังสีกับอนุภาคก็คือ รังสีนั้นไม่มีมวล แต่อนุภาคนั้นมีมวล แต่เมื่อพูดถึงรังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แล้วก็จะรวมอนุภาคเป็นรังสีไปด้วย แต่ในบทความนี้จะขอเรียกอนุภาคว่าอนุภาค แต่ถ้าไปอ่านบทความที่อื่นพบว่าเค้าใช้คำว่ารังสี ก็ไม่ผิดแต่ประการใดนะครับ

ดังนั้นที่เราได้ยินสื่อพูดกันว่ารังสีรั่วไหล ขอให้นึกว่ามันรั่วแบบแผ่พุ่งออกมา เหมือนแสงไฟที่เล็ดลอดออกมาจากรูหรือร่องบนกำแพงนะครับ ไม่ใช่ว่าไหลมาเป็นน้ำ หรือพุ่งเป็นแก๊ส แต่ถ้าพูดถึงการรั่วไหลในแง่นั้นจะหมายถึง สารกัมมันตรังสี ซึ่งอยู่ในรูปของฝุ่นผง ละอองขนาดเล็ก ที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ฝุ่นกัมมันตรังสี ซึ่งฝุ่นเหล่านี้มีคุณสมบัติในการแผ่รังสีด้วย เพราะตัวมันถูกเหนี่ยวนำจากรังสีให้กลายเป็นสารกัมมันตรังสี และทำการแผ่รังสีออกมา ซึ่งฝุ่นผงเหล่านี้สามารถปลิวไปกับลม ไหลไปตามกระแสน้ำ และติดไปตามเสื้อผ้าร่างกายของคนและสัตว์ได้ และในขณะที่ถูกนำพาไปตามที่ต่างๆ นั้น ตัวมันก็จะแผ่รังสีไปด้วยตลอดทางครับ

รังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ

1. อนุภาคอัลฟ่า (α) เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมม่า สามารถเคลื่อนที่ในอากาศได้ในระยะสั้นๆ เพียงแค่ 1-2 นิ้ว และไม่กี่ microns ในเนื้อเยื่อ มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำ จะไม่สามารถทะลวงผ่านผิวหนังชั้นที่ตายแล้วได้ สามารถปกป้องด้วยโล่ที่เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวได้ แต่จะมีอันตรายอย่างยิ่งเมื่อสูดฝุ่นกัมมันตรังสีเข้าทางลมหายใจหรือเข้าทางระบบทางเดินอาหารโดยการกลืน หรือเข้าไปในกระแสเลือดผ่านทางปากแผลสด ซึ่งมันจะเข้าไปแผ่รังสีอยู่ภายในร่างกายของเรา เมื่อรับเข้าไปเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะทำให้เจ็บป่วยได้

2. อนุภาคเบต้า (β) เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมม่าเช่นกัน เคลื่อนที่ในอากาศได้ประมาณ 10 ฟุต โดยมีความเร็วเท่ากับเสียง สามารถทะลวงผ่านผิวหนังได้ แต่จะเข้าไม่ถึงอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย เราสามารถป้องกันรังสีเบต้าได้โดยการใส่เสื้อผ้าหนาๆ และปกปิดร่างกายให้มิดชิด หรือหลบเข้าที่กำบังอย่าให้ฝุ่นหรือหยดน้ำหลุดลอดเข้าไปภายในได้ และเช่นเดียวกับอนุภาคอัลฟ่า จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อเข้าไปสู่ระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และกระแสโลหิต และเพิ่มเติมคือถ้าสัมผัสกับผิวหนังจะทำให้ผิวหนังไหม้ได้

3. รังสีแกมม่า (γ) เป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริงเลยครับตัวนี้ เนื่องจากว่า เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงสามารถทะลุทะลวงเข้าไปได้ถึงเนื้อเยื่อ ไม่มีวัสดุใดที่ขวางกั้นมันได้ทั้งหมด สามารถเคลื่อนที่ในอากาศได้หลายร้อยฟุต ด้วยความเร็วเท่ากับแสง และเมื่อทะลวงเข้าไปในนิวเคลียสของธาตุใดก็จะไปเหนี่ยวนำให้ธาตุนั้นเกิดการแผ่อนุภาคอัลฟ่า เบต้า และรังสีแกมม่าออกมา หรือทำให้ธาตุนั้นเป็นธาตุกัมมันตรังสีนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่ามันจะอยู่ภายนอกหรือภายในร่างกายก็ก่อให้เกินอันตรายกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตได้ครับ

4. อนุภาคนิวตรอน มีอีกชื่อหนึ่งว่า นิวตรอนไว หรือ Fast Neutron มีความเร็วเท่ากับแสง สามารถทะลุทะลวงเข้าไปถึงนิวเคลียสของธาตุใดๆ แล้วเหนี่ยวนำให้ธาตุนั้นกลายเป็นธาตุกัมมันตรังสี และธาตุนั้นก็จะแผ่รังสีออกมา ที่เรียกว่า รังสีนิวตรอนเหนี่ยวนำ (Neutron Induced Radiation) อนุภาคนิวตรอนนี้เมื่อทะลุทะลวงผ่านเซลล์ในร่างกายของมนุษยสัตว์และพืช ก็จะทำลายเซลล์นั้นทันที ดังนั้นจึงมีอันตรายถึงขั้นตายได้ทันที


ความสามารถในการทะลุทะลวงของรังสีและอนุภาคต่างๆ

รังสีทั้ง 4 ชนิดนี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้พร้อมกันทั้งหมดบนสารกัมมันรังสีอันหนึ่ง อย่างเช่น นิวตรอนจะไม่เกิดขึ้นเองอยู่แล้ว ถ้าไม่อาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ หรือเครื่องผลิตนิวตรอน ส่วนรังสีและอนุภาคอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับไอโซโทปของธาตุนั้นๆ เป็นสำคัญ ซึ่งไม่ขอลงลึกในรายละเอียดนะครับ

การเกิดรังสีเหนี่ยวนำ หรือ รังสีนิวตรอนเหนี่ยวนำ

การเกิดรังสีเหนี่ยวนำ เป็นปรากฏการณ์ทางนิวเคลียร์ ที่เกิดขึ้นในระดับอะตอม โดยรังสีนิวตรอน หรือ รังสีแกมม่า ที่พุ่งออกมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์นั้น เป็นรังสีที่มีความเร็วสูงมาก ดังนั้นเมื่อมันวิ่งเข้าไปในอะตอมของธาตุใดๆ มันก็มีโอกาสที่จะไปชนอิเล็กตรอน ที่วิ่งอยู่โดยรอบของนิวเคลียส หรือชนเข้าไปตรงๆ ในนิวเคลียส แล้วกระแทกกับโปรตอน และนิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียส ตามที่เราได้เรียนกันมาในวิชาฟิสิกส์ ม.ปลาย ทำให้ อิเล็กตรอน หรือ โปรตอน หรือ นิวตรอน กระเด็นหลุดออกจากอะตอมตัวนั้น และก่อให้เกิดความไม่เสถียรขึ้นกับธาตุตัวนั้นทันที


ภาพส่วนประกอบของอะตอม

ตามสูตร E=MC2 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับอะตอม ซึ่งทำให้มวลของอะตอมนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะก่อให้เกิดพลังงานออกมาจากอะตอมนั้นด้วย ซึ่งพลังงานที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากความที่อะตอมนั้นไม่เสถียร คือตัวมันสูญเสีย อิเล็กตรอน โปรตอน หรือนิวตรอนไป ทำให้มันต้องปรับสภาพตัวเองให้กลับไปสู่ความเสถียรอีกครั้งตามธรรมชาติ

และวิธีการที่มันทำก็คือการปลดปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งการปลดปล่อยพลังงานนี้เอง คือการแผ่รังสีต่างๆ ที่กล่าวถึงไปแล้วออกมา วิธีการนี้จะทำให้มวลของมันลดลงหรือสลายตัวลงไปเรื่อยๆ โดยระยะเวลาที่มันแผ่รังสีออกมาจนถึงระดับที่มวลของมันลดลงมาครึ่งหนึ่งนี้เอง ที่เรียกว่า "ครึ่งชีวิต" ซึ่งเมื่อมันผ่านครึ่งชีวิตนี้มาได้ ตัวมันจะมีความเสถียรขึ้นและเกิดเป็นธาตุตัวอื่นขึ้นมา ตามแต่จำนวนโปรตอน อิเล็กตรอน และนิวตรอนในอะตอมของมัน ซึ่งเราสามารถทราบได้แน่นอนว่า ไอโซโทปของธาตุใดจะเปลี่ยนเป็นไอโซโทปของธาตุใด เช่น ฟอสฟอรัส-32 เมื่อสลายตัวแล้วจะกลายเป็น กัมมะถัน-32 แต่มันก็จะยังคงสลายตัวและปลดปล่อยรังสีออกมาต่อไปแต่ระดับรังสีจะลดลงไปอย่างมาก และจะสลายตัวลงจนพลังงานที่มีอยู่ในอะตอมลดลงจนเหลือระดับต่ำสุด ซึ่งเรียกว่าธาตุนั้นมีความเสถียรนั่นเอง

และรังสีที่เกิดขึ้นหลังจากการชนนี้เอง ที่เรียกว่า รังสีเหนี่ยวนำ หรือ รังสีนิวตรอนเหนี่ยวนำ 

โชคดีในความโชคร้าย

รังสีทั้งหมดนั้นเป็นอันตราย แต่ก็มีหนทางในการป้องกันและยับยั้ง โชคดีอีกอย่างก็คือ สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบอะไรก็ตาม (โรงไฟฟ้า Fukushima เป็นแบบ BWR) จะต้องมีตัวหน่วงความเร็วของนิวตรอน (Neutron Moderator) ในการหน่วงให้นิวตรอนเร็วกลายเป็น นิวตรอนช้า เพื่อควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ไม่ให้มีมากเกินไปจนควบคุมไม่ได้ และกลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ไป

ดังนั้น อุปัทวเหตุร้ายแรงที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็คือ แกนเชื้อเพลิงหลอมละลาย (Nuclear Meltdown) ซึ่งก็คือเหตุการณ์ที่แกนเชื้อเพลิงมีความร้อนสูงเกินไป จนตัวมันเองก็รับไม่ไหวและหลอมละลายลงไป ซึ่งก็จะก่อให้เกิดความร้อนมหาศาลทำให้สิ่งก่อสร้างที่ห่อหุ้มตัวมันอยู่นั้นหลอมละลายไปด้วย รวมถึงน้ำซึ่งเป็น Neutron Moderator และเป็นตัวระบายความร้อนในตัวด้วยนั้น ระเหยกลายเป็นไอ และสะสมความดันจนระเบิดออกได้ ส่วนตัวมันก็จะไหลลงสู่สิ่งแวดล้อมเปิด ก่อให้เกิดปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในระยะยาว

และเป็นโชคดีอีกอย่างที่หลังจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่เชอร์โนบิลแล้ว ก็ทำให้โรงไฟฟ้าต่างๆ ที่เหลือต่างเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างแน่นหนา เช่น การเปลี่ยนตัวหน่วงความเร็วนิวตรอนจากแกรไฟต์เป็นน้ำ เนื่องจากแกรไฟต์นั้นติดไฟได้ง่าย (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima ใช้น้ำมวลเบา) และหันมาใช้ระบบหล่อเย็นแกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ด้วยน้ำแทนระบบแก๊ส และมีการสร้างคอนเทนเนอร์ของแกนเชื้อเพลิงและอาคารโรงไฟฟ้าให้แข็งแรงขึ้นด้วย

และจากการที่ตัวเตาปฏิกรณ์ปรมาณูได้ทำการปิดตัวลงโดยอัตโนมัติ (หรือเปล่าไม่รู้ ตรงนี้ยังสงสัยอยู่ แต่เชื่อแน่ว่าได้ทำการปิดเครื่องลงแล้วอย่างแน่นอน) ทำให้ปฏิกิริยาลูกโซ่ถูกตัดขาด โอกาสที่นิวตรอน อันมีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำธาตุอื่นๆ ให้กลายเป็นสารกัมมันตรังสี จะแผ่ผุ่งออกมาหลังจากนี้จะเป็นไปได้ยากขึ้น อีกทั้งทาง TEPCO ยังได้เติม Neutron Poison ซึ่งก็คือสารในกลุ่ม Boron ลงไปเพื่อยับยั้งนิวตรอนไม่ให้แผ่พุ่งออกไปมากกว่านี้ด้วย

ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สถานการณ์จะเบากว่าตอนเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิลอย่างแน่นอน เพราะจะมีการเกิดของธาตุกัมมันตรังสีน้อยลง

อะไรอยู่ในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่หยุดเครื่องแล้ว

ตามที่หลายๆ คนคงจะได้ติดตามจากข่าวว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะได้หยุดเดินเครื่องแล้ว แต่ก็ยังมีความร้อนสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นเป็นผลจากสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูนั่นเอง

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในเตาปฏิกรณ์ตอนนี้ก็คือ แท่งเชื้อเพลิง กับไอโซโทปของธาตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์อันได้แก่ Iodine-131 (ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้) Plutonium-239 (ตัวนี้ก็อันตราย เพราะเป็นตัวที่ใช้ในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์) caesium-137 , Radon-222 และธาตุอื่นๆ อีกหลายตัว (เรียกรวมๆ กันว่า nucleogenic isotopes and their radiogenic daughters)

ซึ่งธาตุเหล่านี้แหละที่จะคอยแผ่รังสีและอนุภาคต่างๆ ออกมาตลอดเวลา ยกเว้นนิวตรอนที่จะไม่เกิดขึ้นเองจากไอโซโทปเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนหรือพลังงานเกิดขึ้นด้วย ทำให้เตาปฏิกรณ์ยังคงมีความร้อนอยู่ และจำเป็นที่จะต้องมีการหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์อยู่ตลอดเวลา จนกว่าเตาฯจะเย็นลง

ซึ่งถ้าเป็นการเลิกใช้งานแท่งเชื้อเพลิงตามปกตินั้น แท่งเชื้อเพลิงก็จะต้องถูกจัดเก็บอย่างมิดชิดมีการป้องกันอย่างแน่นหนา และวิธีการหนึ่งก็คือจับมันเก็บไว้ในสระน้ำที่เรียกว่า Swimming Pool หรือ Spent fuel pool สัก 50 ปีเป็นอย่างต่ำ ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปฝังดิน หรือเก็บไว้ในถ้ำในภูเขา หรือทิ้งลงในมหาสมุทรสุดหยั่งถึงต่อไป เพื่อไม่ให้รังสีต่างๆ นั้นรั่วไหลออกมาสู่บรรยากาศภายนอกนั่นเอง

ธาตุกัมมันตรังสีแต่ละตัวที่อยู่ในเตาปฏิกรณ์ จะมีอายุในการแผ่รังสีแตกต่างกัน ซึ่งระยะเวลาในการแผ่รังสีนี้จะเรียกว่า “ครึ่งชีวิต” หรือ “Half Life”  ซึ่งครึ่งชีวิตนี้จะมีระยะเวลาแน่นอน แตกต่างกันไปตามชนิดของธาตุ บางธาตุก็ใช้ระยะเวลานานเป็นแสนๆ ล้านๆ ปีกว่าจะแผ่รังสีจนหมด เช่น uranium-235 , thorium-232 , calcium-48 , cadmium-116 แต่บางธาตุก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีก็แผ่รังสีหมด (คือเข้าสู่สภาวะเสถียร) เช่น ไฮโดรเจน , อ็อกซิเจน , ฮีเลียม ซึ่งจะว่าไปแล้ว ธาตุที่มีครึ่งชีวิตนานๆ ระดับเป็นปีขึ้นไปนั้นมีอยู่ไม่กี่ตัวหรอกครับ และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ธาตุที่จะพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ ชนิดที่ว่าเดินไปก็เจอ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ซึ่งก็อย่างที่บอก ถ้าเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มันจะไม่มีทางระเบิดแบบระเบิดนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด ดังนั้น มันจะไม่มีธาตุแปลกๆ ที่มีครึ่งชีวิตนานมากๆ โผล่ออกมาด้วยแน่นอน

ประเด็นที่ทุกคนกลัวกัน

คราวนี้ก็มาว่ากันถึงประเด็นร้อนที่ทุกๆ คนกลัวกันว่าจะมีผลกระทบมาถึงประเทศไทย ซึ่งผมขอพูดถึงไปทีละประเด็นก็แล้วกัน

1. ฝุ่นกัมมันตรังสีจะลอยมาถึงไทยมั้ย แล้วฝนที่ตกลงมาจะปนเปื้อนกัมมันตรังสีมั้ย

ข้อนี้ขอตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า ขนาดระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา นางาซากิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ผลกระทบจากนิวเคลียร์ยังมาไม่ถึงไทยเลย แล้วนับประสาอะไรกับแค่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ทางภาคเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งตัวแกนเชื้อเพลิงไม่เสียหายด้วย จะส่งฝุ่นกัมมันตรังสีมาถึงไทยได้อย่างไร

แต่ถ้าคุณต้องการคำตอบที่พอจะดูดีหน่อยก็ขอตอบเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1). ระยะทางจากญี่ปุ่นถึงไทย ไกลมาก และที่สำคัญต้องผ่านทะเล ซึ่งก็อาจจะมีฝนตกระหว่างทาง ซึ่งฝนก็จะจับฝุ่นต่างๆ ตกลงสู่ท้องทะเลไป

2). ลมพัดไปทางแปซิฟิก ไม่ได้ลงมาทางใต้ (ข้อมูลพยากรณ์ทิศทางการเคลื่อนที่ของฝุ่นกัมมันตรังสี จาก Green Peace)

3). ฝุ่นกัมมันตรังสีมีน้อย เนื่องจากนิวเคลียร์ไม่ได้ระเบิด แต่เป็นไอน้ำ และไฮโดรเจนระเบิด ตัวแกนและคอนเทนเนอร์ของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ยังอยู่ดี ทำให้สารกัมมันตรังสีน้อยกว่าการระเบิดของนิวเคลียร์เยอะ

4). ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีที่ถูกเหนี่ยวนำโดยรังสีแกมม่า และนิวตรอน จะแผ่รังสีอยู่ได้ มีไม่ยาวนานนัก เช่น H และ O มีครึ่งชีวิตแค่ไม่กี่วินาที เรียกง่ายๆ ว่าพอมันไม่เสถียรปุ๊บ มันก็เสปียรปั๊บ ส่วนธาตุอื่นๆ ที่มีครึ่งชีวิตยาวนาน มันคงพบได้ไม่มากนักในบริเวณโรงไฟฟ้า ดังนั้นกว่าฝุ่นกัมมันตรังสีจะมาถึงไทย มันก็สลายตัว หรือเสถียรหมดแล้ว

5). ยิ่งอยู่ไกลศูนย์กลางการระเบิดมากเท่าไหร่ สารกัมมันตรังสี ยิ่งถูกพัดเจือจางมากเท่านั้น ถ้ามันมาถึงก็แบ่งๆ เฉลี่ยๆ กันไป มันจะไม่ถึงระดับอันตรายหรอก อย่าลืมนะครับว่ามันเป็นฝุ่น มวลของมันแค่ไม่กี่ไมครอน ใช่ว่ามันมาเป็นก้อนเหมือน Cobalt-60 ที่คนเก็บของเก่าเก็บได้แล้วเป็นข่าวดังเมื่อหลายปีที่แล้ว

6). มนุษย์เราทนรังสีได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น ถ้าฝุ่นกัมมันตรังสี จะปลิวมาสักนิดหน่อย ก็ไม่เป็นอันตราย พอเซลล์นั้นตาย ร่างกายก็จะสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทน

7). เราคงไม่ออกไปยืนตากแดด ตากลม ตากฝนอยู่ตลอดเวลาหรอก จริงมั้ยครับ และข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ ฝนจะชะล้างไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย ซึ่งเป็นอันตรายมากกว่า เพราะคนจะสูดลมหายใจเข้าไป แต่ถ้าปะปนอยู่ในน้ำฝุ่นนั้นก็จะลงไปสู่แหล่งน้ำ ซึ่งน้ำจะเป็นตัวดูดซับรังสีได้ดีกว่าอากาศ ถ้าเลือกการปนเปื้อนในอากาศ การปนเปื้อนในน้ำจะจำกัดขอบเขตได้ง่ายกว่า

2. ทาเบตาดีนที่คอ หรือกินไอโอดีนจะช่วยป้องกันรังสีได้หรือไม่

ข้อนี้ผมจะไม่ขอตอบว่าได้หรือไม่ได้นะครับ เพราะไม่มีความรู้เพียงพอ แต่จะขอตอบเป็นแนวคิดให้ไปคิดต่อกันเอาเองว่าสมควรจะทาเบตาดีน หรือกินไอโอดีนดีหรือไม่

การทาเบตาดีนที่คอ หรือกินไอโอดีน ถ้ามันป้องกันได้ มันจะเป็นการป้องกันการดูดซึมไอโซโทปของไอโอดีน ซึ่งก็คือ iodine-131 เข้าทางต่อมไทรอยด์แค่นั้น ส่วนอื่นๆ มันไม่ได้ป้องกัน และถึงแม้ต่อมไทรอยด์เราจะอุดมไปด้วยไอโอดีนฝ่ายดีแล้วก็ตาม iodine-131 ที่เกาะอยู่ตามตัว หรืออยู่ในหลอดลม หลอดอาหาร มันก็ยังแผ่รังสีต่างๆ เข้าใส่ตัวคุณอยู่ดี เพราะฉะนั้นบอกได้เลย ว่าการกินไอโอดีนไม่ได้ป้องกันอะไร เพราะมันไม่ได้ป้องกันที่ต้นเหตุคือรังสี เพียงแต่ว่าการที่มี iodine-131 ดูดซึมไปที่ต่อมไทรอยด์มันจะเร่งให้เป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์เร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง และอย่าลืมนะครับว่า สารกัมมันตรังสีมันไม่ได้มีแต่ iodine-131 ยังมีอื่นๆ อีกเพียบ ถึงไม่ตายเพราะ iodine-131 ก็ตายเพราะสารตัวอื่นอยู่ดี

เรื่องนี้ คุณหมอแมว ได้ให้คำตอบโดยละเอียดไว้ในบล็อกของท่าน ลองไปอ่านดูนะครับ :  เบตาดีนทาคอ สามารถป้องกันรังสีได้จริงครับ แต่... by หมอแมว

วิธีการป้องกันตนเองจากรังสีที่ถูกต้อง

ทีนี้ก็มาดูวิธีป้องกันตนเองจากรังสีที่ถูกต้องกันครับ วิธีที่ดีที่สุดของการป้องกันรังสี ก็คือ หนีออกจากบริเวณที่ปนเปื้อนให้ไกลและเร็วที่สุด ถ้าเราหนีได้ทันก่อนเกิดเหตุการณ์ก็จงหนี แต่ถ้าไม่ทัน เหตุนั้นเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ หาที่กำบังที่สามารถป้องกันฝุ่น ละอองน้ำหรือฝนได้

ถ้าตัวคุณเปื้อนฝุ่นจงรีบชำระล้างออกเป็นอันดับแรก เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ใส่เสื้อคลุมให้มิดชิด และหนีให้ไกลที่สุด เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยรถยนต์หรือพาหนะที่มีหลังคามีกระจกคลุม แต่ถ้าจำเป็นต้องเดิน สวมเสื้อกันฝน สวมหน้ากากให้มิดชิดที่สุด แล้วเดินอยู่ในพื้นที่ร่ม เพื่อป้องกันฝุ่นธุลีและฝนตกใส่ นอกจากนี้แล้วไม่มีวิธีอื่นจริงๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะสร้างหลุมหลบภัยไว้ในบ้านที่บุไว้ด้วยตะกั่วและอลูมิเนียม และมีเสบียงอาหาร อุปกรณ์ดำรงชีพพร้อมมูล ก็จงเก็บตัวอยู่ในนั้นและรอคอยความช่วยเหลือต่อไป

และที่สำคัญ คืออย่ากินอาหารหรือน้ำ ที่ตกอยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ทั้งที่ใส่ห่อมิดชิดเอาไว้ก็ตาม เพราะอย่าลืมว่ารังสีมันทะลุทะลวงห่อบรรจุภัณฑ์ได้ บางทีมันอาจจะเหนี่ยวนำให้อาหารด้านในกลายเป็นสารกัมมันตรังสีก็ได้ ดังนั้นใน 24 ชม. ให้งดอาหารและน้ำที่หาได้ในบริเวณนั้นไปก่อน หลังจากที่หนีออกมาได้แล้ว ค่อยดื่มน้ำ หรือทานอาหารที่หาได้จากรอบนอกพื้นที่ปนเปื้อน 

แต่สำหรับคนที่ทำงานในห้องที่มีรังสี หรือทำงานอยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือผู้ป่วยที่รักษาโรคด้วยรังสี หลักการในการป้องกันก็คือ การวัดและควบคุมปริมาณรังสีที่ได้รับ ในการปฏิบัติงานในครั้งหนึ่งๆ และต่อปี อย่ารับรังสีให้เกินจากขีดอันตรายก็เพียงพอแล้ว ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติงานด้านนี้เค้าก็จะรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไร

มีหลักการป้องกันรังสีที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แนะนำให้ท่องจำไว้ก็คือ 3 ย. 3 ห. คือ

3 ย. =  1.อย่าปนเปื้อน - อย่าเข้าใกล้ให้ชิด ติดรังสี

           2.อย่าป้วนเปี้ยน - อย่าคลุกคลีมั่วงาน อยู่นานหลาย

           3.อย่าเปลือยเปล่า - เสื้อ ถุงมือตะกั่ว ป้องกันกาย อันตรายน้อยใหญ่จะไม่มี

3 ห. = 1.ห้ามเคล้าเคลีย - หนึ่งจัดแจงระยะทาง ห่างไว้หนา

           2.ห้ามคลุกคลี - สองทำงานต้องกำหนด ลดเวลา

           3.หาเครื่องคลุม - สามจัดหาเครื่องกำบังรังสีไว้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลอันตรายจากรังสี

การที่เราจะเจ็บป่วยหรือล้มตายเพราะรังสีนั้น มีตัวแปรอยู่ 5 อย่างคือ

1.ปริมาณรังสีที่ได้รับทั้งสิ้น ซึ่งก็แน่นอนว่า ยิ่งใกล้จุดกำเนิด รังสีก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนพื้นที่โดยรอบจะเบาบางลงตามลักษณะของภูมิอากาศผิวพื้น พูดง่ายๆ ก็คือขึ้นอยู่กับลมจะพัดฝุ่นกัมมันตรังสีไปที่ใด ซึ่งตามธรรมชาติแล้วจะเป็นรูปกรวย โดยส่วนยอดของกรวยคือบริเวณจุดกำเนิด และบริเวณที่อยู่ใต้ลมนั้นก็จะเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบของรังสีครับ ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องมีหน่วยงานของทหารเข้าไปวัดปริมาณรังสีในแต่ละพื้นที่ และกำหนดเป็นพื้นที่เปื้อนพิษฝุ่นกัมมันตรังสี และพื้นที่อันตรายจากรังสีที่นิวตรอนเหนี่ยวนำ ด้วย

2. ปริมาณรังสีที่ได้รับมาก่อนหน้านี้  เพราะว่ารังสีนั้นเมื่อรับมาแล้วก็จะยังคงอยู่ในร่างกายไปอีกนานหลายเดือนหรือหลายปี ดังนั้นถ้าปริมาณรังสียังไม่หมดไปจากตัว การได้รับรังสีซ้ำเข้าไปอีก ก็จึงเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มปริมาณรังสีต่อจากที่มีอยู่เดิม ดังนั้น คนที่มีปริมาณรังสีอยู่ในตัวอยู่แล้ว จึงมีโอกาสเสียชิวิตได้มากกว่าคนที่ไม่เคยได้รับรังสีเลย ซึ่งการวัดรังสีภายในตัวบุคคลสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องมือวัดรังสี

3. ระยะเวลาที่ได้รับรังสี จะสัมพันธ์กับปริมาณรังสีแบบผกผันกันคือ ถ้าปริมาณรังสีมากๆ โดนแป๊บเดียวก็ถึงตายได้เลยทันที ถ้าปริมาณรังสีน้อย โดนนานๆ ก็ไม่ตาย ในทางวิชาการแล้วจะมีตารางมาตรฐานสำหรับเทียบค่าอยู่ ว่าปริมาณรังสีเท่านี้ จะรับรังสีนานเท่าไหร่จึงจะเป็นอันตรายถึงขั้นไหน ซึ่งก็มีตั้งแต่ขั้น ตายทันที ผิวหนังเกิดแผลไหม้ พุพอง เกิดอาการหน้ามืด ตามัว อาเจียน ไปจนถึงเกิดเซลล์มะเร็งในภายหลัง ซึ่งก็จะทำให้เสียชีวิตในอีกหลายปีถัดมา

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณรังสี กับระยะเวลาในการรับรังสีนี้ มีประโยชน์ในแง่ของการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปกู้ภัย อย่างเช่นในกรณีของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ในโรงไฟฟ้าที่ฟุกุชิมะนี้ ถ้าเรารู้ปริมาณรังสีภายในนั้น เราสามารถที่จะกำหนดให้แต่ละคนทำงานเวลาเท่านี้แล้วออกมาพัก ให้คนอื่นเข้าไปทำงานต่อ ก็จะไม่เกิดความสูญเสียเกิดขึ้น หรือเกิดแต่น้อย

4. อุปกรณ์ป้องกัน เป็นตัวแปรที่ค่อนข้างสำคัญที่จะทำให้รับรังสีได้น้อยลง ถ้าเป็นอย่างผู้ปฏิบัติงานทางด้านนี้อยู่แล้วก็จะมีชุดที่ทำจากตะกั่วและอลูมิเนียม และมีการคลุมทุกส่วนของร่างกาย มีหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ แต่ถ้าเป็นคนธรรมดา การสวมเสื้อแขนยาว สวมหน้ากาก สวมหมวก และหลบอยู่ในตัวอาคาร โดยเฉพาะอาคารคอนกรีตก็จะช่วยบรรเทาเบาบางผลกระทบจากรังสีไปได้เยอะเลยทีเดียว และจะให้ดีไปกว่านั้น ก็ต้องปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา อย่าให้ฝนหรือละอองน้ำผ่านเข้ามาได้ และเมื่อเข้าบ้านแล้วจะต้องทิ้งชุดที่ใส่นั้นทิ้งไปนอกบ้าน หรือใส่ในถุงหรือถังที่ปิดมิดชิด แล้วเอาออกไปให้ห่างจากบุคคลภายในบ้าน จากนั้นให้ล้างตัวด้วยน้ำสะอาด ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี แล้วใส่เสื้อผ้าใหม่ที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อนเช่นกัน  

5. สภาพร่างกาย การรับรังสีก็เหมือนกับการรับเชื้อโรค ซึ่งร่างกายแต่ละคนมีความต้านทานรังสีที่มากน้อยแตกต่างกัน แต่ละส่วนของร่างกายก็มีความต้านทานรังสีต่างกัน เช่น คนหนุ่มสาวย่อมทนรังสีได้มากกว่าคนแก่ หรือเด็กทารก คนแข็งแรงย่อมทนรังสีได้มากกว่าคนอ่อนแอ เพศชายจะได้รับอันตรายที่อัณฑะ และเพศหญิงจะได้รับอันตรายที่รังไข่ นอกจากนี้เซลล์แต่ละชนิดก็ยังมีความไวต่อรังสีแตกต่างกัน โดยเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลือง ไขกระดูก ม้าม กระเพาะ ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์จัดว่าไวต่อรังสีมาก ดังนั้นจึงรับรังสีได้เร็วและมากกว่าส่วนอื่นๆ เนื้อเยื่อเกี่ยวกับปอด ตับ ตับอ่อน จัดว่าไวปานกลาง และกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และกระดูกผู้ใหญ่จะมีความไวน้อยที่สุด

ลักษณะอาการ ความผิดปกติของร่างกายอันเกิดจากรังสี

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า อาการป่วยจะสำแดงแตกต่างกันไปตามแต่ปริมาณรังสีที่ได้รับ และระยะเวลาที่รับรังสีนั้น ซึ่งรังสีนิวเคลียร์เป็นรังสีที่ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นไออนได้ ซึ่งเมื่อเข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายสิ่งมีชิวิต ก็จะทำให้เซลล์นั้นเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เซลล์นั้นๆ ทำหน้าที่ผิดปกติไป และทำให้เซลล์นั้นตายไปในที่สุด และการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนก็จะเป็นไปได้ช้า เนื่องจากภายหลังจากที่ได้รับรังสี กระบวนการแบ่งเซลล์จะใช้เวลานานกว่าปกติ ถ้าเซลล์ในร่างกายถูกทำลายลงไปมาก ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย โดยอาการป่วยก็จะแตกต่างกันไป โดยมีลักษณะอาการดังนี้

1. การป่วยจากรังสี (Radiation Sickness) เกิดจากการได้รับรังสีเฉียบพลัน คือการได้รับรังสีเริ่มแรกหลังจากเหตุระเบิดนิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ภายในห้วงระยะเวลา 24 ชั่วโมง  ซึ่งจะมีอันตรายดังนี้

ระดับรังสีที่ 1,000 gray ขึ้นไป จะเสียชีวิตในทันที ที่ระดับ 50 gray ขึ้นไปจะเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งอาการจะเหมือนกับคนโดนยาพิษ คือ อาเจียน ชักกระตุก น้ำลายไหล หมดสติ

ระดับรังสีที่ 10-50 gray โอกาสรอดชีวิตต่ำ จะเสียชีวิตภายใน 2-14 วัน และจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย รับประทานอาหารไม่ได้ เป็นไข้ อ่อนเพลีย โคม่า และเสียชีวิต

ระดับ 2-10 gray มีอัตรารอดชีวิต 50-50 ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือของแพทย์ และสภาพร่างกายของคนๆ นั้น โดยจะเกิดอันตรายกับไขกระดูกและต่อมน้ำเหลือง โดยไขกระดูกจะไม่สามารถสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาใหม่ได้ และจะทำให้ร่างกายติดเชื้อ และเสียชีวิตจากการติดเชื้อ หรือเป็นลูคิเมีย อาการจะสำแดงหลังจากรับรังสี 3-6 ชั่วโมง โดยจะแสดงอาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เม็ดโลหิตขาวต่ำ อาเจียน ท้องเสีย ผมและขนร่วง ตกเลือด และจะมีชีวิตอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์

ระดับ 0-1 gray โอกาสรอดชีวิต 100% ถ้าได้รับ 50 centigray ขึ้นไป จะตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเม็ดโลหิต และถ้าสูงถึง 1 gray จะมีอาการอาเจียน แต่อย่างไรเสียก็ยังถือว่าปลอดภัย แต่ห้ามไปรับรังสีมาเพิ่มอีก แม้แต่กระทั่งการฉายรังสีเพื่อบำบัดอาการมะเร็งก็ตาม จนกว่าจะตรวจพบว่าปริมาณรังสีในร่างกายลดลงแล้ว

เมื่อรู้ดังนี้แล้ว สมควรอย่างยิ่งที่เราคนไทยจะไม่ตื่นตระหนกนะครับ ผมเห็นหลายคนนึกว่า โดนรังสีแล้วจะตายทันที หรือเป็นมะเร็งอย่างแน่นอน ไม่ใช่นะครับ มันมีระดับของมันอยู่ตามที่เรียนไป

2. แผลไหม้จากอนุภาคเบต้า (Beta Burn) เกิดจากการที่รังสีจากฝุ่นกัมมันตรังสีแผ่ออกมาโดนผิวหนัง โดยเฉพาะฝุ่นที่ปลิวมาติดตามร่างกายและเสื้อผ้า อาการคือผิวหนังจะมีสีเข้มขึ้น ผิวหนังลอกเป็นสะเก็ด  แต่ไม่พุพอง ยกเว้นกรณีที่ได้รับรังสีเป็นปริมาณมากจริงๆ หลังจากนั้นจะมีอาการคัน แสบร้อนบริเวณที่รับรังสี และอาการจะหายไปใน 2-3 วัน หลังจากนั้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ขนหรือผมบริเวณนั้นจะร่วง เมื่อหายแล้ว ผิวหนังจะมีสีเข้มผิดปกติชั่วระยะเวลาหนึ่ง วิธีป้องกันแผลไหม้จากอนุภาคเบต้านั้นทำได้โดยการรีบกำจัดฝุ่นกัมมันตรังสีอที่ติดอยู่ตามผิวหนังออกให้เร็วที่สุด

3. อันตรายเรื้อรัง หรือ อันตรายแบบถ่วงเวลาจากรังสี (Latent  or Delayed Effects) บุคคลที่รอดชีวิตจากการได้รับรังสีตั้งแต่ 1 Gray ขึ้นไป ยังคงได้รับอันตรายระยะยาว ซึ่งเกิดจากรังสีที่ตกค้างอยู่ในร่างกายยาวนานนับเดือนหรืออาจจะเป็นปีๆ ซึ่งผลกระทบจะเกิดกับเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกายเนื่องจากรังสีที่ได้รับ ไปทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงดังที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ โดยจะส่งผลให้อายุสั้นลง เป็นมะเร็ง เป็นต้อกระจก ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เป็นหมัน และเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมเป็นต้น

4. ผลทางจิตวิทยา อันนี้เป็นเคสที่หลายๆ คนอาจจะมองข้าม แต่การได้ประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงจะมีผลกับจิตใจไม่มากก็น้อย ซึ่งอาจจะแสดงออกมาในลักษณะของอาการซึมเศร้า เบื่ออาหาร เกิดความเครียด เกิดภาพจำในหัว ซึ่งลบออกไปไม่ออก และอีกหลายๆ กรณี ต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจโดยทันที และอย่างต่อเนื่อง

การรักษาทุกอาการที่กล่าวมานั้น จะต้องรักษาไปตามอาการ โดยการวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้นครับ ดังนั้นใครมีข้อสงสัยว่าจะได้รับรังสี ตามอาการที่กล่าวมา ขอให้ไปพบแพทย์โดยด่วน แต่คุณต้องมีหลักฐานหรือข้อสงสัยว่าคุณได้สัมผัสกับวัตถุกัมมันตรังสีมานะครับ มิเช่นนั้น แพทย์ก็อาจจะไม่เชื่อคุณได้

หน่วยทางรังสี

จากที่อ่านๆ มา รวมถึงฟังข่าว คงจะได้ยินหน่วยทางรังสีหลายประเภท ซึ่งทำให้สับสนได้ ผมขอรวบรวมมาไว้ตรงนี้อีกครั้งก็แล้วกันนะครับ

Curie และ Becquerel เป็นหน่วยวัดอัตราการสลายตัวของนิวเคลียสของไอโซโทปรังสี Curie เป็นหน่วยเดิม ส่วน Becquerel เป็นหน่วย SI

Rad  และ Gray เป็นหน่วยวัดปริมาณรังสีที่วัตถุดูดกลืนไว้ Rad เป็นหน่วยเดิม ส่วน Gray เป็นหน่วย SI เนื่องจากหน่วย Gray เป็นหน่วยใหญ่คือเป็นปริมาณมาก ดังนั้นเราจึงใช้หน่วยเป็น Centigray อยู่บ่อยครั้ง

Roentgen และ Coulomb per Kilogram (C/kg) เป็นหน่วยวัดปริมาณรังสีที่่ทำให้อากาศแตกตัวเป็นไอออน หน่วยเดิมคือ Roentgen ส่วน C/Kg เป็นหน่วย SI

REM (Roentgen Equivalent Man) และ Sievert เป็นหน่วยเฉพาะสำหรับวัดปริมาณที่ร่างกายมนุษย์ดูดซับเอาไว้ REM เป็นหน่วยเดิม ส่วน Sievert  เป็นหน่วย SI

บทความนี้ก็เอาเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับคุณลักษณะของรังสีจากนิวเคลียร์ และก็วิธีป้องกันก็พอนะครับ ครั้งหน้าผมจะมาพร้อมกับเรื่องของโรงไฟฟ้าด้วย ซึ่งตั้งใจจะเขียนเป็นบทความเชิงวิชาการลงในวารสารกระดูกงูฉบับเดือนหน้าอยู่แล้ว แต่รอให้เหตุการณ์ทางฝั่งญีปุ่นนิ่งเสียก่อน จะได้วิเคราะห์ไปตามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบไปเสียทีเดียว ก็หวังว่าบทความนี้คงทำให้หลายๆ คนได้เข้าใจเกี่ยวกับรังสี และการปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ในสถานการณ์นิวเคลียร์รั่วไหล หรือระเบิดนิวเคลียร์ได้นะครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วจะเชื่อถือบทความนี้ได้แค่ไหน ก็ต้องขอแนะนำตัวนิดหน่อยว่าผม เรียนจบหลักสูตร การป้องกันนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี ชั้นสัญญาบัตร มาจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือมาครับ ดังนั้นข้อมูลนี้จึงมาจากสถาบันที่เรียนมา ซึ่งก็มีรายชื่อหนังสืออ้างอิงบางเล่ม ด้านล่างนี้ครับ 

อ้างอิง

1. เอกสารประกอบการฝึกอบรมชุดป้องกัน นชค.ของหน่วย , โรงเรียนวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ , พ.ศ.2549

2. เจาะลึก เรื่องของปรมาณู , สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ , พ.ศ.2548

3. พลังนิวเคลียร์กับการพัฒนาประเทศ , สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ , พ.ศ.2548

4. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ผลิตจากแร่ยูเรเนียม , ทวีศักดิ์ ประมูลวงศ์ , พ.ศ.2538

5. เอกสารประชาสัมพันธ์ "รู้ได้อย่างไร และการตอบสนองอย่างไร ต่อการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรังสี" , สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

Related Link

1. หลักสูตร การป้องกัน นชค.

2. 911 , MOOTW และ WMD

3. ผมถูกบังคับให้เสียน้ำตา

ป.ล. ว่าจะเขียนสั้นๆ กลายเป็นยาวอีกแล้วครับ ขอบคุณที่ทนอ่านกันนะครับ

Comment

Comment:

Tweet

หาข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งที่ไม่เป็นเรื่องที่ยากลำบาก คุณสามารถติดต่อ บริษัท ได้โดยตรงอ่านโฆษณาที่พวกเขาใช้ขอให้เพื่อนและครอบครัวที่ไ​​ด้ใช้ทางธุรกิจและถามว่าพวกเขาพบว่าบริการที่พวกเขาได้รับมันของคุณ
http://www.handyortung24.org/Handy-orten-kostenlos/

#32 By handy orten kostenlos (139.194.222.13) on 2012-01-28 02:45

Hot! Hot! ตั้งใจใช้เวลาอ่านอยู่ครึ่งชั่วโมงsad smile แต่คุ้มค่ามากๆ ค่ะ^^

พี่เจ้าชายน้อยเท่ห์มากๆ อ่ะ เรียนจบหลักสูตรโดยตรงด้วยcry

ขอบคุณที่สละเวลาทั้งพิมพ์และเอาข้อมูลมาให้อ่านกันนะคะ m(_ _)m

#29 By fiothiel on 2011-03-25 11:51

big smile ความรู้เยอะแยะจริงๆ สำหรับบล็อกนี้ ขอบคุณค่ะ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ขอบคุณสำหรับความรู้มากๆเลยคะ

ยาวมาก

#27 By BEAR_Pink on 2011-03-20 20:42

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! confused smile

#26 By . on 2011-03-20 13:34

เราก็เป็นคนเรียนเคมีคนนึงอ่านะ แต่เรื่องกัมมันตภาพรังสีเนี่ย เราก็รู้อะไรไม่มากหรอก

แต่บอกตรงๆเราไม่กลัวนะ

ไม่ใช่ว่าเก่ง แข็งแรง หรือ ฉลาดอะไร

แต่... มันเป็นอันตรายกับเรา ซึ่งเราไม่ตื่นตูม เราเลือกที่จะฟังมากกว่าอะ ฟังว่ามันแพร่กระจาไปถึงไหนแล้ว เค้าให้ป้องกันยังไง เราฟังแล้วช่วยๆกันปฏิบัติตามดีกว่า

บางคนก็วิตกกังวลจนเว่อร์ ไม่มีสติ ตื่นตูมเกิดเหตุ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ อยากให้ทุกๆคนติดตามข่าวมากกว่าที่จะไม่รับรู้เรื่องร้ายๆอะไรเลย



ปล. เอนทรี่นี้ยอดเยี่ยม ยกนิ้วให้ Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot!

#24 By iQ180 on 2011-03-19 22:12

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากๆเลยนะคะสำหรับข้อมูลดีดี
นอกจากจะทำให้ได้ความรู้ในการป้องกันเเล้ว ยังได้ความเข้าใจเรื่องรังสีมากขึ้นอีกด้วย (ดีกว่าในตำราเรียนอีกค่ะ)

ชอบมากๆค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot!

#23 By hameii on 2011-03-19 20:59

ขอบคุณที่มาอธิบายให้ซะละเอียดเลยนะครับ
วันนี้ก็เพิ่งไปเถียงกับเพื่อนคนญี่ปุ่นมาว่ามันไม่อันตรายๆ แกรจะไปกลัวมันทำไม
แต่ผมก็ไม่ค่อยได้สืบหาข้อมูลมามาก เลยไปอธิบายเค้าให้เข้าใจเหมือนกันไม่ได้ซักที
ตอนนี้มีข้อมูลมาแน่นปี๊กละ confused smile

#22 By dawnbringerz on 2011-03-19 18:56

ขอบคุณมากเลยค่ะHot! Hot! Hot!

#21 By U_na_ on 2011-03-19 17:52

ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ ถึงจะอ่านแล้วจะจำได้ไม่หมดก็ตาม เยอะจริงๆ sad smile Hot!

#20 By Ellebazi on 2011-03-19 16:44

ความรู้ๆ

Hot! Hot! Hot!

#19 By HineyHelsinki on 2011-03-19 16:14

ว้าวว!
อ่านแล้วเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วค่ะ
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล
ถูกใจ ให้ดาวค่ะ!!Hot! Hot! Hot!

#18 By MuMu2 on 2011-03-19 15:51

ขอบคุณค่ะ big smile

#17 By The Choco. on 2011-03-19 13:23

ได้ประโยชน์มากค่ะ

ขอบคุณนะค่ะ เจ้าชายน้อย ^^

Hot! Hot!

#15 By i'FY on 2011-03-19 12:31

ละเอียดมากครับ ขอบคุณที่เขียนให้อ่านกันด้วยครับ cry Hot!
Hot! Hot! Hot!

#13 By .. * Ar๋tist ♥ on 2011-03-19 10:49

Hot! Hot!

#12 By Elta_kung on 2011-03-19 01:32

กรี๊ดด ทำไมมันเริ่ดอย่างนี้

คืออะไรที่สงสัยก็มีคำตอบในนี้หมด ละเอียดมากครับ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By มนุษย์กล่อง on 2011-03-18 23:48

Hot! Hot! Hot! ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ กระจ่างขึ้นเยอะเลย big smile
ขอบคุณมากๆเลย เป็นประโยชน์จริงๆค่ะ
มีหลายคนเข้าใจผิด กลัวกันใหญ่โต แบบชนิดเกินเหตุอะค่ะ

ขออนุญาตนำไปบอกต่อในเฟสบุคนะคะ

Hot! Hot!
Hot! อยากให้หลายท่านได้อ่านกันครับ

#8 By พงคุง on 2011-03-18 20:36

ตอนม.ปลายเรียนวิทย์มาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ มาอ่านเอนทรีนี้แล้วเข้าใจง่ายขึ้นมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ Hot!

#7 By isorami on 2011-03-18 19:48

ละเอียดและได้ความรู้มากๆ ค่ะ Hot! Hot! Hot!

#6 By Salin on 2011-03-18 19:34

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By スキタ on 2011-03-18 19:26

Hot! ละเอียดมากเลยค่ะ ขอบคุณที่นำมาเผยแพร่

#4 By ChocoLek on 2011-03-18 19:07

ดีใจมากเลยค่ะที่คนที่มีความรู้ทางนี้โดยตรงมาเขียนอะไรให้เข้าใจง่ายๆ T^T คงไม่ว่าอยู่แล้วนะคะที่จะขอแชร์ลิงค์ต่อ m(_ _)mHot!

#3 By Hayashi Kisara on 2011-03-18 19:07

เป็นประโยชน์อย่างมากเลยครับ ดูจากอาการที่เกิดจารังสีนี่แล้วน่ากลัวจริงๆเลยครับ

#2 By K ToKa on 2011-03-18 14:34

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่เอามาฝากกันนะครับ เป็นประโยชน์อย่างมากเลยในตอนนี้ big smile Hot!

#1 By Rin-Kung on 2011-03-18 13:58

Facebook