สวัสดีครับ เอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่แรกของปีที่เขียนอะไรจริงๆจังๆครับ ส่วนเอนทรี่ก่อนหน้านี้เป็นเอนทรี่กันตาย ที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้รู้ว่ายังอยู่นะ ไม่ได้ทิ้ง Exteen และคุณผู้อ่านไปไหน แม้ว่าการกระทำจริงๆ แล้ว จะไปสิงสถิตย์อยู่ใน Facebook ทุกวัน LOL (เหมือนหลายๆ คนในนี้แหละ เห็นๆ กันอยู่ 555)

เอาล่ะครับ ก็มาจริงจังบ้าง อะไรบ้างนะครับ เนื่องจากบล็อกนี้เป็นบล็อกที่ให้สาระ ดังนั้นเอนทรี่จริงจัง ก็ต้องเป็นเรื่องมีสาระแน่นอนครับ วันนี้ผมจะมารีวิว เน็ตบุ๊ค Samsung NF 208 ซึ่งเป็นเน็ตบุ๊คตัวล่าสุดของทาง Samsung กันครับ ก่อนอื่นเราไปดูสเป็คกันก่อนครับ

1. CPU ATOM N550 1.5 GHz

2. RAM 2 GB DDR3 667MHz (Max 2 GB)

3. Chipset NM10

4. กราฟฟิคชิป Intel GMA3150 แชร์แรม

5. จอ LED ขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 600 pixels

6. Harddisk 320 GB

7. LAN , WLAN , Bluetooth , USB 3.0 3 Ports, กล้อง 1.3 MP , Slot SD Card MMC , VGA Out

8. Battery 6 Cells 6,600 mAh

*** ดูสเป็คและคุณสมบัติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Samsung เลยครับ

ข้อดีของเน็ตบุ๊คตัวนี้นะครับ เมื่อดูที่สเป็คแล้ว จะเห็นได้ว่า ให้ของกันมาอย่างไม่กลัวค่ายอื่นขายไม่ออกกันเลยทีเดียว ผมบอกได้เลยว่า สเป็คนี้ ราคานี้ ดีไซน์แบบนี้ เล่นเอาค่ายอื่นหนาวไปตามๆ กันเลยทีเดียว ถ้าไม่ติดว่าคนยังเคลือบแคลงสงสัยในแบรนด์นี้ ที่เพิ่งเป็นหน้าใหม่ในตลาดคอมพิวเตอร์

ถ้าจะให้เทียบสเป็คเครื่องในตลาด ณ ตอนนี้ ก็ต้องเทียบกับ Acer เน็ตบุ๊ครุ่นหนูนา (Asprie One Happy) และ Aspire One D255 (Acer สองรุ่นนี้สเป็คเหมือนกันหมด ต่างกันที่บอดี้และราคา) ที่สเป็คใกล้เคียงกันมาก  ซึ่งข้อแตกต่างกันของสองยี่ห้อนี้คือ

Asprie One Happy หรือ Acer รุ่นหนูนา

Aspire One D255

1. Acer จะได้ ระบบปฏิบัติการ Windows 7 Starter ของแท้ มูลค่าประมาณ 1,800 บาท (Windows 7 Starter ของแท้ ย้ำว่าของแท้นะ มีบางร้านตีมึนให้ของปลอมนะ เจอมาแล้ว ดังนั้นตรวจสอบให้ดีๆ นะ) กับ Android OS เป็น Dual OS ซึ่งผมบอกได้เลยว่าเป็นเหมือนน้ำจิ้ม เพราะถ้าเรามีความรู้ทางคอมพ์หน่อยนึง ก็สามารถมาลงเองได้ หรือให้ทางร้านลงให้ก็ได้ ส่วน Samsung จะได้ BIOS กับ DOS พร้อมแผ่น Driver สำหรับ Windows 7 แต่พูดง่ายๆ คือ ไม่ได้อะไรเลย เพราะใครมันจะใช้ DOS บ้าไปแล้ว แม่เจ้า!!!! แต่ตรงนี้จะว่าไปก็ไม่ใช่ปัญหาซะทีเดียว โดยเฉพาะกับคนไทย เพราะเราลงวินโดส์เถื่อนได้ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเป็นในต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องเป็นอย่างมากเลยครับ

2. Acer ตัวที่ออกมาล่าสุดจะอัพขนาดของฮาร์ดดิสก์ เป็น 500 GB แล้ว แต่ทาง Samsung ยังให้มาแค่ 320 GB ตรงนี้ ถ้าถามว่าราคาต่างกันเท่าไหร่ ก็น่าจะต่างกันสัก 1,500 บาทมั้งครับ เพราะ External Harddisk ขนาด 160 GB ก็ราคาประมาณนี้

3. Samsung ให้แบตเตอร์รี่ความจุ 6,600 mAh ส่วน Acer ให้ 4,800 mAh ซึ่งผมว่านี่เป็นส่วนต่างที่ค่อนข้างจะสำคัญเลยทีเดียว และเป็น Key Factor ที่ทำให้ผมเลือกเน็ตบุ๊คจาก Samsung ซึ่งแบตฯที่มีความจุมากกว่า หมายความว่าคุณจะสามารถทำงานได้นานขึ้น เมื่อไม่ได้เสียบปลั๊กไฟ

แบตฯความจุ 6,600 mAh 6 Cells จริงๆ

4. ดีไซน์ ของ Acer จะมีให้เลือก 2 สไตล์ คือสไตล์เรียบหรู (D255) และน่ารักเหมาะกับสาวๆ เหมือนของหนูนา (Asprie One Happy) ส่วน Samsung จะออกแนวแฟชั่น หรู โฉบเฉี่ยว ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่คนชอบล่ะครับ มีข้อสังเกตนิดหน่อยคือ ด้วยแบตเตอร์รี่ที่มีความจุมากกว่าปกติของทาง Samsung ทำให้ตัวแบตฯ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เวลาใส่แบตฯ ตัวเครื่องด้านหลังจะลอยขึ้นมาจากพื้นพอสมควร ข้อดีคือช่วยระบายความร้อนออกจากตัวเครื่องได้ดี เพราะมีทางไหลของอากาศใต้ตัวเครื่อง กับเวลาถือเครื่องด้วยมือเดียว มันจะเข้าล็อกในอุ้งมือพอดีครับ ทำให้จับได้มั่นคงขึ้น แต่กับมือเล็กๆ ของสาวๆ ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ว่าจะกระชับมือเหมือนผู้ชายหรือเปล่า ส่วนข้อเสียคือทำให้ตัวเครื่องมันหนาขึ้นและหนักขึ้น อีกทั้งยังทำให้ตัวเครื่องไม่สมดุลย์ ขณะที่เปิดฝาใช้งาน อาจพลิกหงายไปด้านหลังได้ง่ายๆ ถ้ามีใครมาชน หรือผลักจากทางด้านหน้า (แต่ใครมันจะมาทำอย่างนั้นเล่า แต่ก็เตือนไว้ก่อนครับ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้)

แบตฯขนาดใหญ่ที่ทำให้ใต้เครื่องนูนขึ้นมาพอสมควร


เมื่อใส่แบตฯแบบนี้ เครื่องจะเสียศูนย์ไปนิดนึงครับ

5. Samsung ไม่แถมอะไรอย่างอื่น นอกจากที่ทางร้านจะสมนาคุณมาให้เป็นพิเศษ แต่ Acer แถม Anti-Virus Kaspersky แบบไลเซ็นส์ 1 ปี มูลค่า 690 บาท บวกประกันครอบจักรวาลอีก 1 ปี มูลค่า 3,500 บาท (มันครอบจักรวาลจริงๆ นะครับ คือประกันความบกพร่องจากการผลิต , อุบัติเหตุ , เครื่องหาย , โจรกรรม , ภัยพิบัติ และก่อการร้าย) แต่ของ Samsung จะให้ประกันเฉพาะความบกพร่องของชิ้นงาน 1 ปี

เมื่อคิดข้อแตกต่างทั้งหมดแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า Acer ใจป้ำกว่า เพราะให้ของแถมดีกว่า จริงๆ ต้องบอกว่า Samsung ไม่ให้อะไรเลย ถึงจะถูก 555 แต่ก็มีข้อด้อยคือ ให้แบตฯ ขนาดเล็กกว่า (แต่ก็เป็นมาตรฐานของเน็ตบุ๊ค) แต่ Samsung ให้แบตฯ ใหญ่กว่า ซึ่งจำเป็นมาก สำหรับคนที่ทำงานนอกบ้าน และนอกที่ทำงานตลอดเวลา

อีกประการก็คือ ราคาที่แตกต่างกันเล็กน้อย ราคาไม่รวม VAT ของ Acer อยู่ที่ 13,990 บาท (รุ่นหนูนา) และ 12,990 บาท (รุ่น D255)ของ Samsung อยู่ที่ 10,800 บาท ต่างกันประมาณ 2,000 - 3,000 บาท (อ้อ แต่ถ้ารวม VAT แล้ว Acer จะจ่าย VAT แพงกว่านะครับ อย่าลืมคิดถึง แต่ร้านส่วนใหญ่สมัยนี้ จะให้เราจ่าย 100 นึงแล้วฟรี VAT ครับ ลองหาดู ร้านแบบนี้มีเยอะ) เมื่อดีดลูกคิดแล้ว คิดยังงัย Acer ก็คุ้มกว่านะครับ ในแง่ของสเป็คและของแถมต่อหน่วยราคา แต่ถ้าวัดประสิทธิภาพ เรื่องของแบตฯอึด และดีไซน์ อันนี้ก็แล้วแต่ใจของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

อีกประเด็นคือ บางคนอาจจะบอกว่า Windows แท้นั้นไม่จำเป็น แถมตัวแท้ยังเป็นแค่ Starter ซึ่งถ้าไปลงเอง จะลง Home หรือ Professional ก็เลือกได้ ส่วนพวก Antivirus ก็ไม่แคร์อยู่แล้ว ใช้ของเถื่อนเหมือน Windows โลด ประกันก็คิดว่าบางทีอาจจะไม่ได้ใช้ก็ได้ สู้ประหยัด 3,000 บาทไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนจะคิดนะครับ ต้องตัดสินใจกันเอง

เอาล่ะครับ เนื่องจากว่าผมไม่ได้ซื้อ Acer มาอีกเครื่อง ดังนั้น ผมจึงไม่สามารถรีวิว หรือบอกข้อดีข้อเสียอื่นๆ ของเครื่อง Acer ได้นอกจากที่วิจารณ์ไปแล้วข้างบน แต่ผมก็มั่นใจว่า Acer น่าจะทำได้ดีครับ เพราะตัวเองเป็นสาวก Acer อยู่ ใช้แล็ปท็อปของ Acer มาสองตัวแล้ว ^^ ก็มั่นใจครับว่า เน็ตบุ๊คของ Acer จะให้ประสบการณ์การใช้ที่น่าประทับใจ แต่ที่ตัวเองตัดสินใจซื้อ Samsung เพราะ 1. แบตฯ อึดที่สุดในท้องตลาดตอนนี้  2. งบฯ น้อยได้แค่ Samsung แค่นั้นแหละ และ 3. ดีไซน์สวยโดนใจ

เอาล่ะครับ  เมื่อดูสเป็คกันไปแล้ว ทีนี้มาดูเรื่องการใช้งานกันต่อดีกว่า

เริ่มแรกเลย ตัวแพ็คเกจ ไม่มีอะไรให้น่าประทับใจทั้งสิ้น เพราะเป็นกล่องธรรมด๊า ธรรมดา หูหิ้วยังไม่มีเลย ด้านในมีฟองน้ำบุกันกระแทกมาให้ 2 ชิ้น ซึ่งผมสาบานเลยว่า มันไม่สามารถกันอะไรได้เลย ถ้ามันตกลงมากระแทก อันนี้เห็นควร Samsung ปรับปรุงสักนิดเถอะ

ของที่มาในกล่อง ประกอบไปด้วย ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ อะแดปเตอร์ แผ่นไดรเวอร์ คู่มือภาษาไทย และใบรับประกัน มีแค่นี้จริงๆ ครับ ไม่ต้องไปพลิกหาอย่างอื่นเพิ่มเติม

เมื่อตอนซื้อเครื่อง ถ้าเราไม่มีความสามารถในการลง OS หรือระบบปฏิบัติการเองได้ ก็สามารถให้ทางร้านที่เราซื้อมาลงให้ได้ครับ ไม่มีอะไรมากมาย หรือแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่ถ้าเราต้องลงเอง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี เครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง พร้อม Thumb Drive , SD Card , External Harddisk หรือ External DVD อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะว่าเจ้าเน็ตบุ๊คมันไม่มีเครื่องอ่าน DVD หรือ CD ให้มาด้วย ดังนั้น ต้องขวนขวายหามาเองครับ

สำหรับผม ผมเลือกที่จะมาลงเอง โดยไม่ต้องอาศัย External DVD ใช้แค่คอมพ์เครื่องหนึ่งกับ Thumb Drive หนึ่งอัน แต่จะขอข้าม ไม่อธิบายนะครับว่าลงยังงัย ถ้าใครสนใจ อยากจะลองลงเองดูบ้าง ก็ศึกษาจากในเน็ต หรือจะให้ผมเขียนเป็นเอนทรี่ก็รีเควสกันเข้ามาได้นะครับ ถ้ามีคนสนใจมากพอ ก็จะเขียนให้ครับ

ที่ผมจะมาเล่าต่อก็คือ ประสบการณ์การใช้งานเครื่องบน Ubuntu และ Windows 7 ครับ ซึ่งทั้งสอง OS ให้ประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ใครขี้เกียจอ่านจะข้ามไปก็ได้นะครับ ผมขอสรุปไว้ตรงนี้ว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนเก่งคอมพ์ ลง Windows 7 ไปเถอะ หรือต่อให้เก่งก็ไม่ต้องลองลง Ubuntu หรอกครับ เพราะไดรเวอร์มันไม่ support Ubuntu ลงไปก็เหนื่อยใจเปล่าครับ

ตอนที่ผมลง Ubuntu ครั้งแรกนั้น ผมเลือกลง Ubuntu Netbook Edition ก่อนเลย ซึ่งเมื่อลงแล้วก็พบว่า Interface ของมันเรียบง่ายและน่าใช้ เหมาะสมกับการใช้งานที่ใช้แค่เล่นเน็ต พิมพ์งาน และฟังเพลงของผมมากเลย แต่ปัญหาของมันอยู่ที่ว่ามันไม่รับกับฮาร์ดแวร์สักเท่าไหร่ เบื้องต้นคือ หน้าจอมันปรับความสว่างมาต่ำสุด ก็คือค่อนข้างมืด และไม่สามารถปรับได้ รวมถึงปุ่ม Fn ต่างๆ ก็ใช้ได้ไม่ครบ แถมปุ่มไหนที่ใช้ไม่ได้ ถ้ากดไปแล้วก็จะทำให้เครื่องค้างไปเลยอีกด้วย

Ubuntu Netbook Edition Interface

ดังนั้นก็เลยต้องขอถอนตัวออกมาจาก Ubuntu Netbook Edition ก่อน แล้วหันไปคบกับ Ubuntu Desktop Edition แทน แต่พอลงแล้วก็เหมือนเดิมครับ ปัญหาความไม่ Compatible ของฮาร์ดแวร์ยังตามมาหลอกหลอนเหมือนเดิม แต่ดีหน่อยตรงที่พอจะมีวิธีแก้ในเน็ตได้ ก็คือสามารถแก้ปัญหาเรื่องหน้าจอมืดได้ แต่เรื่องปุ่มอื่นๆ ก็ยังเหมือนเดิม แก้ไม่หายครับ ไม่สามารถปรับความสว่างหน้าจอได้ สั่งเปิด-ปิด WLAN ไม่ได้ เพราะไม่มีปุ่มภายนอกมาให้ และสั่งจาก Network Manager ก็ไม่ได้ด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ขอทนใช้ไปก่อน เพราะชอบตรงที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ ก็อยากเป็นคนดีบ้างอะไรบ้างครับ

หลังจากที่ได้ลองใช้ไปสักพักก็พบว่า เล่นหนัง Full HD ไม่ได้ กระตุกแหลกลาญ แต่ต่อเน็ตผ่านมือถือได้รวดเร็วมาก และโปรแกรม Rhythmbox music player สามารถเล่นเพลงจาก iPod ได้โดยตรง โดยไม่ต้องโหลดมาลงเครื่องก่อน ส่วนปัญหาอื่นๆ ก็ได้แก่ เรื่องกรอบหน้าต่างของโปรแกรมหลายๆ ตัว มันไม่ปรับขนาดตามหน้าจอ คือ โปรแกรมที่มันมีหน้าต่างที่มันยาวเกินกว่า 600 px (ส่วนใหญ่จะมีความละเอียด 1024x768 px) มันจะเลยออกนอกจอไป เวลาเจอหน้าต่างพวกนี้แล้วจะต้องมีทริคในการใช้งาน ซึ่งไม่อธิบายนะครับ เพราะอธิบายด้วยคำพูดได้ยากมาก อีกเรื่องคือ เวลาที่ถอดปลั๊กสายชาร์จออกจากขั้วปุ๊บ เครื่องดับปั๊บครับ แต่ดับแบบ Hibernate นะครับ แต่ก็ทำให้รำคาญว่าทำไมต้องมาเปิดเครื่องใหม่ บู๊ทระบบใหม่ เพราะเสียบปลั๊ก-ถอดปลั๊กด้วยก็ไม่ทราบ สรุปว่า การใช้งานกับ Ubuntu นั้น ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้น่ารำคาญอยู่มากครับ

ดังนั้นเมื่อหมดความอดทนกับ Ubuntu แล้ว ก็หันไปจูบปากกับ Windows 7 สุดที่รักต่อไป ซึ่งแน่นอนครับ ก็เป็นเถื่อนตามประสาคนเบี้ยน้อยหอยน้อย ก็ลงเวอร์ชั่น Home Premium ไป เหนือกว่า Starter ขึ้นมา 3 เสต็ป ก็พบว่าชีวิตดีขึ้นมาทันทีเลย หลังจากที่อัพเดตแพ็ทช์ของวินโดส์ และลงไดร์เวอร์ ไปเรียบร้อย หน้าจอสวยงามขึ้น ดูหนัง Full HD ได้ชัดแจ๋ว ไม่มีกระตุก แต่ว่าต้องดูอย่างเดียว ไม่เปิดโปรแกรมอื่นๆ หรือดาวน์โหลดอะไรทิ้งไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีอาการเสียงไปเร็วกว่าภาพ ส่วนการต่อเน็ตผ่านทางมือถือยังคงช้าตามสไตล์ Windows 7 เช่นเดิม นอกนั้นแล้ว ต้องบอกว่าดีเยี่ยม ตามสไตล์ระบบปฏิบัติการ Windows 7

เมื่อเลิกทะเลาะกับระบบปฏิบัติการแล้ว ผมก็มีเวลามาใส่ใจในเรื่องประสบการณ์การใช้งานสักที อันดับแรกที่ผมอยากจะนำเสนอก่อนเลยก็คือ เรื่องแบตเตอรี่ที่หลอกลวงประชาชนมาก ดังที่ผมได้โพสลงใน Facebook เมื่อครั้งแรกที่พบกับการลวงโลกของ Samsung ครั้งแรกว่า

“แบตฯ 6 cells 6,600 mAh ของ Samsung อยู่ได้แค่ 3 ชม. 40 นาที ก็เหลือ 10% แล้ว ที่บอกว่าอยู่ได้ 8 ชม. นี่หลอกลวงกันชัด ๆ ขอทีเหอะ บอกความจริงแก่ผู้บริโภคเถอะ ทดสอบแบบที่คนเค้าใช้งานกัน ไม่ใช่เปิดเครื่องไว้แล้วไม่ใช้งาน แล้วบอกว่าแบตฯอึด อยู่ได้นาน 8 ชม. คนเค้าซื้อไปทำงานเว้ย ไม่ได้เอาไปตั้งแล้วเอาน้ำแดงถวาย กราบไหว้บูชา”

คือผมก็เข้าใจนะครับว่า โฆษณาก็ต้องดูดีไว้ก่อน โม้นิดๆ แต่นี่มันมากไป โฆษณาไว้เกือบ 14.5 ชั่วโมง (ทีแรกจำเป็น 8 ชั่วโมง) แต่ใช้งานจริง 3 ชั่วโมง 40 นาที อันนี้มันต่างกันเยอะนา ทีหน้าทีหลังก็เอาพอประมาณละกัน โฆษณาสัก 6 ชั่วโมงนี่ผมยังพอรับได้นะครับ 14.5 ชั่วโมงนี่ มันเกินไปจริงๆ ก็ไม่ว่าอะไรนะครับ ถ้าทาง Samsung ผ่านมาเห็นบทความอันนี้เข้าก็ขอให้รับทราบว่า ผมด่าจริงอะไรจริงนะครับ 5555

เว็บของ Samsung บอกว่า 14.5 ชม.จริงๆ capture มาให้ดูกันจะๆ

แต่ ... ผมก็ยังให้โอกาสเจ้าเครื่องนี้แก้ตัวนะครับ เพราะว่าตอนทดสอบทีแรก ผมต่อเน็ตด้วย แล้วก็เสียบมือถือชาร์จผ่าน USB ไปด้วย มันคงจะโฮกพลังงานเกินไป ก็เลยเอาแบบธรรมดาๆ คนเค้าใช้กัน คือเปิดเครื่องใช้งานธรรมดา เพลงไม่ฟัง หนังไม่เล่น พิมพ์งานอย่างเดียว ผลออกมาก็คือ อยู่ได้ 4 ชั่วโมงครับ ก็ถือว่ายังไม่โอสำหรับผมนะ ผมหวังว่าแบตฯใหม่ๆ เฟรชๆ น่าจะยืนระยะได้สัก 6 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

แต่เดี๋ยวก่อน ผมว่าการทดลองนี้ยังไม่ยุติธรรม เพราะผมยังลงซอฟต์แวร์ของ Samsung ไม่ครบ เนื่องจากว่ายังไม่ได้ดาวน์โหลดมา ดังนั้นอีกวันหนึ่งผมจึงจัดการดาวน์โหลดมาและลงจนครบหมดทุกตัว แล้วจึงทดลองใหม่ แต่ครั้งนี้ใช้งานมากกว่าปกติด้วยคือ เล่นเน็ตไปประมาณ 3 ชม. ดู MV Full HD ไปอีก 3 เพลง และเวลาที่เหลือก็พิมพ์งาน แต่ไม่ได้เสียบโทรศัพท์ชาร์จไว้ด้วยเหมือนครั้งแรก ผลปรากฏว่า คราวนี้ยืนระยะได้ถึง 4 ชั่วโมง 40 นาที ดีขึ้นมาอีกนิดนึง

มีข้อสังเกตว่าในครั้งหลังนี้ ผมได้ลงโปรแกรมจาก Samsung ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Battery Life Extender ซึ่งเป็นโปรแกรมบริหารจัดการพลังงานของเน็ตบุ๊ค แต่เท่าที่ดูจากคำอธิบาย โปรแกรมนี้จะช่วยในการยืดอายุของแบตฯ ไม่ให้เสื่อมไว แต่ไม่ได้มีโหมดช่วยยืดระยะเวลาของแบตฯ ในการใช้งานในแต่ละครั้ง แต่ผมก็เชื่อว่าโปรแกรมนี้มีส่วนสำคัญในการยืดระยะการใช้งานของแบตฯให้ยาวขึ้นครับ

เรื่องแบตฯ นี่ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริงไปแล้วก็ไปตัดสินใจกันเอาเองนะครับ ว่าจะคบหากับ Samsung NF 208 หรือไม่

ในเรื่องอื่นๆ ผมพบว่าเรื่องดีไซน์เป็นเรื่องที่ Samsung ทำออกมาได้ดี เพราะทุกคนที่เห็นเครื่องนี้ ต่างออกปากชมว่าดีไซน์ออกมาได้ดูดี หรูหรา โฉบเฉี่ยว ดูเหมือนของมีราคาเลยทีเดียว โดยเฉพาะฝาพับหน้าจอและด้านข้างตัวเครื่องทรงโค้ง และชิ้นส่วนรองข้อมือและ Touch Pad ที่ใช้วัสดุเป็นโลหะ ทำให้ดูดีอย่างแรงเลยครับ ซึ่งก็ทำให้คนถือดูดีขึ้นมาด้วย สำหรับผมแล้วผมให้นิยามว่ามันเป็นเครื่องประดับที่ดูดีชิ้นหนึ่งเลยครับ

วัสดุทำจากพลาสติกเกือบทั้งตัว โดยส่วนฝาพับจะเป็นพลาสติกเคลือบเงา ทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมาก เช่นเดียวกับส่วนรองข้อมือและ TouchPad ที่เป็นโลหะ ตรงนี้ก็เป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมากเช่นเดียวกัน ก็คงต้องหมั่นเช็ดหน่อยล่ะครับ แต่ส่วนขอบจอด้านในที่เป็นพลาสติกเคลือบเงาเหมือนกัน ผมไม่แนะนำให้เช็ดบ่อยๆ นัก เพราะเป็นรอยขูดขีดได้ง่ายมาก ผมเช็ดด้วยผ้าเช็ดคอมพ์ยังเป็นรอยเลยครับ 

สรุปก็คือ วัสดุดีแต่ไม่ควรจะเช็ดบ่อย ซึ่งก็ค้านกับความเป็นจริง เพราะมันเป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมาก ดังนั้นก็เช็ดเฉพาะตอนออกงานก็แล้วกันนะครับ อยู่กับบ้านก็ปล่อยๆ มันไป

ส่วนชิ้นส่วนบานพับ ฝา รอยต่อ ทำได้แน่นหนาดีมากครับ แต่ตรงบานพับแทนที่จะสามารถเอียงได้ถึง180 องศาเหมือนโน๊ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คหลายๆ รุ่นได้ แต่เครื่องนี้เอียงได้ประมาณแค่ 120 องศาเท่านั้น ดังนั้นเวลาที่เราต้องการมุมเอียงมากกว่านี้จะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องหลบแดดล่ะก็ แย่เลยทีเดียว ต้องหมุนเครื่องหลบ หรือเปลี่ยนที่นั่งกันวุ่นวาย แถมยังเสียวว่าจะทำบานพับแตกหักอีกต่างหาก

ข้อเสียเล็กๆ อีกข้อหนึ่งก็คือ Slot SD Card/MMC ที่ดีไซน์มาให้มีแผ่นพลาสติกเสียบกันฝุ่น ซึ่งเป็นแบบที่ต้องดึงออกมาจากช่อง ไม่ใช่แบบที่กดแล้วจะเด้งออกมา ทำให้เวลาที่ต้องเสียบ SD Card เข้าไป ต้องยกตัวเครื่องตะแคง ถึงจะดึงเจ้าฝานี่ออกมาได้ ถ้าใครไม่ซีเรียส จะถอดทิ้งไปเลยก็ได้ครับ

เรื่องของหน้าจอ LED ว่ากันว่าเจ๋งกว่าจอ LCD ซึ่งผมว่าตัวนี้สีสันก็ใช้ได้ สว่างชัดเจนดี แต่ไม่มีอะไรให้น่าประทับใจ อีกทั้งหน้าจอจะไม่เป็นกระจกเงาเหมือนโน๊ตบุ๊คหรู แต่จะเป็นจอด้านๆ แบบ Non Gloss อันนี้ก็แล้วแต่ชอบอีกแล้ว บางคนอาจจะชอบด้าน ๆ ก็ได้ เพราะว่ามันสู้แสงแดดได้ดีกว่าจอกระจก เนื่องจากมันไม่ค่อยสะท้อนแสงสักเท่าไหร่ ซึ่งผมพบว่าจอตัวนี้สู้แสงได้ดีครับ ส่วนปุ่มปรับระดับความสว่างของหน้าจอก็ยังใช้ไม่ได้ตามเดิม แม้ว่าจะลงไดรเวอร์ของชิปกราฟฟิค และซอฟแวร์ควบคุมไปแล้วก็ตามที

คีย์บอร์ดของเจ้าเครื่องนี้เป็นแบบ “Chicklet” ให้ประสบการณ์ในการพิมพ์ที่ดี ไม่ค่อยมีพิมพ์ตัวนี้ไปติดตัวนั้นเท่าไหร่ เพราะปุ่มแต่ละปุ่มอยู่ห่างกันเยอะ และแต่ละปุ่มไม่เล็กจนเกินไป แต่ที่มองดูแล้วน่าจะเป็นปัญหาคือ อีกหน่อยฝุ่นมันจะเข้าไปรวมอยู่ในเครื่องได้ง่าย ๆ เพราะร่องหลุมระหว่างปุ่มมันเยอะ แต่เน็ตบุ๊คส่วนใหญ่ก็ใช้ดีไซน์คีย์บอร์ดแบบนี้กันทั้งนั้น ดังนั้นอย่าไปซีเรียสครับ หมั่นปัดกวาดเช็ดถูหน่อยก็ช่วยได้

เรื่องคุณภาพเสียง ถ้าเปิดเสียงออกลำโพงก็ต้องทำใจล่ะครับ อย่าไปหวังอะไรมากกับเน็ตบุ๊คราคาเท่านี้เลยครับ เรื่องความดังก็ไม่ดังมาก ถ้าเสียงรอบข้างดังๆ ก็กลบเสียงลำโพงหมด แต่ถ้าเสียบหูฟังแล้วใช้โปรแกรม SRS Premium Sound กับ Realtek HD Audio Manager ในการปรับเสียง ก็จะได้เสียงที่น่าพอใจครับ

กลับมาเรื่องของการดูหนังกันอีกที พอได้ทดลองโดยละเอียดแล้ว ก็พบว่าหนัง Full HD ไม่ได้ดูได้ลื่นทุกทีไป มันขึ้นอยู่กับไฟล์ของหนังด้วย โดยไม่เกี่ยวกับนามสกุลของไฟล์ ไม่ว่าจะเป็น mp4 , mkv หรือ TP ก็ตาม มีสิทธิ์จะดูได้ไหลลื่น หรือกระตุกได้เท่าเทียมกัน ซึ่งผมว่าน่าจะเกี่ยวกับคุณภาพและความละเอียดจริง ๆ ของตัวหนังมากกว่า เช่นหนังที่มีการตัดต่อฉับไว มีแสงสีเยอะๆ ตัวละครเคลื่อนไหวเยอะๆ ก็จะกระตุก หรือเสียงไปเร็วกว่าภาพ หรือบางทีตัวไฟล์บีบอัดมาไม่ดี ก็มีผลครับ แต่ถ้าเป็นหนังระดับ HD ธรรมดา และ DVD ก็สามารถดูได้สบายเลยครับ

การใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้น ค่อนข้างที่จะลำบาก เพราะหน้าจอที่สั้น ทำให้ต้องคอยเลื่อนหน้าจอขึ้นลงเพื่ออ่านคอนเท้นต์บ่อยขึ้น แต่ปัญหานี้ก็พอช่วยให้อาการทุเลาลงได้บ้าง ด้วยการกดคีย์ F11 เพื่อเปิด Full Screen Mode ก็จะทำให้ได้เนื้อที่ในการแสดงผลเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะเลย และสำหรับคนที่ชอบเปิดเพจหลายๆ หน้า ผมพบว่าไม่มีปัญหาอะไร ถ้าคุณไม่ได้เปิดสัก 20 หน้าอะนะ อ้อ มีข้อยกเว้นนิดนึง ถ้าคุณใช้ Firefox และลง Add on เยอะๆ มันก็จะช้าอย่างช่วยไม่ได้ครับ

ส่วน Flash Player นั้น ถ้าเป็นพวกวีดีโอ คอนเท้นต์ ก็จะดูได้สบายๆ ไหลลื่น แม้จะเป็น HD ก็ตาม แต่สำหรับเกมบน Facebook นั้น ต้องขอแสดงความเสียใจต่อคอเกม Facebook ทั้งหลายด้วย เพราะการแสดงผลเกมจะอืดถืด เต่าคลานมากๆ แต่ถ้าเป็นเกมดีๆ อย่าง Restaurant City ที่มีฟังก์ชั่นในการปรับลดความละเอียดของกราฟฟิค ก็พอจะเล่นได้ แต่ต้องแต่งร้านน้อย ๆ หน่อยนะครับ ถ้าแต่งอลังการ ยังงัยก็อืดแนะนำให้เล่นเกมหมากรุก หมากฮอสใน Yahoo ก็พอครับ

Restaurant City แบบลดความละเอียด

ส่วนเกมกราฟฟิค ไม่ต้องพูดถึงครับ อืดหรือเล่นไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นพวก Mini Game อย่าง Zuma , BeJeweled , Dinner Dash พวกนี้เล่นได้สบาย ๆ แต่ที่ใช้กราฟฟิคอย่างเกมออนไลน์อย่าง Ragnarok , Dot A หรือเกมออฟไลน์อย่าง Red Alert 2 ผมยังไม่ได้ลองนะครับ ถ้าลองแล้วจะนำมาอัพเดทให้ทราบกันอีกที

ส่วนการทำงานแบบ Multi Task นั้น หายห่วงเลย คุณสามารถ ฟังเพลงไปพร้อมกับทำงานเอกสารไปด้วย หรือเล่นเน็ตไปด้วย ดูวีดีโอไปด้วย เปิดดาวน์โหลด แล้วทำงาน เล่นเกมเบาๆ อันนี้สบายๆ ครับ ตราบใดที่ยังไม่เล่นพวกไฟล์วีดีโอที่ต้องอาศัยความสามารถทางการฟฟิค หรือโปรแกรมที่บริโภคแรมสูงๆ

โปรแกรม Utility ที่ Samsung แถมมาให้ มีอยู่ด้วยกันหลายตัว ซึ่งน่าใช้และมีประโยชน์ครับ ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดตรงนี้ แต่สามารถสอบถามการใช้งานเข้ามาได้ครับ

มาถึงเรื่องความร้อนที่หลายๆ คนน่าจะอยากรู้ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเอาโน๊ตบุ๊ค เน็ตบุ๊คมาทำงานบนตัก เครื่องนี้ไม่ค่อยร้อน เอาเป็นว่าวางบนตักก็แค่อุ่นๆ ทำงานบนตักได้สบายก็แล้วกัน

ก่อนจบรีวิว ผมอยากฝากบอกว่า Samsung ช่วยรบกวนทำไดรเวอร์เผื่อระบบปฏิบัติการอื่นๆ ด้วย เพราะไม่ได้คิดจะแถม OS มาให้แต่แรกแล้ว ก็ควรจะให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงคนที่อยากจะใช้ Windows รุ่นเก่าอย่าง XP หรือ Vista ด้วยครับ

สำหรับรีวิวเน็ตบุ๊ค Samsung NF208 ก็คงจะมีเพียงเท่านี้ครับ ใครที่ยังสงสัยอะไรก็สามารถสอบถามกันเข้ามาได้ครับ ยินดีให้ข้อมูล เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการซื้อเน็ตบุ๊คของคุณให้ตรงใจและคุ้มค่าที่สุด ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบครับ

ปิดท้ายด้วยคะแนนที่ประเมินจาก Windows 7 คะแนนรวม 3.0 ก็ถือว่าเยอะนะครับ สำหรับเน็ตบุ๊ค

Comment

Comment:

Tweet

เสิร์ช Google ดีกว่าครับ ผมเป็นแค่ผู้ใช้ธรรมดาๆ แต่ผมว่าราคาไม่น่าถึงหมื่นแล้วล่ะครับ

#16 By เจ้าชายน้อย on 2012-02-15 16:31

อยากทราบราคาปัจจุบันของ samsong nf208 ค่ะ ขอบคุณค่ะquestion

#15 By แพท ชำนาญการ (203.158.200.26) on 2012-02-15 10:38

เทคนิคคุณเป็นต่อเยี่ยมมากเลยครับ เดี๋ยวผมซื้อเครื่องใหม่จะทำแบบนี้บ้าง เป็นเทคนิคที่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ

ของผมก็เป็นครับ ไอ้ปุ่มคลิ๊กซ้ายเนี่ย ลึกไม่เท่ากันเหมือนกันเลย ขนาดไม่ค่อยได้ใช้นะ

อีกอย่างคือ ตอนนี้ยางรองเครื่อง หลุดจะหมดแล้วครับ

#11 By เจ้าชายน้อย on 2011-10-15 21:35

ใช้มาจะครบปีแล้วครับ ขอเพิ่มเติมอีกอย่างตรงปุ่มคลิกเม้าส์ที่ติดมากับตัวเครื่อง ยุบง่ายมากๆ ตอนนี้ซ้ายขวาลึกไม่เท่ากันแล้ว คอนเฟิมว่าปุ่ม F11 นั้นช่วยเรื่องขนาดหน้าจอได้มากจริงๆครับ และก็เรื่องรอยขีดข่วนบนฝาหลังจอผมใช้สติกเกอร์ใสแปะกันรอยแล้วเอาไดร์เป่าตามขอบโค้งๆจนหดตามรูปแล้วใช้คัตเตอร์ตัดส่วนเกินออกแค่นี้ก็ได้ฝาหลังที่ใสเงาวับเหมือนใหม่ตลอดเวลาแล้วครับ(ระวังตอนตัดสติกเกอร์จะเผลอเอามีดไปกินเนื้อพลาสติกนะครับ)

#10 By เป้นต่อ (180.214.212.44) on 2011-10-15 18:36

แปลกจัง ของผมได้ตามที่เขียนนี่แหละครับ ประมาณ 5 ชม.ครึ่งเป็นอย่างมาก ไม่รู้เป็นเพราะว่า Bluetooth กินไฟกว่า Wifi หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ

แต่โดยรวมแล้วก็ชอบครับ โดยเฉพาะเรื่องดีไซน์

ซิลิโคน ถ้าซื้อไซส์ปกติ แล้วมาตัดได้ป่าวครับ แต่ส่วนตัวผมไม่ชอบเลยครับ เพราะมันทำให้ความสวยงามของเครื่องลดลง อิอิ แล้วแต่ชอบเนอะ

#9 By เจ้าชายน้อย on 2011-04-25 19:58

เราพึ่งสอยตัวนี้มาใช้ อยากบอกว่าเราใช้งานได้ 6-8 ชม สบายๆเลยค่ะ ทำงานจริงๆนะคะไม่ได้เปิดทิ้งไว้เฉยๆ ซึ่งไอ้ตัวบอกเวลาโดยประมาณของแบตกับเวลาที่เหลือเราว่ามันหลอนๆนิดนึง ดูทีแรก จะได้เวลานิดเดียว คือประมาณ 3-4 ชม แต่ใช้ๆไป เวลาจะเพิ่มขึ้นเอง เหอๆ

เราใช้งานโหมดประหยัดพลังงานนะคะ ทำงานตั้งแต่เช้ายันเย็นได้เลยค่ะ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้ากว่าๆ ตอนเทียงพับจอปิดไว้กินข้าว มาชาร์ทอีกทีก็ใกล้ๆเลิกงาน หรือประมาณ 4 โมงเย็น เราถือว่าใช้งานได้นานเลยต่อการชาร์ท 1 ครั้ง

ปล.เราใช้เปิดเน็ต ฟังเพลง ดูหุ้น กับ ไมโครซอร์ฟออฟฟิศ ซึ่งเปิดหลายหน้าต่างใช้งานได้สบายๆ แต่ยังไม่เคยใช้เปิดดูหนังไปด้วยนะคะ

ปล.อยากได้ซิลิโคนกันเปื้อนของเน็บุ๊คจัง เราซื้อสีชมพู คีย์บอร์เป็สีขาว กลัวเปื้อนมาก (แต่ด้วยความอยากได้สีชมพูเลยสอยมา) ตนนี้ช้วิธีเอาแรพที่ใช้ห่อของกิน มาพันข้างหน้าไว้กันเปื้อน = ="
เคยใช้เน็ตบุ๊ต ASER เหมาะสำหรับพกพา ไม่เหมาะกับการทำงาน สุดท้าย ต้องถอยโน๊ตบุ๊ตมาใหม่อ่ะค่ะbig smile

#7 By เหว่าจัง on 2011-02-03 20:43

ขอบคุณข้อมูลของนินคุงนะครับ เดี๋ยวลองตรวจสอบดูหน่อย

#6 By เจ้าชายน้อย on 2011-02-02 18:13

วิจารณ์แหลกจริงๆ sad smile

ละเอียดมากค่ะ ขอเก็บเป็นข้อมูลเวลาที่อยากซื้อซักตัว
ซัมซุงนี่ ชอบทำของหน้าตาดีออกมาให้หลงไหลอยู่เรื่อยเลย sad smile


แต่ผมสะดุดตรง "Windows 7 Starter ของแท้ มูลค่าประมาณ 3,500 บาท" เอ่อ.. Windows 7 Starter อย่างแพงสุดก็แค่ 1800 ครับ (ระดับราคานี้เรียกว่าฟันหมูเลยนะ sad smile ) และมันมีแต่ OEM ครับ ไม่มี Retail

ราคา 3500 นี่คิดว่าน่าจะเป็น Home Premium OEM มากกว่า (รุ่นนี้ถูกสุด 3550 ครับ)

#4 By NinkungZ on 2011-02-01 23:55

ข้อมูลแน่นปึ๊กเลยค่ะ สุดยอด^^

Hot!

#3 By fiothiel on 2011-02-01 22:17

Hot!

#2 By b-padung Studio on 2011-02-01 20:56

รายละเอียดเยอะดีมากเลยครับ ทั้ง hardware, software
โดยเฉพาะส่วนที่คนใช้งานจริงอยากรู้
ผมเริ่มเบํ่อ acer ละ อยากลอง samsung มานาน
เพราะดีไซน์สวยกว่าตัวอื่นๆ

Hot! Hot!

#1 By มนุษย์กล่อง on 2011-02-01 16:51

Facebook