สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับบทความยาว ๆ เชิงวิชาการ ซึ่งช่วงหลัง ๆ นี้ บล็อกผมจะออกแนวนี้ตลอด จุดประสงค์ก็เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทหารเรือ และเพื่อพัฒนาฝีมือการเขียนของตัวเองในเชิงวิชาการไปด้วย  ดังนั้นใครที่ไม่สนใจก็ข้ามไปได้เลยครับ แต่ยังคงคอมเม้นต์ทักทายกันได้นะครับ คิดถึงทุกคนครับ

สำหรับคนที่สนใจนะครับ บทความนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มรูปแบบ ห้ามคัดลอกไปตีพิมพ์ , ทำรายงาน , ทำ PowerPoint ทั้งดุ้น แต่สามารถพิมพ์ออกไปอ่าน แจกให้คนอื่นอ่าน (แต่บอกที่มา) นำไปอ้างอิง และเขียนขึ้นใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง ในลักษณะการพัฒนาต่อยอดได้ หรือถ้านำข้อความส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ ขอให้มีเชิงอรรถอ้างถึงบทความนี้ด้วยครับ ขอแค่นี้ล่ะครับ โดยเฉพาะน้อง ๆ นักศึกษา การคัดลอกผลงานทางวิชาการไปทั้งดุ้น จะทำให้ติดเป็นพฤติกรรมติดตัวไปในการทำงานนะครับ อย่าเพาะบ่มนิสัยที่ไม่ดีตั้งแต่เป็นนักเรียน นักศึกษาเลยนะครับ

แจ้งข่าวอีกเรื่องนะครับ ตอนนี้ผมปิดรับคอมเม้นต์สำหรับคนที่ไม่ใช่สมาชิกของ exteen ไปแล้ว เนื่องจากว่า มีคนมาคอมเม้นต์ทำให้ผู้อื่นเสียหาย แล้วผู้เสียหายจะมาฟ้องร้องผมด้วย แต่ก็ได้เคลียร์กันไปแล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันคอมเม้นต์แบบนี้ แล้วผมไม่เห็น ก็เลยต้องป้องกันตนเองไว้ก่อนครับ ก็ต้องขออภัยในความไม่สะดวกไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

=============================================

 LCS เรือรบแห่งศตวรรษที่ 21

ในบรรดาเรือรบสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของแวดวงนาวีทั่วโลกในขณะนี้นั้น เห็นจะหนีไม่พ้น เรือรบรุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง USS Freedom และ USS Independence เรือรบ 2 ลำใหม่ล่าสุดของนาวีสหรัฐฯ ที่ขึ้นระวางประจำการไปแล้วทั้งคู่ และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบขีดความสามารถอย่างเต็มกำลัง เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาใช้ในการสร้างเรือในรุ่นต่อ ๆ ไป

USS Freedom

ถึงแม้ว่าทั่วโลกจะมีการขึ้นระวางประจำการเรือรบรุ่นใหม่ ๆ อยู่เป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรือคอร์เวตชั้น Visby ของสวีเดน , เรือชั้น La Fayette ของฝรั่งเศส , เรือพิฆาต Type 45 ชั้น Darling ของราชนาวีอังกฤษ ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่างเทคโนโลยีล่องหน หรือ Stealth แต่ก็ดูเหมือนว่า กระแสของเรือใหม่ 2 ลำข้างต้น จะกลบความร้อนแรงของเรือที่กล่าวมาไปได้หมด

USS Independence

เหตุเพราะเรือทั้ง 2 ลำนั้น ก่อกำเนิดขึ้นจากแนวความคิดสุดล้ำ และเชื่อกันว่า ถ้ามันสำเร็จ จะเป็นการพลิกโฉมหน้าของการรักษาอธิปไตยทางทะเลของนาวีสหรัฐฯและของโลก จากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของเรือที่แปลกตา แต่ให้ผลเป็นเลิศในด้านการลดแรงเสียดทาน และมีคุณสมบัติล่องหน , แนวคิดเรื่อง Mission Package ที่จะทำให้เรือ 1 ลำสามารถปฏิบัติภารกิจได้ทุกภารกิจ , การลดกำลังพลในแนวหน้า (Unman  the Front Lines) โดยการใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ รวมไปถึงการใช้ยานไร้คนขับในภารกิจต่าง ๆ , การจัดกำลังพลประจำเรือ 2 ชุด ผลัดเปลี่ยนกันทำให้เรือใช้งานได้ตลอดเวลาที่ยังไม่ครบวงรอบการซ่อมบำรุงระดับโรงงาน และการใช้ระบบอำนวยการรบแบบเครือข่าย (Navy's Battle Management Grid)

LCS หรือ Littoral Combat Ship เป็นเรือรบที่มีภารกิจหลักในการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นต่อเนื่องจากชายฝั่งถึงทะเลเปิด ซึ่งเรือใหญ่อย่าง Cruiser (เรือลาดตะเวน) หรือ Destroyer (เรือพิฆาต) ไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติการได้ โดยมุ่งเน้นในการป้องกันการเข้าถึงชายฝั่ง และกำจัดภัยคุกคามแบบอสมมาตร (Asymmetric Threats) เช่น เรือผิวน้ำขนาดเล็กเคลื่อนที่เร็ว , เรือดำน้ำขนาดเล็ก (Quiet Diesel Submarine) และทุ่นระเบิดแบบต่าง ๆ

จุดเด่นของเรือ LCS อันแท้จริง คือเรือสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เรือรบผิวน้ำ , เรือปราบเรือดำน้ำ , เรือยกพลขึ้นบก , เรือหาข่าว , เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล และ เรือล่าและทำลายทุ่นระเบิด ด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อาวุธ , อุปกรณ์สนับสนุนการรบ และเซนเซอร์ ในลักษณะของการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว (Swap) เหมือนการแต่งรถอย่างไรอย่างนั้น โดยในเบื้องต้นนั้น จะมี Mission Package อยู่ทั้งหมด 3 Package คือ การล่าทำลายทุ่นระเบิด (Mine Countermeasure) , การรบผิวน้ำ (Surface Warfare) และ การปราบเรือดำน้ำ(Anti Submarine Warfare) และจะมีเพิ่มเติมขึ้นอีกในอนาคต โดยแต่ละ package นั้น จะมาเป็นลักษณะของโมดูล โดยสามารถสลับสับเปลี่ยนจากโมดูลหนึ่งไปอีกโมดูลหนึ่งได้ภายใน 1 วัน และสามารถออกปฏิบัติภารกิจได้ทันทีหลังเปลี่ยนโมดูล

นอกจาก Mission Package ที่เหมือนเป็น option แล้ว ตัวเรือยังมาพร้อมกับ คุณสมบัติหลักในการสนับสนุนการเคลื่อนที่เร็วจู่โจมอย่างเต็มที่ โดยประกอบไปด้วยลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเรือพิฆาตเสียอีก โดยโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-60 หรือ MH-60S Seahawk ได้ถึง 2 ลำ รวมไปถึงเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับแบบ MQ-8B Fire Scout เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนหาข่าว , สอดแนม และสนับสนุนการรบ อีกหลายลำ

 MH-60S Seahawk

MQ-8B Fire Scout

ramp ท้ายเรือ และประตูข้าง สามารถปล่อยและเก็บเรือเร็วโจมตีแบบเรือยางท้องแข็ง และยานผิวน้ำไร้คนขับ แบบ AN/WLD-1 และยานใต้น้ำไร้คนขับ Bluefin 21 ได้ โดยประตูด้านข้างนั้นเป็นแบบ Roll-on/Roll-off Ramp คือสามารถเปิดสะพานทอดไปบนฝั่ง เพื่อลำเลียงยานเกราะของนาวิกโยธินหรือรถต่าง ๆ ขึ้นลง ได้อย่างสะดวกสบาย

ภาพแสดงประตูข้างแบบ Roll On Roll Off

สำหรับยาน AN/WLD-1 เป็น USV (Unman Surface Vehicle) หรือยานผิวน้ำไร้คนขับควบคุมระยะไกล ซึ่งในการใช้งานจริง ๆ จะทำงานในลักษณะกึ่งดำน้ำ มากกว่าแล่นบนผิวน้ำ โดยส่วนตัวเรือจะจมอยู่ใต้น้ำโผล่ขึ้นมาเฉพาะเสารับสัญญาณเพียงเท่านั้น เพื่อป้องกันการตรวจจับด้วยสายตา AN/WLD-1 ติดตั้งระบบล่าและทำลายทุ่นระเบิดในตัว เรือทั้งสองแบบสามารถลากโซนาร์แบบ Tow Acoustic Array ทั้งแบบ Active และ Passive และสามารถหย่อน Dipping Sonar ได้ ซึ่งทำให้เรือสามารถใช้เทคนิคของโซนาร์ที่เรียกว่า Bistatic Sonar ได้ด้วย ซึ่งให้ความแม่นยำในเขตน้ำตื้นมากกว่า Monostatic Sonar ของเรือทั่ว ๆ ไป

AN/WLD-1

Battlespace Preparation Autonomous Undersea Vehicle (BPAUV) Bluefin 21 เป็นส่วนประกอบใน Mission Package การปราบเรือดำน้ำ และการต่อต้านทุ่นระเบิด โดยยานลำนี้จะถูกปล่อยออกจากเรือแม่ เพื่อหาข้อมูลสภาพพื้นท้องทะเล ณ ขณะนั้น โดยอาศัยความสามารถของ side-scan sonar ขนาด 455 kHz และเมื่อเรือใหญ่ทำการเก็บกู้ Bluefin 21 ขึ้นมาก็จะทำการอัพโหลดข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางของ Mine Warfare and Environmental Decision Aids Library (MEDAL) เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป

BPAUV Bluefin 21

อาวุธหลักของเรือได้แก่ ปืนใหญ่ Mk-110 57 มม. ของ BAE Systems ติดตั้งอยู่บริเวณหัวเรือ และปืนกล .50 มม. 4 กระบอกทางด้านหัวและท้ายเรือทั้ง 2 กราบ และยังอาจจะมีโมดูลของ อาวุธปล่อยแบบ Non-Line of Sight Launch System (NLOS-LS) หรือที่รู้จักกันในชื่อ NETFIRES จำนวน 60 ลูก ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยขนาดเล็กแต่มีความแม่นยำสูง ที่ใช้ในกองทัพบกสหรัฐฯ โดยได้กำหนดไว้ใช้สำหรับโจมตีเรือผิวน้ำความเร็วสูง ซึ่งแล่นปะปนอยู่กับเป้าอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นอาวุธประจำเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งสามารถติดตั้งได้ตั้งแต่อาวุธปล่อย และตอร์ปิโด ไปจนกระทั่ง ระบบล่าทำลายทุ่นระเบิด

BAE Systems Mk-110 57 มม.

 NLOS-LS NETFIRES

เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหม่และยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ดังนั้นทาง ทร.สหรัฐฯ จึงตัดสินใจที่จะให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการในลักษณะประกวดแข่งขัน คือ บริษัทใดสามารถต่อเรือที่มีสมรรถนะดีเยี่ยมที่สุด ก็จะได้รับการต่อสัญญาเพื่อสร้างเรือลำถัดไป โดยบริษัทที่ชนะการประมูลในการเป็นแม่งานในการต่อเรื