คำเตือน : เอนทรี่นี้ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากเอนทรี่ก่้อนหน้านี้เป็นอย่างมาก ใครที่ยังไม่ได้อ่าน รบกวนกลับไปอ่านก่อนนะครับ

อย่างที่บอกไปเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว ว่าผมได้มุมมองต่อประเทศไทยใหม่ ๆ มาจากหมู่บ้านเล้อตอโกร ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่มีคนรู้อยู่แล้ว มีคนเห็นว่ามันเป็นปัญหาอยู่แล้ว และมีอีกหลาย ๆ คนได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่สำหรับผมที่จัดได้ว่าเป็นคนเมืองมาแต่เกิด มีความโชคดีที่ได้เห็นความศิวิไลซ์มาตั้งแต่เด็ก มีโอกาสได้ร่ำเรียนจนสำเร็จการศึกษา และมีงาน มีเงินเดือน แบบที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก ไม่เคยได้มองเห็น และไม่คิดว่ามันมีผลกระทบอะไรกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย

บทความต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ผมคิด ซึ่งมันอาจจะผิดหรือถูกก็เป็นได้ ตามจำนวนและระดับของข้อมูลที่ผมได้รับมา ซึ่งใครก็ตามที่รับสารนี้ไป ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อกับแนวความคิดของผม เพราะมันยังไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าจริง บางคนอาจจะมีข้อมูล หรือแนวคิดที่ขัดแย้งกับผม สามารถจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมุมมองให้แก่กัน เพื่อการพัฒนาทั้งด้านความคิด และการหาหนทางไปสู่การปฏิบัติที่จะพัฒนาชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้ครับ


แรกเริ่มเดิมที การที่ผมเข้าร่วมโครงการสร้างอาคารเรียนให้กับ โรงเรียนเล้อตอโกร ผมมีแนวความคิดอยู่เพียงอย่างเดียว ก็คือการได้ร่วมทำบุญ หาเงินมาสร้างอาคารเรียนและสิ่งของที่จะเป็นประโยชน์กับคนในหมู่บ้านนี้ได้ แต่หลังจากที่ได้เห็นชีวิตของพวกเค้าแล้ว แม้เพียงแค่ช่วงเวลาค่อนคืนเดียว ผมกลับมีความคิดอื่นที่ต่างออกไป

นั่นก็คือ การที่เราเห็นว่าชีวิตเค้าลำบาก อัตคัตขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งจำเป็นต่อชีวิตอีกหลายอย่าง แล้วเราก็ระดมทุน เพื่อไปซื้อหาสิ่งของเหล่านี้ให้กับเขา ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า , เครื่องนุ่งห่ม , ยารักษาโรค , ของกินของใช้ ,อาคารที่มั่นคง , ห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ เมื่อเขาได้ของเหล่านี้ไปก็มีความสุข เพราะทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขเพิ่มมากขึ้น แล้วหลังจากนี้ล่ะ เมื่อของเหล่านี้ได้ถูกใช้ไปจนหมด อาคารเสื่อมโทรมลง เราก็ต้องระดมทุนจัดหาของเหล่านี้ไปให้กับเค้าอีกหรือ ซึ่งผมว่ามันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ เราควรจะจัดหาสิ่งที่มันยั่งยืนกว่านี้ให้กับเค้า ซึ่งในความคิดของผม มันก็คือความรู้ในการที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ของเค้า ให้เกิดประโยชน์กับหมู่บ้านของเค้าเอง , การคุมกำเนิด เพื่อไม่ให้ประชากรในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเป็นลักษณะทวีคูณ , การทำให้เค้ามีความสามารถในการจัดการสาธารณสุขภายในหมู่บ้านของเค้าเอง , จิตสำนึกในการหวงแหนถิ่นฐาน เพื่อสืบทอดแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษ ฯลฯ 

สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวถึงข้างบนนี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่เค้าควรจะได้มากกว่า สิ่งของที่มีประโยชน์ใช้สอยเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่อย่างไรเสีย อาคารเรียน ที่พวกเราระดมทุนไปสร้าง ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเกี่ยวข้องกับการศึกษา และยังอาจใช้เป็นที่หลบภัย กรณีเกิดภัยพิบัติใหญ่ ๆ ด้วย

ที่หมู่บ้านเล้อตอโกรนี้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็ก ๆ และผู้หญิงที่กำลังอุ้มท้อง หรือมีลูกอ่อน และหญิงวัยกลางคนมีอายุ ไปจนถึงผู้สูงอายุ ขาดแคลนแรงงานหนุ่ม ๆ และชายวัยกลางคนเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็เพราะว่าคนหนุ่ม คนสาว ที่มีแรงก็จะลงจากเขา เพื่อไปทำงานในอำเภอ หรือในเมือง หรือไปไกลจนถึงในเมืองใหญ่ ๆ สุดแล้วแต่กำลังและความปราถนาจะพาไป

ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นแนวความคิดที่เกิดจากการได้เห็นความศิวิไลซ์ของคน ในเมือง ผ่านทางทีวีที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งเท่าที่ทราบ คุณครูจะเปิดให้เด็ก ๆ ได้ดูในช่วง 1 ทุ่ม - 3 ทุ่ม ซึ่ง ณ เวลานั้น สิ่งที่เด็กจะได้ชมก็คือ ละคร ซึ่งเราก็คงพอจะนึกออกว่า ภาพในละคร กับชีวิตจริงของเค้า เป็นสิ่งที่ห่างกันไกลเหลือเกิน และนั่นอาจจะทำให้เกิดประกายความหวังบางอย่าง ที่ทำให้เค้าอยากเข้ามาอยู่ในเมือง

ผมไม่อาจจะบอกได้ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกหรือสิ่งที่ผิด เพราะการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองดีขึ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนพึงกระทำ แต่การที่เค้าลงมาด้วยความหวังว่าเค้าจะได้ในสิ่งที่เค้าปราถนานั้น มันจะทำให้ชีวิตของพวกเค้าดีขึ้นจริงอย่างที่นึกฝันไว้หรือเปล่า ซึ่งถ้าเค้าโชคดี มันก็คงจะได้ แต่ถ้าไม่โชคดี ผมว่าเค้าจะต้องผ่านความยากลำบากที่มากกว่าคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ที่มีพื้นฐานดีกว่า มีต้นทุนทางสังคมมากกว่า ดังนั้น ทางเลือกของเค้ามันย่อมน้อยกว่าเรา ๆ ที่เห็นโลกในเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต อย่างน้อยเล่ห์เหลี่ยมกลลวงในโลกแห่งความจริง เราก็น่าจะได้รู้เห็นมามากกว่าเค้า รวมถึงความสามารถในการเห็นโอกาสที่แตกต่างกันด้วย

ซึ่งเมื่อเค้าลงมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ หมู่บ้านก็จะมีแต่คนแก่ หญิงท้อง และเด็ก ๆ ในวัยอนุบาล - ประถม ดังนั้น แทนที่ในหมู่บ้านจะมีแรงงานของคนหนุ่มสาว ที่จะทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ก็กลับไม่มี ผลผลิตที่ควรจะเพียงพอต่อการบริโภคในชุมชน ก็อาจจะไม่เพียงพอ และผู้ใหญ่ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น ไหนจะต้องทำงาน และไหนจะต้องเลี้ยงเด็ก เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาแทบทั้งสิ้น

ในด้านของคนหนุ่ม คนสาวที่ลงมาจากดอย สิ่งแรกที่เค้าจะทำก็คือ หางานทำ และงานที่จะได้รับ ก็คืองานใช้แรงงาน ที่มีค่าตอบแทนต่ำ ซึ่งนั่นอาจจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในเมืองได้อย่างมีความสุข ผมว่าอยู่บนดอยเค้าอาจจะกินอิ่ม และหลับสบายกว่าอยู่ในเมืองก็เป็นได้ แต่ด้วยความหวังที่จะมีในสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับที่เคยเห็นในทีวี และอย่างที่ได้เห็นในชีวิตจริงเมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง ทำให้เค้าตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้น ผมว่าเหน็ดเหนื่อยสาหัสแน่นอน และถ้าหากว่าเค้าทนต่ออบายมุขไม่ไหว เช่น สุรา บุหรี่ ยาเสพย์ติด การพนัน และสิ่งลวงโลกทั้งหลาย ความหวังที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอย่างคนเมือง ก็คงจะไปไม่ถึงเสียที

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้คนหนุ่มคนสาว ไม่ไปจากถิ่นกำเนิดของเค้า และอยู่ช่วยเหลือคนเฒ่าคนแก่ และเลี้ยงดูเด็ก ๆ ที่เกิดมาใหม่ได้ คำตอบที่ได้ก็คือ การมีกินมีใช้และความไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ตามอย่างคนในเมืองกรุง ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว มันไม่ยากเลย เพราะเค้ามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เค้ามีไม้มากมายไว้สร้างบ้าน มีผืนดินให้ทำไร่ ทำนา มีสัตว์ให้เลี้ยง ออกลูกออกหลาน ให้มีกินไปตลอดปี แต่สิ่งที่เค้ายังไม่มี ผมว่าน่าจะเป็นความรู้ในการจัดสรรทรัพยากรเสียมากกว่า

แล้วความรู้แบบไหนล่ะ ที่เค้าจะนำไปใช้ได้จริง และจะยั่งยืน ผมลองคิดดูแล้ว ความรู้ที่เด็ก ๆ รุ่นใหม่ ๆ ต่อจากนี้ ควรจะได้รับมีอยู่ 4 อย่าง คือ

1. ความรู้ในการเกษตรกรรม : เกษตกร หรือนักวิชาการการเกษตร การปศุสัตว์ ผู้มีความสามารถ ควรจะได้มาศึกษาพื้นที่ ว่าพื้นที่ในชุมชนนี้ ควรจะปลูกอะไร ในฤดูอะไร เพื่อให้เกิดความหลากหลาย มีพืชผักกินตลอดทั้งปี และไม่ซ้ำซากจำเจ ต้องกินผักเดิม ๆ ไปตลอดปีตลอดชาติ พร้อมทั้งนำพันธุ์พืชนั้นมาใ้ห้ และสอนวิธีการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่มีประสิทธิภาพ ทุ่นแรง และทุ่้นเวลา โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี หรืออุปกรณ์พิเศษอื่นใดที่ไม่มีในพื้นที่ หรืออย่างน้อยถ้ามีอุปกรณ์พิเศษอะไร ก็ขอให้เป็นอุปกรณ์ที่จะอยู่กับเค้าได้ไปนานแสนนาน

2. ความรู้ในการจัดการน้ำ : บนเขาแถบนี้ ไม่ค่อยจะมีน้ำตก หรือลำธารมากนัก เท่าที่ขี่รถผ่าน ผมเห็นเพียงแค่ 2 จุด ซึ่งความเป็นจริง อาจจะมีมากกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่เราควรจะทำให้เค้า ก็คือ ความรู้ในการนำน้ำมาเก็บสะสม และสร้างที่เก็บน้ำดี ๆ ที่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อที่เค้าจะได้มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี

3. ความรู้ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : อาชีพหลัก ๆ ของคนในพื้นที่นี้ก็คือ การหาของป่า ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ทำกันเป็นอุตสาหกรรม แต่ก็จัดได้ว่าทำกันเป็นล่ำเป็นสันเหมือนกัน หากในอนาคต Demand มากกว่า Supply แล้ว ของที่เคยหาได้จากธรรมชาติก็คงจะต้องหมดไป ดังนั้น เค้าควรจะรู้ว่า ควรจะเก็บของป่ามากน้อยเท่าใด และของป่านั้น ควรนำมาบริโภคกันในชุมชน ไม่ใช่การขายแลกเิงิน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก ๆ อย่างเช่นที่ทำกันในปัจจุบัน ซึ่งผมว่ามันไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างรังผึ้งในเอนทรี่ที่แล้ว ใหญ่ขนาดนั้นขายเพียง 100 บาท เงินจำนวนเท่านั้น ไม่คุ้มเลยกับปริมาณตัวอ่อนผึ้ง ที่จะเติบโตขึ้นเพื่อช่วยผสมพันธุ์พืชอีกหลายพันต้นในอนาคต

4. ความรู้ด้านการสาธารณสุข : เนื่องจากว่าเค้าอยู่ห่างไกลจากความช่วยเหลือทางการแพทย์ ดังนั้นสิ่งที่เค้าควรจะมีคือความรู้ในด้านการสาธารณสุข เพื่อที่พวกเค้าจะได้ไม่ป่วยง่้าย และสามารถช่วยเหลือตัวเองในเรื่องง่าย ๆได้ เช่น การดูแลเรื่องขยะมูลฝอย , การรักษาความสะอาดในชุมชน ,การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ,การป้องกันโรค เช่น ไข้หวัด , ไข้เลือดออก , มาลาเรีย , โรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น

สี่ข้อข้างบนนี้ ถ้าหากว่าทำได้เป็นอย่างดี มันก็จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของหมู่บ้านต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะไม่ทำให้คนรุ่นใหม่ออกจากหมู่บ้านไปอีก แต่อย่างน้อยมันก็การันตีได้ว่า หมู่บ้านยังเป็นที่ที่มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ์สำหรับการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขให้กับเค้า เผื่อวันใดวันหนึ่ง เมื่อเค้าเหล่านั้นเกิดอิ่มตัว หรือเบื่อหน่ายชีวิตแบบคนเมือง เค้าก็