คำเตือน : เอนทรี่นี้ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากเอนทรี่ก่้อนหน้านี้เป็นอย่างมาก ใครที่ยังไม่ได้อ่าน รบกวนกลับไปอ่านก่อนนะครับ

อย่างที่บอกไปเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว ว่าผมได้มุมมองต่อประเทศไทยใหม่ ๆ มาจากหมู่บ้านเล้อตอโกร ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่มีคนรู้อยู่แล้ว มีคนเห็นว่ามันเป็นปัญหาอยู่แล้ว และมีอีกหลาย ๆ คนได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่สำหรับผมที่จัดได้ว่าเป็นคนเมืองมาแต่เกิด มีความโชคดีที่ได้เห็นความศิวิไลซ์มาตั้งแต่เด็ก มีโอกาสได้ร่ำเรียนจนสำเร็จการศึกษา และมีงาน มีเงินเดือน แบบที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก ไม่เคยได้มองเห็น และไม่คิดว่ามันมีผลกระทบอะไรกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย

บทความต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ผมคิด ซึ่งมันอาจจะผิดหรือถูกก็เป็นได้ ตามจำนวนและระดับของข้อมูลที่ผมได้รับมา ซึ่งใครก็ตามที่รับสารนี้ไป ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อกับแนวความคิดของผม เพราะมันยังไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าจริง บางคนอาจจะมีข้อมูล หรือแนวคิดที่ขัดแย้งกับผม สามารถจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมุมมองให้แก่กัน เพื่อการพัฒนาทั้งด้านความคิด และการหาหนทางไปสู่การปฏิบัติที่จะพัฒนาชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้ครับ


แรกเริ่มเดิมที การที่ผมเข้าร่วมโครงการสร้างอาคารเรียนให้กับ โรงเรียนเล้อตอโกร ผมมีแนวความคิดอยู่เพียงอย่างเดียว ก็คือการได้ร่วมทำบุญ หาเงินมาสร้างอาคารเรียนและสิ่งของที่จะเป็นประโยชน์กับคนในหมู่บ้านนี้ได้ แต่หลังจากที่ได้เห็นชีวิตของพวกเค้าแล้ว แม้เพียงแค่ช่วงเวลาค่อนคืนเดียว ผมกลับมีความคิดอื่นที่ต่างออกไป

นั่นก็คือ การที่เราเห็นว่าชีวิตเค้าลำบาก อัตคัตขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งจำเป็นต่อชีวิตอีกหลายอย่าง แล้วเราก็ระดมทุน เพื่อไปซื้อหาสิ่งของเหล่านี้ให้กับเขา ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า , เครื่องนุ่งห่ม , ยารักษาโรค , ของกินของใช้ ,อาคารที่มั่นคง , ห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ เมื่อเขาได้ของเหล่านี้ไปก็มีความสุข เพราะทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขเพิ่มมากขึ้น แล้วหลังจากนี้ล่ะ เมื่อของเหล่านี้ได้ถูกใช้ไปจนหมด อาคารเสื่อมโทรมลง เราก็ต้องระดมทุนจัดหาของเหล่านี้ไปให้กับเค้าอีกหรือ ซึ่งผมว่ามันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ เราควรจะจัดหาสิ่งที่มันยั่งยืนกว่านี้ให้กับเค้า ซึ่งในความคิดของผม มันก็คือความรู้ในการที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ของเค้า ให้เกิดประโยชน์กับหมู่บ้านของเค้าเอง , การคุมกำเนิด เพื่อไม่ให้ประชากรในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเป็นลักษณะทวีคูณ , การทำให้เค้ามีความสามารถในการจัดการสาธารณสุขภายในหมู่บ้านของเค้าเอง , จิตสำนึกในการหวงแหนถิ่นฐาน เพื่อสืบทอดแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรพบุรุษ ฯลฯ 

สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวถึงข้างบนนี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่เค้าควรจะได้มากกว่า สิ่งของที่มีประโยชน์ใช้สอยเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่อย่างไรเสีย อาคารเรียน ที่พวกเราระดมทุนไปสร้าง ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเกี่ยวข้องกับการศึกษา และยังอาจใช้เป็นที่หลบภัย กรณีเกิดภัยพิบัติใหญ่ ๆ ด้วย

ที่หมู่บ้านเล้อตอโกรนี้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็ก ๆ และผู้หญิงที่กำลังอุ้มท้อง หรือมีลูกอ่อน และหญิงวัยกลางคนมีอายุ ไปจนถึงผู้สูงอายุ ขาดแคลนแรงงานหนุ่ม ๆ และชายวัยกลางคนเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็เพราะว่าคนหนุ่ม คนสาว ที่มีแรงก็จะลงจากเขา เพื่อไปทำงานในอำเภอ หรือในเมือง หรือไปไกลจนถึงในเมืองใหญ่ ๆ สุดแล้วแต่กำลังและความปราถนาจะพาไป

ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นแนวความคิดที่เกิดจากการได้เห็นความศิวิไลซ์ของคน ในเมือง ผ่านทางทีวีที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งเท่าที่ทราบ คุณครูจะเปิดให้เด็ก ๆ ได้ดูในช่วง 1 ทุ่ม - 3 ทุ่ม ซึ่ง ณ เวลานั้น สิ่งที่เด็กจะได้ชมก็คือ ละคร ซึ่งเราก็คงพอจะนึกออกว่า ภาพในละคร กับชีวิตจริงของเค้า เป็นสิ่งที่ห่างกันไกลเหลือเกิน และนั่นอาจจะทำให้เกิดประกายความหวังบางอย่าง ที่ทำให้เค้าอยากเข้ามาอยู่ในเมือง

ผมไม่อาจจะบอกได้ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกหรือสิ่งที่ผิด เพราะการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองดีขึ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนพึงกระทำ แต่การที่เค้าลงมาด้วยความหวังว่าเค้าจะได้ในสิ่งที่เค้าปราถนานั้น มันจะทำให้ชีวิตของพวกเค้าดีขึ้นจริงอย่างที่นึกฝันไว้หรือเปล่า ซึ่งถ้าเค้าโชคดี มันก็คงจะได้ แต่ถ้าไม่โชคดี ผมว่าเค้าจะต้องผ่านความยากลำบากที่มากกว่าคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ที่มีพื้นฐานดีกว่า มีต้นทุนทางสังคมมากกว่า ดังนั้น ทางเลือกของเค้ามันย่อมน้อยกว่าเรา ๆ ที่เห็นโลกในเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต อย่างน้อยเล่ห์เหลี่ยมกลลวงในโลกแห่งความจริง เราก็น่าจะได้รู้เห็นมามากกว่าเค้า รวมถึงความสามารถในการเห็นโอกาสที่แตกต่างกันด้วย

ซึ่งเมื่อเค้าลงมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ หมู่บ้านก็จะมีแต่คนแก่ หญิงท้อง และเด็ก ๆ ในวัยอนุบาล - ประถม ดังนั้น แทนที่ในหมู่บ้านจะมีแรงงานของคนหนุ่มสาว ที่จะทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ก็กลับไม่มี ผลผลิตที่ควรจะเพียงพอต่อการบริโภคในชุมชน ก็อาจจะไม่เพียงพอ และผู้ใหญ่ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น ไหนจะต้องทำงาน และไหนจะต้องเลี้ยงเด็ก เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาแทบทั้งสิ้น

ในด้านของคนหนุ่ม คนสาวที่ลงมาจากดอย สิ่งแรกที่เค้าจะทำก็คือ หางานทำ และงานที่จะได้รับ ก็คืองานใช้แรงงาน ที่มีค่าตอบแทนต่ำ ซึ่งนั่นอาจจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในเมืองได้อย่างมีความสุข ผมว่าอยู่บนดอยเค้าอาจจะกินอิ่ม และหลับสบายกว่าอยู่ในเมืองก็เป็นได้ แต่ด้วยความหวังที่จะมีในสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกับที่เคยเห็นในทีวี และอย่างที่ได้เห็นในชีวิตจริงเมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง ทำให้เค้าตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้น ผมว่าเหน็ดเหนื่อยสาหัสแน่นอน และถ้าหากว่าเค้าทนต่ออบายมุขไม่ไหว เช่น สุรา บุหรี่ ยาเสพย์ติด การพนัน และสิ่งลวงโลกทั้งหลาย ความหวังที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอย่างคนเมือง ก็คงจะไปไม่ถึงเสียที

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้คนหนุ่มคนสาว ไม่ไปจากถิ่นกำเนิดของเค้า และอยู่ช่วยเหลือคนเฒ่าคนแก่ และเลี้ยงดูเด็ก ๆ ที่เกิดมาใหม่ได้ คำตอบที่ได้ก็คือ การมีกินมีใช้และความไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ตามอย่างคนในเมืองกรุง ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว มันไม่ยากเลย เพราะเค้ามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เค้ามีไม้มากมายไว้สร้างบ้าน มีผืนดินให้ทำไร่ ทำนา มีสัตว์ให้เลี้ยง ออกลูกออกหลาน ให้มีกินไปตลอดปี แต่สิ่งที่เค้ายังไม่มี ผมว่าน่าจะเป็นความรู้ในการจัดสรรทรัพยากรเสียมากกว่า

แล้วความรู้แบบไหนล่ะ ที่เค้าจะนำไปใช้ได้จริง และจะยั่งยืน ผมลองคิดดูแล้ว ความรู้ที่เด็ก ๆ รุ่นใหม่ ๆ ต่อจากนี้ ควรจะได้รับมีอยู่ 4 อย่าง คือ

1. ความรู้ในการเกษตรกรรม : เกษตกร หรือนักวิชาการการเกษตร การปศุสัตว์ ผู้มีความสามารถ ควรจะได้มาศึกษาพื้นที่ ว่าพื้นที่ในชุมชนนี้ ควรจะปลูกอะไร ในฤดูอะไร เพื่อให้เกิดความหลากหลาย มีพืชผักกินตลอดทั้งปี และไม่ซ้ำซากจำเจ ต้องกินผักเดิม ๆ ไปตลอดปีตลอดชาติ พร้อมทั้งนำพันธุ์พืชนั้นมาใ้ห้ และสอนวิธีการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่มีประสิทธิภาพ ทุ่นแรง และทุ่้นเวลา โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี หรืออุปกรณ์พิเศษอื่นใดที่ไม่มีในพื้นที่ หรืออย่างน้อยถ้ามีอุปกรณ์พิเศษอะไร ก็ขอให้เป็นอุปกรณ์ที่จะอยู่กับเค้าได้ไปนานแสนนาน

2. ความรู้ในการจัดการน้ำ : บนเขาแถบนี้ ไม่ค่อยจะมีน้ำตก หรือลำธารมากนัก เท่าที่ขี่รถผ่าน ผมเห็นเพียงแค่ 2 จุด ซึ่งความเป็นจริง อาจจะมีมากกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่เราควรจะทำให้เค้า ก็คือ ความรู้ในการนำน้ำมาเก็บสะสม และสร้างที่เก็บน้ำดี ๆ ที่สามารถนำน้ำมาใช้ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อที่เค้าจะได้มีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี

3. ความรู้ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : อาชีพหลัก ๆ ของคนในพื้นที่นี้ก็คือ การหาของป่า ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ทำกันเป็นอุตสาหกรรม แต่ก็จัดได้ว่าทำกันเป็นล่ำเป็นสันเหมือนกัน หากในอนาคต Demand มากกว่า Supply แล้ว ของที่เคยหาได้จากธรรมชาติก็คงจะต้องหมดไป ดังนั้น เค้าควรจะรู้ว่า ควรจะเก็บของป่ามากน้อยเท่าใด และของป่านั้น ควรนำมาบริโภคกันในชุมชน ไม่ใช่การขายแลกเิงิน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก ๆ อย่างเช่นที่ทำกันในปัจจุบัน ซึ่งผมว่ามันไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างรังผึ้งในเอนทรี่ที่แล้ว ใหญ่ขนาดนั้นขายเพียง 100 บาท เงินจำนวนเท่านั้น ไม่คุ้มเลยกับปริมาณตัวอ่อนผึ้ง ที่จะเติบโตขึ้นเพื่อช่วยผสมพันธุ์พืชอีกหลายพันต้นในอนาคต

4. ความรู้ด้านการสาธารณสุข : เนื่องจากว่าเค้าอยู่ห่างไกลจากความช่วยเหลือทางการแพทย์ ดังนั้นสิ่งที่เค้าควรจะมีคือความรู้ในด้านการสาธารณสุข เพื่อที่พวกเค้าจะได้ไม่ป่วยง่้าย และสามารถช่วยเหลือตัวเองในเรื่องง่าย ๆได้ เช่น การดูแลเรื่องขยะมูลฝอย , การรักษาความสะอาดในชุมชน ,การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ,การป้องกันโรค เช่น ไข้หวัด , ไข้เลือดออก , มาลาเรีย , โรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น

สี่ข้อข้างบนนี้ ถ้าหากว่าทำได้เป็นอย่างดี มันก็จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของหมู่บ้านต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะไม่ทำให้คนรุ่นใหม่ออกจากหมู่บ้านไปอีก แต่อย่างน้อยมันก็การันตีได้ว่า หมู่บ้านยังเป็นที่ที่มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ์สำหรับการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขให้กับเค้า เผื่อวันใดวันหนึ่ง เมื่อเค้าเหล่านั้นเกิดอิ่มตัว หรือเบื่อหน่ายชีวิตแบบคนเมือง เค้าก็อาจจะกลับมาทำเกษตรกรรมอีกครั้งที่บ้านเกิดของเค้า

แต่ถึงกระนั้น ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ควรจะปลูกฝังให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่อีก นั่นก็ได้แก่ 

5. ศีลธรรมและจิตสำนึก : สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยได้มีการเรียนการสอนกันในหมู่เด็ก ๆ บนภูเขา ก็คือ ศีลธรรมจรรยา ซึ่งคุณธรรมที่ควรจะสอนเป็นอันดับแรกก็คือ ความกตัญญูกตเวทิตา อันจะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้พวกเค้าอยู่แทนคุณเลี้ยงดูบิดามารดาที่บ้าน มากกว่าเข้าเมืองมาหางานทำ นอกจากนี้ยังจะช่วยเค้าให้มีสติยั้งคิดในการกระทำต่าง ๆ อีกด้วย

6. การคุมกำเนิด : เราต้องสอนให้เค้ารู้จักการคุมกำเนิด และความยากลำบากของการมีลูกมาก ทั้งนี้เพื่อควบคุมจำนวนประชากร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่มีผลกระทบแค่ระดับหมู่บ้าน แต่มีผลกระทบในระดับประเทศเลยทีเดียว

7. ความรู้ทางด้านสังคม : เราไม่สามารถห้ามไม่ให้เค้าลงจากเขามาเข้าเมืองได้ แต่เราสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองอย่างถูกต้องให้กับเค้าได้ เราอาจจะสอนว่า ในเมืองมีอะไรที่ดี หรือไม่ดี ไม่ใช่ให้เค้าเห็นจากในโทรทัศน์แล้วทึกทักเอาเองว่า ในเมืองมีดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วให้เค้า่ลงจากเขามาเพื่อที่จะพบความโหดร้ายของชีวิตจริง ซึ่งการที่เค้ามีข้อมูลไว้ก่อน ก็น่าจะดีกว่าการเห็นโลกแต่ด้านเดียว บางทีถ้าเค้าได้เห็นด้านมืดของเมือง เค้าอาจจะไม่อยากออกมาจากหมู่บ้านของเค้าก็ได้ เพียงแต่ว่า เราจะสอนอะไรกับเค้าในเรื่องนี้บ้าง คงจะต้องทำการศึกษาและคัดกรองให้มาก

นอกเหนือจากความรู้ ที่จะสร้างความสุขอย่างยั่งยืนด้วยกำลังของคนในหมู่บ้านแล้ว สิ่งอื่น ๆ ที่พวกเค้าต้องการยังคงมี นั่นก็ได้แก่ ความต้องการทางการแพทย์ จากที่เคยได้กล่าวถึงหญิงตายทั้งกลม เมื่อเอนทรี่ทีแ่ล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่า ถ้าหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมากระทันหัน มีแต่คงจะต้องตายเท่านั้น เพราะความช่วยเหลือไปถึงได้อย่างยากเย็นเหลือเกิน ลำพังแค่ทางรถอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 4 ชม. ในการลงจากเขาเข้ามาในเมือง ถ้าป่วยหนักรับรองว่าไม่ทัน ดังนั้น ทางออกในเรื่องนี้ ก็อาจจะมีแนวทางดังนี้

1. มีหมอประจำหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะไม่ต้องมาอยู่ประจำ แค่ผลัดเวรกันขึ้นมา เพื่อให้การรักษาพยาบาลเข้าถึงพวกเค้าบ้างก็เพียงพอ อาจจะอยู่โยงคนละหนึ่งอาทิตย์ หรือ ขึ้นมาเดือนละครั้งก็ยังดี และควรจะจัดตู้ยาสามัญประจำหมู่บ้านไว้ให้ รวมถึงอบรมให้รู้ถึงการใช้ยาแต่ละชนิดเพื่อรักษาโรคง่าย ๆ และบรรเทาความเจ็บปวดในเบื้องต้นด้วย

2. มีเครื่องมือสื่อสาร โดยเป็นวิทยุสื่อสารคลื่นยาว เพือติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ข้างล่าง ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อย่างเช่น มีคนเจ็บป่วยใกล้ตาย ทางการจะได้ส่ง ฮ. มารับ หรือส่งคนมาให้การช่วยเหลือได้

3. ตัดถนนไปให้ถึง เพื่อร่นระยะเวลาการเดินทางของความช่วยเหลือ ต่าง ๆ นานา ๆ แต่การกระทำนี้ก็อาจจะเป็นดาบสองคม คือความเจริญก็จะบุกรุกที่ป่าไปเรื่อย ๆ คงต้องคิดให้ดี ให้รอบคอบที่สุด ก่อนจะตัดสินใจ

สิ่งที่ผมลองคิดดูนั้น ถ้าจะทำกันให้สัมฤทธิ์ผล ก็จะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเลยทีเดียว เพราะยังมีหมู่บ้านในลักษณะนี้อีกหลายหมู่บ้านทั่วประเทศ แต่ละที่ก็มีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประวัติศาสตร์ ผู้คน วัฒนธรรม ศาสนา ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นระบบ ซึ่งเรื่องนี้นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงเห็นถึงปัญหา และหนทางแก้ไขไว้อยู่แล้ว และได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายเพื่อการแก้ปัญหาทั้งหลาย ทั้งปวงนี้อยู่แล้ว ขาดก็แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในระดับชาติอย่างจริง ๆ จัง ไม่ใช่แค่ให้หน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบเพียงเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หมู่บ้านต้องการเป็นวัตถุก็ยังมี เช่น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม , รองเท้า , อาหาร , หนังสือ , ของเล่นเด็ก , เครื่องไม้เครื่องมือ , ยารักษาโรค ซึ่งก็เป็นของที่คนส่วนใหญ่จะบริจาคกันอยู่แล้ว แต่มีของบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ และชาวบ้านจะได้ใช้แน่ ๆ แต่ไม่ค่อยมีคนบริจาคกัน ซึ่งก็มีดังนี้ครับ

1. เทียนไข , ตะเกียงเจ้าพายุ , ไม้ขีดไฟ หรือ ไฟแช็ค : ผมไปถึงนั่น ไม่มีไฟจะเข้าห้องน้ำตอนกลา่งคืนครับ โชคดีว่า ได้เทียนไขจากหลวงพี่อัครกิตติ์ ที่บริจาคมาให้ด้วย เลยทำให้ผมรอดไปในคืนนั้น แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว ถ้าเค้าต้องการแสงสว่าง ก็จะใช้วิธีก่อกองไฟเอา และก็มีตะเกียง มีเทียนอยู่น้อยนิด ดังนั้น ถ้ามีไปเพิ่มให้เค้า โดยสามารถมีตะเกียงได้ทุกบ้านก็จะดีมาก ๆ

2. แบตเตอร์รี่ : ที่นั่นใช้ไฟฟ้า จากแผงโซล่าเซลล์ครับ แต่ตัวแบตเตอร์รี่ที่ได้มากับชุดแผงฯ นั้น ได้มาครั้งเดียว ซึ่งตอนนี้ก็เก็บประจุไม่อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใช้ ดังนั้น ถ้าได้แบตเตอร์รี่รถยนต์ไปบริจาค เค้าก็จะได้ใช้ไฟฟ้ากันอีกครั้งครับ

3. หลอดไฟแบบต่าง ๆ : หมู่บ้านนี้ใช่ว่าจะไม่มีไฟเลย ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่เยอะนักครับ แต่ถ้าได้หลอดไฟมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหลอดกลม หรือ หลอดฟลูออเรสเซ้นส์ ก็จะได้ใช้เป็นอะไหล่ในยามที่หลอดเดิมขาดครับ

สิ่งที่ผมได้รับรู้มาจากหมู่บ้านเล้อตอโกร ก็คือ ใช่ว่าเค้าจะไม่มีความสุขกับชีวิตแบบนั้น ผมว่าเค้ามีความสุขเลยทีเดียว แต่เราเองไปทึกทักเอาว่าชีวิตแบบนั้น ไม่ใช่ชีวิตที่มีความสุข เพราะเราเอามาตรฐานของเราไปวัดเค้า ไม่ได้มองจากความรู้สึกนึกคิดของพวกเค้าจริง ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่า สิ่งที่ผมกล่าวมาเบื้องต้น จะทำให้เค้ามีความสุขมากกว่านี้แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่คนที่มีอย่างเรา ควรจะมอบให้กับเค้ามากกว่าสิ่งของบรรเทา่ทุกข์ และทำให้เค้ามีความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยามครับ

สำหรับแนวความคิดต่อเรื่องชุมชนในหมู่บ้านห่างไกลของผม เท่าที่นึกได้ในตอนนี้ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ใครมีแนวความคิดดี ๆ ใหม่ ๆ หรือแตกต่าง สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ สำหรับผมเองแล้ว ยอมรับว่า ยังโลกแคบในเรื่องนี้ บางทีถ้าได้แนวความคิดจากเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้านนี้อยู่ หรือเคยสัมผัสกับชุมชนแบบนี้ อาจจะช่วยเปิดโลกของผมให้กว้างออกไปอีกครับ ยังงัยก็ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับแนวความคิดดี ๆ ที่จะนำมาแชร์กันนะครับ

ส่วนเรื่องความก้าวหน้าของการสร้างโรงเรียนนั้น ล่าสุด ได้มีผู้ใจบุญได้ดำเนินโครงการต่อไปให้แล้วครับ ซึ่งผมจะได้อัพเดทความก้าวหน้าในเอนทรี่นี้ต่อไปนะครับ

ป.ล.1 เอนทรี่นี้เขียนทิ้งไว้นานแล้วนะครับ แต่ยังไม่ได้นำลง เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทำงาน และกิจกรรมอื่น ๆ จนเกือบจะหลงลืมไปแล้ว แต่วันนี้ก็ได้นำมาปัดฝุ่นใหม่ และเขียนจนเสร็จจนได้

ป.ล.2 หมู่บ้านแบบนี้ และลำบากยิ่งกว่านี้ ยังมีอีกมากมาย ใครที่ยังหน้ามืดตามัว ได้โปรดใช้ช่องแสงที่มีเพียงเล็กน้อย มองมาที่คนเหล่านี้เถิดครับ แล้วอาจจะทำให้ตาที่เกือบบอดสนิท สว่างขึ้นมา ด้วยจิตที่มีเมตตาก็เป็นได้นะครับ

Related Link

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปแบบนี้บ้างจังเลยค่ะ

#12 By Pureriku on 2010-04-01 19:57

เจ้าชายน้อย
แม่ตัวน้อยได้เพียงแค่ผ่านตา Entry นี้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลาเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม แม่ต้วน้อยมีความมุ่งมั่นที่จะ Comment จริงๆจ้ะ ตอนนี้ เอาแบบรวดเร็วไปก่อนนะ "ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" เหอะ เหมาะจริงๆ ไม่ก้อ ขออวย ก่อนล่วงหน้า ขอให้ได้ไปอยู่ในกรรมาธิการเด็ก ฯ ก่อนเพื่อนเล้ย แล้วจะแวะมาจ้ะ

แม่ตัวน้อย big smile

#11 By aphrodite (110.77.145.108) on 2010-03-20 17:06

Hot! มาอ่านช้าไปไม่เป็นไรเน้อ
มีอยู่อย่างนึงที่อ่านแล้วชะงักดูสองสามรอบ
เรื่องการคุมกำเนิดครับ
ท่าจะเป็นงานที่หนักแต่คุ้มค่าทีเดียวbig smile

#10 By เซี่ยหมิง on 2010-03-19 17:28

อยากให้เด็กไทยได้พัฒนาความรู้ มากกว่ารอรับเงินไปวันๆ
ศีลธรรมแล้วจิตสำนึก

คือหนึ่งในสิ่งที่สำคัญมาก ....

confused smile

#8 By Fantasier CS4 on 2010-03-18 17:28

เอาใจช่วย ขอให้มีกำลังทำสิ่งดีดีต่อไปอีกเยอะๆ

#7 By Glinda The Good on 2010-03-18 14:12

ขอบพระคุณครับ หลวงพี่ ได้รับแนวคิดดี ๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ ตอนนี้ก็ตั้งใจทำให้ตัวเองพร้อม แล้วก็จะเผื่อแผ่ไปยังรอบข้างต่อไปครับ

#6 By เจ้าชายน้อย on 2010-03-18 12:10

สาธุกับความพยายาม และแรงบันดาลใจที่ดีครับ โจทย์ที่ยากกว่าความคิดเห็นดี ๆ เช่นนี้ คือ ทำอย่างไรมันถึงจักเป็นจริงขึ้นมา?

สำหรับข้าพเจ้ามิได้คิดหวังว่า ชีวิตพวกเขาจักดีขึ้นสักกี่มากน้อยกับสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ทำไป ข้าพเจ้ามองว่าชีวิตนี้ชั่วคราว สิ่งไรทำแล้วทำให้ผู้อื่นมีความสุขได้ ก็ทำไป

เป้าหมายสูงสุดแท้จริงของข้าพเจ้า คือการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร แลบันไดขั้นแรกสู่การหลุดพ้นก็คือ การให้ทาน แลการให้ทานที่ทำให้บารมีเต็มเร็วที่สุดคือ การทำสาธารณประโยชน์ เรื่องนี้มีมาในประวัติของท้าวสักกเทวราช "มฆมาณพ" ฉะนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ข้าพเจ้าสามารถให้อะไร ได้แค่ไหนมากกว่า

เพราะ "บัณฑิตพึงทำตนให้ดีก่อน แล้วจึงสอนผู้อื่น จึงดี" ข้าพเจ้าเฝ้าพากเพียรทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพราะเมื่อหมดกิเลสแล้ว ข้าพเจ้าจ้กสามารถช่วยคนเหล่านี้ได้มากมายมหาศาลกว่าปัจจุบัน

ครูบาชัยวงศาพัฒนา เป็นตัวอย่างของผู้ที่จบกิจในพุทธศาสนาแล้ว ยังผลอันเอนกให้แก่ชาวเขาย่าน อ.ลี้ จ.ลำพูน มิใช่แต่เพียงชาตินี้ แต่ชาติต่อ ๆ ไปด้วย

ชาตินี้พวกเขาก็อยู่ดีกินดี เป็นหมู่บ้่านที่รักษาศีล ๕ กินมังสวิรัติทั้งหมู่บ้าน ชาติต่อ ๆ ไป เขาได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมคือพระอรหันต์ จึงยากแก่การตกต่ำ ไปอีกอย่างน้อยอีก ๕๐๐ ชาติ

ความประสงค์ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้แล

เรื่องปัญหาต่าง ๆ ของชาวปากะยอ มีวาระปัญหาซ่อนเร้นจุดด่างดำใต้วงแขนอีกมาก ไม่ว่าจักเป็นเรื่องที่ทำกิน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยาน ในความดูแลของกรมป่าไม้ ทำกระไรก็ไม่ใคร่สะดวก

จักพัฒนาไปในทางใดทางหนึ่ง ก็มี side-effect ตามมา เช่น พัฒนาให้มีถนนที่ดี ก็จักมีผู้บุกรุกป่ามากขึ้น เข้าไปจับจองที่ทำมาหากินมากขึ้น และเมื่อจับจองแล้วก็ยากแก่การขับไล่ ลำพังคนในชุมชนเองที่ทำกินก็ไม่พอแล้ว เมื่อการคมนาคมดีขึ้น เป็นธรรมดาที่จักมีนายทุนเข้าไปเก็งกำไรที่ดิน

เรื่องความมั่นคงก็เป็นประการหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึง ชาวเขาเหล่านี้ตั้งรกรากอยู่ในป่าเขตชายแดนทั้งสิ้น มีวัฒนธรรมประเพณีภาษาของตนเอง จนข้าพเจ้าอดสงสัยมิได้ว่า น่าจักเคยมี "รัฐกะเหรี่ยง" มาก่อน ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มีการสื่อสารกันภายในหมู่ของเขา หากเขาหวังดีกับประเทศไทย สมัยเมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล มีความวุ่นวายภายในเกิดขึ้น ชาวปากะยอเหล่านี้เองจักเป็นกันชนประเทศไทยจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากเป็นตรงข้าม ประเทศไทยก็อาจถูกซ้ำเติมเอาจากวิกฤต

ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวเขา ต้องเป็นไปแล้วแต่สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศของแต่ละท้องที่ด้วย ชาวเขาที่ จ.ตาก ก็มีปัญหาแบบหนึ่ง ที่เชียงใหม่ก็แบบหนึ่ง ที่แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำพูน หรือกาญจนบุรี ราชบุรี ก็แตกต่างกันไป จักเอาข้อมูลจากที่หนึ่ง ไปประเมินอีกที่หนึ่ง หรือเหมาโดยองค์รวมไม่ได้

เห็นด้วยอย่างยิ่งเรื่องแบตเตอร์รี่ รู้สึกที่ไหน ๆ ก็ประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน และเดี๋ยวนี้แบตลูกหนึ่งปาไปเกือบสามพัน ทางแม่ฮ่องสอนนี่เห็นว่า มีสัญญากับบริษัทฯที่สัมปทานเลย ถึงเวลา ๒-๓ ปีเขาจักมาเปลี่ยนแบตให้ (แต่เท่าที่เห็นก็ไม่เห็นมีใครได้เปลี่ยนสักที)

ขออนุโมทนาในความตั้งใจดี ๆ เช่นนี้ ครับ อยากให้มีคนมีจิตใจเช่นนี้มาก ๆ สังคมจักได้สงบสุขร่มเย็นเช่นเมืองไทยในอดีต

อีกประการหนึ่ง คนมากมายให้แต่ความเห็นดี ๆ แต่ไม่เคยลงมือทำ ท่านเป็นคนเพียงส่วนน้อยที่ได้ลงมือทำ แลตั้งใจจักทำให้ยิ่งขึ้น สาธุ สาธุ ขอความตั้งใจของท่านจงสำเร็จผลทุกประการ เทอญ ฯ

เจริญธรรม ฯ

Hot! Hot! Hot!

#5 By Dhammasarokikku on 2010-03-18 12:01

อิจฉานะเนี่ย ที่ได้สัมผัสกับอีกโลกหนึ่ง
เห็นเด็กๆ แต่งตัวมอซอ มองดูแล้วไร้เดียงสา เป็นความงดงามอีกรูปแบบหนึ่ง
ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตกทอดจากบรรพชน กับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสมดุลธรรมชาติ
บางทีเมื่อศิวิไลซ์ไปเยือน มีการปรับเปลี่ยนสมดุลธรรมชาติ ทรัยยากรที่เคยมีเคยเป็นก็แปรเปลี่ยนไป
ที่ทำคัญที่สุด ทรัพยากรมนุษย์ จิตคนถูกปรุงแต่งด้วยสภาพแวดล้อม ความอยู่รอด ปัญหาเรื่องปากท้อง สังคมใหม่ ความพร้อมรับในความเปลี่ยนแปลง ...
อ่านแล้วย้อนนึกถึงสมัยเรียน ชอบแบกเป้ขึ้นดอยไปพักบ้านชาวเขาชาวกะเหรี่ยง เป็นความรู้สึกที่ยากที่จะเลือนหายไปจากความทรงจำ

#4 By จั่นเจา on 2010-03-18 09:38

เคยอ่านเจอบ้านบนดอย ที่มีทีวี ตู้เย็น มอเตอร์ไซค์ เพิ่มขึ้นตามจำนวนคนหนุ่มสาวที่ลดลง ใครๆก็อยากสบาย อยากมีเหมือนคนอื่น แต่ด้วยของราคาเท่านี้ อาจจะต้องแลกด้วยแรงงานในเมืองหลายปี

ปัญหาอยู่ที่ เขาอยาก หรือไม่อยาก

ดีที่มีแรงเสริมอย่างที่คุณเจ้าชายน้อยทำนะ confused smile
บางทีเห็นฝรั่งมาตั้งโรงเรียนให้ มาสอนหนังสือให้ก็เกิดคำถามอยู่เหมือนกันว่า เพราะอะไรเราถึงต้องรอความช่วยเหลือที่มาจากที่ไกลขนาดนั้น

#3 By sorbet* on 2010-03-17 21:12

จริงๆที่คุณชายน้อยกล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งสิ้นครับ เราเอามาตรฐานเราไปเทียบ แต่อย่างไรก็ดี ผมว่าปัญหาพื้นฐานของคนไทยคือเรื่องของการศึกษา

การจะช่วยให้ล้อตอโกรพัฒนาอย่างบูรณาการนั้น ต้องใช้เวลาหลายสิบปีทีเดียว แล้วต้องพึ่งหน่าวยงานรัฐและเอกชนด้วย

อย่างเช่น การเลี้ยงสัตว์ ควรมีการบริจาคสัตว์และสอนเรื่องการดูแลเลี้ยงดู เพื่อดึงคนท้องถิ่นไม่ให้ไปไหน แล้วทำมาหากินได้ด้วยเป็นต้น

แต่การระดมเงินไปช่วยแบบที่คุณชายน้อยทำก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดีมากเช่นกันครับ

#2 By มนุษย์กล่อง on 2010-03-17 19:18

สิ่งที่มีค่าที่จะติดตัวคนเราไปจนวันตายคือความรู้ บางครั้งความรู้ไปไม่ถึงตัวเพราะห่างไกลความเจริญ หรือบางทีมีโอกาสที่จะได้ความรู้แต่ก็แพ้วัตถุนิยมที่เป็นแรงผลักดันให้ลงมาแสวงหาเงินเพื่อซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก และความมีหน้ามีตา ปัญหาเหล่านี้มีกระจายไปตั้งแต่พื้นราบถึงยอดดอย คงต้องเริ่มเปลี่ยนกันที่ค่านิยมbig smile

#1 By catch me if u can (58.8.187.113) on 2010-03-17 19:06

Facebook