สวัสดีครับ เอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่สุดท้ายในซีรีส์ ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย แล้วนะครับ ซึ่งในครั้งนี้ผมจะพาท่านเร่งเวลาขึ้นมาอีกหลายสิบล้านปี หลุดจากยุคไดโนเสาร์เข้าสู่ยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผ่านยุคน้ำแข็ง เข้าสู่ยุคหิน ซึ่งมนุษย์ได้เริ่มรู้จักใช้สองสิ่งที่มีค่าที่สุดในตัวมนุษย์ นั่นก็คือ สมองและสองมือ

โดยสถานที่ที่ผมจะพาไปชม ก็เกี่ยวกับมนุษย์นั่นเอง สถานที่ที่ว่านี้ก็คือ ผาแต้ม แหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทย

ผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ใน 3 อำเภอของจังหวัด อุบลราชธานี  ภายในพื้นที่อุทยานมีแหล่งท่องเที่ยวให้เที่ยวชมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก , หน้าผา , ถ้ำ , ป่าไม้ , แม่น้ำโขง และที่เป็นจุดเด่นก็เห็นจะเป็น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม ที่ ผาชะนะได กับ เสาเฉลียง และที่ๆผมจะพาไปชมต่อไป ซึ่งก็คือผาแต้ม แหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปีก่อนประวัติศาสตร์

ด้วยความกว้างใหญ่ของอุทยานฯ ถ้าอยากจะเที่ยวชมให้ทั่วก็ควรจะเดินทางกันไปตั้งแต่เช้า หรือจะไปหาที่พักค้างแรมล่วงหน้า แถว อ.โขงเจียม หรือกางเต๊นท์ในอุทยานฯก็ได้ แต่สำหรับผม มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ ผาแต้ม เพื่อที่จะไปชมภาพเขียนสีโบราณบนหน้าผาเท่านั้น

ก่อนที่จะเข้าไปยังผาแต้ม เราจะต้องผ่านเสาเฉลียงก่อน ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ก็เลยต้องขอพักถ่ายรูปเสียหน่อย อีกอย่างก็เป็นการพักเหนื่อยด้วย เพราะขี่มอเตอร์ไซค์มาไกลเกือบ 100 กิโล

เสาเฉลียง เป็นเสาหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยลมและฝนที่กัดเซาะไปบนชั้นหินที่เป็นหินคนละชนิดกัน โดยจะสังเกตได้จากสีของหินที่ด้านล่างจะมีสีอ่อน แต่ส่วนบนเป็นสีำเข้ม รูปร่างของเสาหินมีลักษณะคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่ บางแห่งก็ดูเหมือนบ้านที่มีหลังคาขนาดใหญ่ คำว่า เสาเฉลียง เป็นภาษาถิ่นที่แผลงมาจากคำว่า สะเลียง ที่หมายถึง เสาหิน นั่นเอง

ขับรถมาตามถนนอีก 3 กิโลเมตร ก็จะพบกับที่จอดรถกว้างใหญ่ ซึ่งพื้นที่ที่เราอยู่บนนี้นั้น เป็นลานหินขนาดใหญ่มาก ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การเดินทางเข้าไปชมผาแต้มต่อจากนี้จะต้องไปด้วยการเดินเท้าเพียงเท่านั้น ครับ

เมื่อมองจากบริเวณที่จอดรถและที่ทำการของอุทยานฯ เราก็จะเห็นแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่และแผ่นดินสองฝั่งโขงอันสวยงาม ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นชายแดนประเทศลาวครับ

การจะไปชมผาแต้มจะต้องเดินลงมาจากหน้าผา ซึ่งมีลักษณะเป็นชะง่อนผา ที่นี่เอง ที่มนุษย์ยุคหินเค้าคงใช้เป็นที่พักอาศัย หลบแดด หลบฝนและหลบน้ำท่วมจากแม่น้ำโขง ดู ๆ ไป น่าจะเป็นชัยภูมิที่มั่นคงและให้ความปลอดภัยเป็นอย่างดีทีเดียวครับ

เมื่อเดินลงมาตามบันไดที่ทางการสร้างไว้ ก็จะพบกับทางเดินขนานไปกับแนวชะง่อนผ่า ตรงจุดนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังแข็งแรงอยู่ไม่ต้องกลัวครับ เพราะว่าบันไดทำไว้ดีทีเดียว ส่วนระยะทางขึ้น-ลง ก็ำไม่ไกลเท่าไหร่นัก

ภาพเขียนสีชุดแรกที่ชื่อว่า กลุ่มภาพเขียนสีผาขาม รอเราอยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก เป็นกลุ่มภาพเขียนที่ประกอบไปด้วย ช้างที่ไม่สมบูรณ์ 1 รูป รูปปลา 3 รูป เต่า และอุปกรณ์ดักปลาที่ภาษาอีสานเรียกว่า ตุ้ม จริง ๆ แล้ว นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่า ผาขามนี้คงจะมีภาพวาดอยู่หลายภาพ แต่ผนังส่วนใหญ่ของหน้าผาได้ถล่มลงมา จึงเหลือภาพให้เห็นเพียงเท่านี้

รูปช้างที่เหลือให้เห็นแต่ช่วงท้ายลำตัว ขาสองข้างและหาง

ปลาขนาดใหญ่ 2 ตัว กับตัวเล็กหนึ่งตัว , เต่า และตุ้มขนาดต่าง ๆ

ภาพเขียนสีตามหน้าผา หรือถ้ำนั้น ภาษาอังกฤษจะเรียกกันว่า Cave หรือว่า Rock Painting ส่วนใหญ่แล้วก็จะค้นพบภายในถ้ำ หรือหน้าผาหิน ตามชื่อเรียกนั่นแหละ โดยมากแล้ว จะพบในทวีปยุโรป ที่พบมากก็คือในฝรั่งเศสและสเปน ส่วนทวีปอื่น ๆ ก็มีค้นพบทุกทวีป สำหรับเอเชียแล้ว ก็มีที่อินเดีย ไทย พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียเท่านั้น ซึ่งตรงนี้นี่เอง ที่คิดกันไปได้ว่า ก่อนที่ชาวไท จะอพยพมาจากจีน ตามที่เรียนกันมาในหนังสือประวัติศาสตร์นั้น จริง ๆ แล้ว มีคนซึ่งเป็นชาวถิ่นดั้งเดิมอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาก่อนแล้ว

ภาพเขียนสีที่ค้นพบตามถ้ำต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น มีลักษณะที่คล้าย ๆ กันคือ ใช้สีแดง ซึ่งเป็นสีที่มีส่วนผสมของสนิมเหล็ก หรือ เหล็กออกไซด์ เป็นส่วนประกอบหลัก ส่วนภาพวาดนั้น ฮ็อทฮิตอันดับหนึ่งคือภาพสัตว์ ได้แก่ วัว , ควายป่า ,  หมาป่า  หรือสัตว์สี่เท้า ซึ่งพบได้ตามพื้นที่นั้น ๆ รองลงมาก็เป็นภาพฝ่ามือ หรือภาพที่เกิดจากนิ้วมือ , ฝ่ามือลากไปมา ที่เรียกว่า Finger-Flutting ซึ่งของไทยเองก็มี และภาพแนวแอ๊บแสตรค (Abstract) คือดูแล้วไม่รู้เรื่องนั่นเอง ส่วนภาพคนนั้น บางแห่ง อย่างเช่นในยุโรป จะไม่นิยมวาดกัน เพราะความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ แต่ถ้าเป็นแถบ ออสเตรเลีย รวมถึงบ้านเรา ก็จะนิยมวาดรูปคนด้วย

ถัดจากผาขาม ก็จะเป็นผาแต้ม ซึ่งเป็นผาที่มีภาพเยอะ และแนวของภาพยาวที่สุดคือ ยาวประมาณ 180 เมตร และมีภาพกว่า 300 ภาพ ภาพที่อยู่บนหน้าผานี้มีสภาพสมบูรณ์มาก เนื่องจากมีหินยื่นออกมาด้านบนบดบังแนวหน้าผานี้ เป็นเหมือนหลังคากันแดดกันฝน ดังนั้นภาพเขียนสีกลุ่มนี้ จึงอยู่ทนมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้

ภาพวาดบนผานี้ก็มีมากมาย ตั้งแต่ คน , ว้ว , สุนัข , กวาง , หมู  , ฝ่ามือ , ตุ้ม ฯลฯ

ภาพแนวที่เรียกว่า Finger-Flutting

ที่ผานี้จะมีนั่งร้านขนาดใหญ่ให้เราขึ้นไปชมภาพโดยไม่ต้องแหงนหน้ามองได้ด้วย ดีมาก ๆ เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่มี เวลามาที่นี่จะมองภาพไม่ค่อยชัด เนื่องจากภาพอยู่สูง เวลาถ่ายรูปออกมาก็จะไม่ค่อยได้ภาพอะไรด้วย พอมีนั่งร้านนี้แล้วก็ช่วยได้มากเลยทีเดียว

ถัดจากผาแต้มไป ก็จะเป็นผาหมอน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 700 เมตร ซึ่งเค้าว่าไว้อย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้ว ผมว่าน่าจะเกินกว่านั้นเล็กน้อย ณ จุึดนี้จะมีป้ายเขียนไว้ว่า ไปผาหมอนอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งจะมีทางย้อนกลับขึ้นไปยังลานจอดรถได้ แต่เจ้าประคุณรุนช่้องเอ๊ยยยยย 2 กิโลที่ว่านี้เห็นทีจะเป็น 2 กิโลแม้ว หรือไม่ก็วัดเฉพาะจากจุดนั้นถึงผาหมอน แต่ลืมบอกคนอ่านว่า ต้องต่อไปอีก 3 กิโล จึงจะถึงลานจอดรถ ไอ้ผมมาแล้วก็อยากจะเห็นให้หมด เห็นว่า 2 กิโลใช้เวลาไม่นานก็เลยเดินต่อไป

ระหว่างทางก็จะมีทางน้ำไหลจากหน้าผาลงมาเป็นละอองบ้าง เป็นสายบ้าง พอให้เย็นชื่นใจ แต่ก็ต้องระวัง เพราะทางเดินจะลื่น และยิ่งถ้ามาหน้าฝน น้ำจะไหลเป็นน้ำตกเลยทีเดียว

 

และแล้วก็เดินมาถึงผาหมอนน้อย จุดนี้เป็นอีกจุดที่มีภาพเขียนสีที่สวยงาม ชัดเจน และงง ๆ ว่า คนสมัยนั้นเค้าคิดอะไร ลองดูตามภาพเสก็ตบนป้ายก็ได้ครับ 

เท่าที่เห็นก็จะเห็นภาพที่มีลักษณะคล้ายแผนที่ หรือบางทีอาจจะเป็นเส้นทางของสถานที่ใดสักแห่ง หรือไม่ก็ลำแม่น้ำโขงก็เป็นได้ ริมซ้ายล่างก็เหมือนภาพคนยิงธนู กำลังง้างสายธนูเล็งศรไปยังสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายวัวกระทิง ซึ่งเค้าก็สันนิษฐานกันไปอีกว่า อาจจะเป็นกูปรี สัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว และเคยมีอยู่เยอะในแถบภาคอีสานนี้

ส่วนตรงกลางที่เป็นฝ่ามือ มีลักษณะคล้ายทุ่งหญ้า หรือทุ่งนา ตรงกลางก็มีสัตว์สี่เท้า คล้ายหนู หรือสุนัข ซึ่งภาพนี้น่าจะบอกว่า พื้นที่ใกล้ ๆ กันนี้ คงจะเป็นทุ่งหญ้า หรือถ้าแจ่มกว่านี้ ก็คงจะเป็นทุ่งนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สมัยนั้นมีการทำนากันแล้ว แต่ก็ยังหาข้อพิสูจน์อะไรไม่ได้ อีกข้อสมมติฐานก็คือ อาจจะเป็นไปได้ว่า สัตว์ที่เห็นนั้นไม่ใช่สัตว์ป่า แต่เป็นสัตว์เลี้ยงหรือปศุสัตว์

ลายเส้นแปลก ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นลายแทง หรือตัวอะไร

รูปนี้สิยิ่งแปลก ไปเขียนตรงหินที่รูปทรงเหมือนถูกตัดออกน่าฉงนยิ่งนัก

 อันนี้เป็นลายเส้นขีด ๆ และฝ่ามือ ดูไม่รู้เรื่องเช่นกัน

เลยจากผาหมอนน้อยนี้ จากข้อมูลในเว็บบอกว่า มีอยู่จุดหนึ่งที่เป็นภาพของผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นสั้น หรือกระโปรง สามารถเห็นได้ชัด และอยู่ใกล้จนสามารถเอามือไปสัมผัสได้ แต่จากที่ผมเดินสำรวจดู ไม่ยักจะเห็น ไม่รู้ว่าเดินผ่านไปตอนไหน

การศึกษาภาพเขียนสีของไทยทำให้พอจะทราบถึงความเป็นอยู่ของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ ว่ากินอยู่อย่างไร อย่างน้อย ๆ เราก็ได้รู้ว่า สมัยนั้น มีช้าง , วัว , ควาย , หมา และปลา และเค้าล่าสัตว์เป็นอาหาร ด้วยอาวุธซึ่งก็คือ ธนู  รู้จักการดักจับปลาด้วยเครื่องมือพิเศษ นั่นแสดงให้เห็นว่า เค้ารู้จักการประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง และรู้จักการทอผ้า เพื่อมาทำเครื่องนุ่งห่ม และแน่นอนรู้จักศิลปะที่เรียกว่า การวาดภาพ

เมื่อชมภาพเขียนสีชุดที่ 3 หรือ 4 นี้จบแล้ว ผมแนะนำให้ Turn Around และเดินกลับไปตามทางเดิมเสียแต่โดยดี เพราะหากคุณตัดสินใจเดินต่อเหมือนผม จะรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่บัดซบเสียนี่กระไร ที่ดันหลงไปเชื่อป้ายบอกทาง ว่าอีก 2 กิโลจะถึงจุดจอดรถ และจะได้กลับเสียที

แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่าเรากำลังจะเดินอ้อมหน้าผากันเลยทีเดียว ผมจำได้ว่าตอนที่ขี่รถผ่านเข้ามาเห็นทางแยกไปผาหมอนก่อนถึงจุดจอดรถผาแต้ม ประมาณ 5 กิโล ซึ่งนั่นแหละคือระยะทางที่เราจะเดินต่อจากนี้ไป โอ้วมายก็อด แต่ถ้าคุณคิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว และสุขภาพคุณแข็งแรงพอ ก็เดินไปเถอะครับ ธรรมชาติสองข้างทางก็พอดูได้อยู่

ระหว่างทางเดิน ก็จะพบกับป่าไผ่ และวิวริมแม่น้ำโขงครับ เมื่อเดินไปจนถึงจุดที่เป็นทางขึ้นจากหน้าผา ก็จะพบกับลานหิน ที่มีรูปร่างแปลกตา กับป่าเบญจพรรณ ซึ่งก็ต้องเดินบุกป่าฝ่าดงกันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง

และก็เห็นลานจอดรถแล้ว โอ้แม่เจ้า นี่กรูเดินอ้อมเขามาหรือฟะเนี่ย พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ผมเลยต้องเร่งฝีเท้าสักเล็กน้อย เพื่อจะได้รีบกลับจากที่นี่ จะว่าไปแล้ว ถ้าวันนั้นฟ้าโปร่ง ผมคงอยู่รอชมพระอาทิตย์ตกแล้ว แต่นี่เมฆเต็มไปหมด เลยไม่มีประโยชน์ที่จะอ้อยอิ่งรอพระอาทิตย์ตกดิน ดีไม่ดี ฝนตกขึ้นมาอีกจะซวยเอา

ขากลับมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อยครับ คือว่าน้ำมันหมดเอากลางทาง แต่โชคดีมาก ๆ ที่ไปหมดเอาตรงแหล่งชุมชนที่มีปั๊มน้ำมันพอดิบพอดี เพราะถ้าไม่มีปั๊มนี่ผมนึกภาพตัวเองไม่ออกเลยครับคงจะต้องเข็นรถยาวจนกว่าจะเจอปั๊มแน่ๆ  เพราะว่าถ้าจะให้นอนข้างถนน คงไม่ไหวกระมัง กลัวยุงหาม อาจจะเอามาลาเรียกลับมาด้วยก็ได้

เกือบตลอดเส้นทางขากลับ ถนนมืดมาตลอดทางครับ เพราะเลือกเส้นที่สั้นกว่าถนนสายหลัก ก็หวาดเสียวดีเหมือนกัน แต่ก็ขับผ่านมาได้จนปลอดภัย

สำหรับแหล่งภาพเขียนสี และเรื่องราวยุคก่อนประวัติศาสตร์ในช่วง 3,000-5,000 ปีก่อนของไทยนั้น ท่านสามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสถานที่เหล่านี้ครับ

  1. ประตูผา จ. ลำปาง
  2. ถ้ำผีหัวโต จ.กระบี่ 
  3. เขาเขียน อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
  4. จ.อุดรธานี ทั้งจังหวัด ซึ่งมีถ้ำที่มีภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่มาก ได้แก่ ถ้ำวัว,ถ้ำคน,ถ้ำเต่า,ถ้ำสิงห์ ฯลฯ และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
  5. วัดเขาจันทน์งาม จ.นครราชสีมา

ก็จบแล้วครับ สำหรับบทความพิเศษ ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ ในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตอน ความจริงอยากจะทำให้เยอะกว่านี้ ยังขาดอีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งขุดค้นซากช้างดึกดำบรรพ์แถว ๆ อ.ท่าช้างและ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ที่มีช้างโบราณเกือบทุกสายพันธุ์ ขาดก็แต่แมมมอธ กับช้างแอฟริกัน , เหมืองถ่านหินแม่เมาะ ที่ขุดค้นพบซากฟอสซิล หมาหมี ที่มีชื่อว่า "แม่เมาะซิออน โพธิสัตย์ติ" อายุ 13 ล้านปี ทีเดียวในทวีปเอเชีย, แหล่งค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ และแหล่งซากฟอสซิลปลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ภูน้ำจั้น ในจังหวัดกาฬสินธุ์ และที่สำคัญที่สุด ก็พิพิธภัณฑ์ และอุทยานแห่งชาติภูเวียงซึ่งเป็นแหล่งค้นพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่ีงสถานที่ที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้ามีโอกาส ผมก็จะไปให้เห็นกับตา และมาเขียนถึงต่อไปครับ แต่สำหรับการเดินทางไปภาคอีสานเที่ยวนี้ของผม ขอจบการแนะนำไว้เพียงเท่านี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบท ความพิเศษชุดนี้ จะมีประโยชน์ต่อบุคคลที่สนใจในเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และจุดประกายให้เยาวชนรุ่นใหม่ ๆ ได้สนใจในศาสตร์แขนงนี้ ซึ่งในบ้านเรายังมีน้อย และยังมีซากฟอสซิลอีกมายมายรอให้ขุดค้นพบ และจำแนกออกมา ซึ่งในอนาคตหากมีการขุดค้นพบซากฟอสซิลที่สำคัญ ๆ เพิ่มเติมขึ้นอีก ประเทศไทยก็จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย และทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทย มีความหลากหลายยิ่งกว่าที่ใดในโลกครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด อ่านแล้ว อย่านิ่งเฉยครับ หาโอกาสไปเที่ยวหใ้ได้สักครั้งหนึ่ง เพราะว่าสถานที่จริง ๆ นั้น ให้อะไรมากกว่าแค่ที่เห็นจากรูปและตัวหนังสือครับ

Entry Series ตอนอื่น ๆ

 

Comment

Comment:

Tweet

สาธุ สาธุ สาธุค่า

เช้านี้ แม่ตัวน้อย คงไม่เป็น Blue Friday แว้วววววว ชอบจริงๆ เกิดดับเกิดดับเนี่ยะ

big smile big smile big smile big smile big smile

#14 By aphrodite (110.77.145.108) on 2010-03-26 08:02

เรื่องความเป็นห่วง ความกังวล มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิด แต่เกิดแล้วก็ต้องรู้ และดับมันครับพี่

ผมว่าถ้ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าเค้าอยากทำก็ให้เค้าทำเถอะครับ แล้วก็กำชับเค้าว่าเราเป็นห่วง อย่าทำอะไรที่มันไม่ดี แล้วจะทำอะไรให้ศึกษาหาข้อมูลให้ดี เราก็จะสามารถปิดประตูความเสี่ยงได้ครับ

#13 By เจ้าชายน้อย on 2010-03-17 09:40

แม้นว่า แม่ตัวน้อยจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ ครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชาย ที่ควรจะ Aventure ตามหาฝันของตัวเอง ...

หึๆ แต่พอลองมาปรับใช้กับวิถึของครอบครัวตัวน้อย หากวันนึง .. เจ้าตัวน้อย เค้าอยากจะเจริญรอยตามคุณน้าเจ้าชายน้อยบ้าง ไอ้หยา... แหมตัวน้อยล่ะหวั่นจิต ว่า มันปลอดภัย ไร้กังวล เหมือนคุณน้าเค้ารึเปล่าเนี่ยะ

555555 surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile

#12 By aphrodite (110.77.145.108) on 2010-03-17 07:51

สารคดีมากมาย เสียดายที่บางรูปไม่ชัดไปบ้างแต่ว่าได้ความรู้เต็มๆเลย
ผาแต้มอ่าน ๆ ดูรูปแล้วดูสวยมากเลย
อยากไปเที่ยวมั้งจังเลยครับ big smile Hot!

#10 By PANTHONG on 2010-03-14 12:29

ยังไม่เคยไปเลย

big smile

#9 By caffeineaddict on 2010-03-14 09:43

ไปมาแล้วครับเมื่อหลายปีก่อน แอบร้อน ส่งโปสการ์ดจากที่นี่ถึงบ้านใช้เวลานานทีเดียว น่าจะเกือบสองอาทิตย์ได้

#8 By Cherokee on 2010-03-14 01:57

ขี่แบบนี้ลุยมากค่ะ
เคยไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน ไปตอนดอกไม้บนลานหินบาน
ชอบมากๆconfused smile

#7 By sorbet* on 2010-03-13 22:06

ไปมาแล้วค่ะ..
เดินจนเหนื่อย

big smile

#6 By PunPrai on 2010-03-13 20:28

สวยงามทั้งรูปและมรดกความทรงจำของอารยธรรมครับHot!
เก่าแก่จริงๆค่ะ
เอิ่ม ขี่รถตอนกลางคืนมันน่ากลัวนะคะ sad smile
ดีที่เรื่องปาหินซาไปแล้ว

#4 By P £ ã r y ♥ on 2010-03-13 19:28

คุณตุ้ยเกิดอุบลเหรอครับเนี่ย

เป็นจังหวัดที่มีของกินอร่อย ๆ เยอะ และเป็นเอกลักษณ์มาก ๆ เลยครับ นี่ก็อยากกินก๋วยเตี๋ยวญวณอีก หากินในกรุงเทพฯ หรือ สัตหีบยากมาก

#3 By เจ้าชายน้อย on 2010-03-13 18:58

คุณชายน้อยไปเยี่ยมบ้านเกิดผมเหรอเนี่ย ... Motorcycle Diary มากๆ Hot!

#2 By ตุ้ย since 2006 on 2010-03-13 18:54

ผาแต้มสวยนะคะ แต่เที่ยวแบบคุณเจ้าชายน้อยมีลุ้นตลอด ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่ามั๊ยคะbig smile

#1 By ิcatch me if u can (58.8.252.29) on 2010-03-13 18:26

Facebook