สวัสดีครับ เอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่สุดท้ายในซีรีส์ ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย แล้วนะครับ ซึ่งในครั้งนี้ผมจะพาท่านเร่งเวลาขึ้นมาอีกหลายสิบล้านปี หลุดจากยุคไดโนเสาร์เข้าสู่ยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผ่านยุคน้ำแข็ง เข้าสู่ยุคหิน ซึ่งมนุษย์ได้เริ่มรู้จักใช้สองสิ่งที่มีค่าที่สุดในตัวมนุษย์ นั่นก็คือ สมองและสองมือ

โดยสถานที่ที่ผมจะพาไปชม ก็เกี่ยวกับมนุษย์นั่นเอง สถานที่ที่ว่านี้ก็คือ ผาแต้ม แหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทย

ผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ใน 3 อำเภอของจังหวัด อุบลราชธานี  ภายในพื้นที่อุทยานมีแหล่งท่องเที่ยวให้เที่ยวชมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก , หน้าผา , ถ้ำ , ป่าไม้ , แม่น้ำโขง และที่เป็นจุดเด่นก็เห็นจะเป็น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม ที่ ผาชะนะได กับ เสาเฉลียง และที่ๆผมจะพาไปชมต่อไป ซึ่งก็คือผาแต้ม แหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปีก่อนประวัติศาสตร์

ด้วยความกว้างใหญ่ของอุทยานฯ ถ้าอยากจะเที่ยวชมให้ทั่วก็ควรจะเดินทางกันไปตั้งแต่เช้า หรือจะไปหาที่พักค้างแรมล่วงหน้า แถว อ.โขงเจียม หรือกางเต๊นท์ในอุทยานฯก็ได้ แต่สำหรับผม มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ ผาแต้ม เพื่อที่จะไปชมภาพเขียนสีโบราณบนหน้าผาเท่านั้น

ก่อนที่จะเข้าไปยังผาแต้ม เราจะต้องผ่านเสาเฉลียงก่อน ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ก็เลยต้องขอพักถ่ายรูปเสียหน่อย อีกอย่างก็เป็นการพักเหนื่อยด้วย เพราะขี่มอเตอร์ไซค์มาไกลเกือบ 100 กิโล

เสาเฉลียง เป็นเสาหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยลมและฝนที่กัดเซาะไปบนชั้นหินที่เป็นหินคนละชนิดกัน โดยจะสังเกตได้จากสีของหินที่ด้านล่างจะมีสีอ่อน แต่ส่วนบนเป็นสีำเข้ม รูปร่างของเสาหินมีลักษณะคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่ บางแห่งก็ดูเหมือนบ้านที่มีหลังคาขนาดใหญ่ คำว่า เสาเฉลียง เป็นภาษาถิ่นที่แผลงมาจากคำว่า สะเลียง ที่หมายถึง เสาหิน นั่นเอง

ขับรถมาตามถนนอีก 3 กิโลเมตร ก็จะพบกับที่จอดรถกว้างใหญ่ ซึ่งพื้นที่ที่เราอยู่บนนี้นั้น เป็นลานหินขนาดใหญ่มาก ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การเดินทางเข้าไปชมผาแต้มต่อจากนี้จะต้องไปด้วยการเดินเท้าเพียงเท่านั้น ครับ

เมื่อมองจากบริเวณที่จอดรถและที่ทำการของอุทยานฯ เราก็จะเห็นแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่และแผ่นดินสองฝั่งโขงอันสวยงาม ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นชายแดนประเทศลาวครับ

การจะไปชมผาแต้มจะต้องเดินลงมาจากหน้าผา ซึ่งมีลักษณะเป็นชะง่อนผา ที่นี่เอง ที่มนุษย์ยุคหินเค้าคงใช้เป็นที่พักอาศัย หลบแดด หลบฝนและหลบน้ำท่วมจากแม่น้ำโขง ดู ๆ ไป น่าจะเป็นชัยภูมิที่มั่นคงและให้ความปลอดภัยเป็นอย่างดีทีเดียวครับ

เมื่อเดินลงมาตามบันไดที่ทางการสร้างไว้ ก็จะพบกับทางเดินขนานไปกับแนวชะง่อนผ่า ตรงจุดนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังแข็งแรงอยู่ไม่ต้องกลัวครับ เพราะว่าบันไดทำไว้ดีทีเดียว ส่วนระยะทางขึ้น-ลง ก็ำไม่ไกลเท่าไหร่นัก

ภาพเขียนสีชุดแรกที่ชื่อว่า กลุ่มภาพเขียนสีผาขาม รอเราอยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก เป็นกลุ่มภาพเขียนที่ประกอบไปด้วย ช้างที่ไม่สมบูรณ์ 1 รูป รูปปลา 3 รูป เต่า และอุปกรณ์ดักปลาที่ภาษาอีสานเรียกว่า ตุ้ม จริง ๆ แล้ว นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่า ผาขามนี้คงจะมีภาพวาดอยู่หลายภาพ แต่ผนังส่วนใหญ่ของหน้าผาได้ถล่มลงมา จึงเหลือภาพให้เห็นเพียงเท่านี้

รูปช้างที่เหลือให้เห็นแต่ช่วงท้ายลำตัว ขาสองข้างและหาง

ปลาขนาดใหญ่ 2 ตัว กับตัวเล็กหนึ่งตัว , เต่า และตุ้มขนาดต่าง ๆ

ภาพเขียนสีตามหน้าผา หรือถ้ำนั้น ภาษาอังกฤษจะเรียกกันว่า Cave หรือว่า Rock Painting ส่วนใหญ่แล้วก็จะค้นพบภายในถ้ำ หรือหน้าผาหิน ตามชื่อเรียกนั่นแหละ โดยมากแล้ว จะพบในทวีปยุโรป ที่พบมากก็คือในฝรั่งเศสและสเปน ส่วนทวีปอื่น ๆ ก็มีค้นพบทุกทวีป สำหรับเอเชียแล้ว ก็มีที่อินเดีย ไทย พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียเท่านั้น ซึ่งตรงนี้นี่เอง ที่คิดกันไปได้ว่า ก่อนที่ชาวไท จะอพยพมาจากจีน ตามที่เรียนกันมาในหนังสือประวัติศาสตร์นั้น จริง ๆ แล้ว มีคนซึ่งเป็นชาวถิ่นดั้งเดิมอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาก่อนแล้ว

ภาพเขียนสีที่ค้นพบตามถ้ำต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น มีลักษณะที่คล้าย ๆ กันคือ ใช้สีแดง ซึ่งเป็นสีที่มีส่วนผสมของสนิมเหล็ก หรือ เหล็กออกไซด์ เป็นส่วนประกอบหลัก ส่วนภาพวาดนั้น ฮ็อทฮิตอันดับหนึ่งคือภาพสัตว์ ได้แก่ วัว , ควายป่า ,  หมาป่า  หรือสัตว์สี่เท้า ซึ่งพบได้ตามพื้นที่นั้น ๆ รองลงมาก็เป็นภาพฝ่ามือ หรือภาพที่เกิดจากนิ้วมือ , ฝ่ามือลากไปมา ที่เรียกว่า Finger-Flutting ซึ่งของไทยเองก็มี และภาพแนวแอ๊บแสตรค (Abstract) คือดูแล้วไม่รู้เรื่องนั่นเอง ส่วนภาพคนนั้น บางแห่ง อย่างเช่นในยุโรป จะไม่นิยมวาดกัน เพราะความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ แต่ถ้าเป็นแถบ ออสเตรเลีย รวมถึงบ้านเรา ก็จะนิยมวาดรูปคนด้วย

ถัดจากผาขาม ก็จะเป็นผาแต้ม ซึ่งเป็นผาที่มีภาพเยอะ และแนวของภาพยาวที่สุดคือ ยาวประมาณ 180 เมตร และมีภาพกว่า 300 ภาพ ภาพที่อยู่บนหน้าผานี้มีสภาพสมบูรณ์มาก เนื่องจากมีหินยื่นออกมาด้านบนบดบังแนวหน้าผานี้ เป็นเหมือนหลังคากันแดดกันฝน ดังนั้นภาพเขียนสีกลุ่มนี้ จึงอยู่ทนมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้

ภาพวาดบนผานี้ก็มีมากมาย ตั้งแต่ คน , ว้ว , สุนัข , กวาง , หมู  , ฝ่ามือ , ตุ้ม ฯลฯ

ภาพแนวที่เรียกว่า Finger-Flutting

ที่ผานี้จะมีนั่งร้านขนาดใหญ่ให้เราขึ้นไปชมภาพโดยไม่ต้องแหงนหน้ามองได้ด้วย ดีมาก ๆ เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่มี เวลามาที่นี่จะมองภาพไม่ค่อยชัด เนื่องจากภาพอยู่สูง เวลาถ่ายรูปออกมาก็จะไม่ค่อยได้ภาพอะไรด้วย พอมีนั่งร้านนี้แล้วก็ช่วยได้มากเลยทีเดียว

ถัดจากผาแต้มไป ก็จะเป็นผาหมอน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 700 เมตร ซึ่งเค้าว่าไว้อย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้ว ผมว่าน่าจะเกินกว่านั้นเล็กน้อย ณ จุึดนี้จะมีป้ายเขียนไว้ว่า ไปผาหมอนอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งจะมีทางย้อนกลับขึ้นไปยังลานจอดรถได้ แต่เจ้าประคุณรุนช่้องเอ๊ยยยยย 2 กิโลที่ว่านี้เห็นทีจะเป็น 2 กิโลแม้ว หรือไม่ก็วัดเฉพาะจากจุดนั้นถึงผาหมอน แต่ลืมบอกคนอ่านว่า ต้องต่อไปอีก 3 กิโล จึงจะถึงลานจอดรถ ไอ้ผมมาแล้วก็อยากจะเห็นให้หมด เห็นว่า 2 กิโลใช้เวลาไม่นานก็เลยเดินต่อไป

ระหว่างทางก็จะมีทางน้ำไหลจากหน้าผาลงมาเป็นละอองบ้าง เป็นสายบ้าง พอให้เย็นชื่นใจ แต่ก็ต้องระวัง เพราะทางเดินจะลื่น และยิ่งถ้ามาหน้าฝน น้ำจะไหลเป็นน้ำตกเลยทีเดียว

 

และแล้วก็เดินมาถึงผาหมอนน้อย จุดนี้เป็นอีกจุดที่มีภาพเขียนสีที่สวยงาม ชัดเจน และงง ๆ ว่า คนสมัยนั้นเค้าคิดอะไร ลองดูตามภาพเสก็ตบนป้ายก็ได้ครับ 

เท่าที่เห็นก็จะเห็นภาพที่มีลักษณะคล้ายแผนที่ หรือบางทีอาจจะเป็นเส้นทางของสถานที่ใดสักแห่ง หรือไม่ก็ลำแม่น้ำโขงก็เป็นได้ ริมซ้ายล่างก็เหมือนภาพคนยิงธนู กำลังง้างสายธนูเล็งศรไปยั