สวัสดีครับ พักเรื่องตามรอยฯนี้ไปเป็นเดือนเลยทีเดียว คราวนี้ผมกลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะแนะนำสถานที่ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ สถานที่ต่อไป ซึ่งความจริงเอนทรี่นี้จะเป็นคิวของ พิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ภูเวียง โดยจะอาศัยภาพและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่พอได้เห็นภาพและอ่านข้อมูลต่าง ๆ แล้ว ก็พบว่า คงจะดีกว่า ถ้าเราได้ไปเห็นเอง ถ่ายภาพ หาข้อมูลเอง จากสถานที่จริง ดังนั้น เอนทรี่นี้ผมจึงขอข้ามมาที่ พิพิธัภัณฑ์สิรินธร แทนครับ เพราะไปเอง และขลุกอยู่ที่นี่เกือบทั้งวัน ส่วนที่ภูเวียงนั้น จะขอเวลาเดินทางไปเก็บข้อมูลเพื่อมาทำให้ Entry Series นี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

มาเข้าเรื่องเอนทรี่วันนี้เลยดีกว่าครับ เพราะเรื่องและรูปเยอะมากเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์สิรินธร อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งอยู่ในบริเวณ ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ห่างจากตัวเมือง 39 กม. จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ที่ ซากดึกดำบรรรพ์ ซึ่งถูกใจเด็ก ๆ และผู้ใหญ่หัวใจเด็กอย่างผมมากมายครับ

เมื่อเข้ามาในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ เราก็จะเริ่มเห็นรูปปั้นไดโนเสาร์อยู่ตามข้างทาง และในเมือง โดยเฉพาะในสวนสาธารณะต่าง ๆ จะมีรูปปั้นไดโนเสาร์ให้เห็นตลอด แสดงให้เห็นว่าชาวกาฬสินธุ์เค้าชูไดโนเสาร์ให้เป็นดาวเด่นของจังหวัดนั่นเองครับ ถ้าเบื่อ ๆ แพนด้า ที่เชียงใหม่ ผมว่ามาหย่อนใจชมไดโนเสาร์ที่กาฬสินธุ์ก็ไม่เลวนะครับ

รูปปั้นไดโนเสาร์
ไดโนเสาร์กลุ่มแรกที่ผมได้พบเห็นเมื่อเข้าจังหวัด กาฬสินธุ์จากทางจังหวัดขอนแก่น

รูปปั้นไดโนเสาร์

รูปปั้นไดโนเสาร์
สวนสาธารณะแห่งนี้มีไดโนเสาร์เป็นฝูง ๆ

แต่ที่ฮาสุด ๆ เห็นจะเป็นป้ายอันนี้ล่ะครับ อบต.นี้ช่างคิดจริง ๆ ขอแบบนี้ไปติดในกรุงเทพฯ สัก 10 อันได้ไหมครับ เพราะรู้สึกว่าไดโนเสาร์หลงยุคในกรุงเทพฯจะเยอะกว่า กาฬสินธุ์เสียอีก

เมื่อมาถึงหน้าซอยทางเข้าพิพิธภัณฑ์ เราก็จะพบกับป้ายอุทยานโลกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ขนาดใหญ่ รับรองว่าไม่หลงทางแน่นอน

หลังป้ายนี้ก็ยังเป็นสวนหย่อมขนาดย่อม ๆ ที่มีรูปปั้นไดโนเสาร์พันธุ์แบรคคิโอซอรัส แม่ลูก ตั้งเป็นสง่าอยู่ มองไกล ๆ เหมือนกับมันมีชีวิตจริง ๆ

แต่ที่เด็ดที่สุด ที่ผมคิดว่าเป็น อเมซิ่ง กาฬสินธุ์ เลยก็คือ โคมไฟบนยอดเสา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เราจะเห็นยอดโคมไฟของจังหวัดต่าง ๆ ทำเป็นรูปเทวดาบ้าง สัตว์ในวรรณคดีบ้าง เช่น กินร , กินรี , ราชสีห์ , คชสีห์ แต่ที่นี่เป็นไดโนเสาร์ครับ มีทั้ง ซอโรพอด , เทอโรพอด และไดโนเสาร์สามเขา ไทรเซอราท็อป ไอเดียช่างบรรเจิดเสียจริง

จากป้ายใหญ่ ๆ ด้านหน้า ให้เราขับรถตามทางมาเรื่อย ๆ เห็นประตูวัดสักกะวันแล้วให้เลี้ยวขวา ก็จะพบกับทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำรถเข้าไปจอดข้างในได้เลย ด้านหน้าก็จะมีร้านขายของที่ระลึก ของเล่น อาหาร เครื่องดื่มด้วยครับ

ด้านหน้าเราจะพบกับไดโนเสาร์กินปลา ที่มีชื่อว่า สยามโมซอรัส สุธีธรนิ (Siamosaurus Suteethorni)ซึ่งเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ไทยที่มีชีวิตอยู่ใน ยุคครีเตเชียส (Cretaceous) และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด คืออยู่ในสกุลและยุคเดียวกับ Spinosaurus Aegyptiacus ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่มีการศึกษามาในขณะนี้ โดยมีความยาวประมาณ 16-18 เมตร ลักษณะเด่นของไดโนเสาร์พันธุ์นี้ก็คือ แผงกระดูกที่มีรูปลักษณ์เหมือนใบพายบนหลัง ซึ่งสันนิษฐานกันว่า เป็นส่วนที่ใช้รักษาสมดุลของอุณหภูมิภายในร่างกาย และเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม และมีฟันที่มีลักษณะเป็นแท่งกรวยปลายแหลม มีสันสลับร่องโดยรอบฟัน ซึ่งต่างจากฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อทั่วๆไป ที่แบน และมีรอยหยัก ทำให้สันนิษฐานได้ว่าสยามโมซอรัสเป็น เทอโรพอดที่มีลักษณะปากคล้ายสัตว์เลื้อยคลานพวกกินปลาอย่าง Spinosaurus และ Plesiosaur

ถัดเข้ามาก็จะเจอกับไดโนเสาร์คอยาว ซอโรพอด (Sauropoda) ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นพันธุ์อะไร เฝ้าอยู่บนบันไดขึ้นพิพิธภัณฑ์

ทางเข้าจะอยู่ด้านบนของอาคาร เมื่อมองจากไกล ๆ แล้ว ผมว่าอาคารหลังนี้ออกแบบได้สวยดี ลักษณะเหมือนฐานทัพลับ แต่จริง ๆ แล้วผมว่าเค้าต้องการให้เหมือนลักษณะของเนิน หรือภู ตามลักษณะของภูกุ้มข้าวมากกว่า ส่วนป้ายอุทยานโลกไดโนเสาร์ที่อยู่ด้านหลังก็เด่นมาก ๆ เหมือนป้าย Hollywood เลย

หลังจากเข้ามาภายในอาคารแล้ว ก็ต้องทำการฝากของก่อนครับ เพราะเค้าห้ามนำสัมภาระเข้าไป แต่ถ้าใครไม่ได้ถืออะไรมาก็เดินตัวปลิวเข้าไปได้เลย โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมด้วยครับ ดีจริง ๆ (แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติ จะต้องเสียนะครับ)

เมื่อเดินเข้ามาที่โถงกลาง ก่อนที่จะเดินไปตามส่วนจัดแสดง เราจะเห็นพระเอกของที่นี่คือ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส (Siamotyrannus Isanensis) ไดโนเสาร์พันธุ์ไทยแท้ ๆ ซึ่งเพิ่งมีการขุดค้นพบซากฟอสซิล เป็นครั้งแรกที่บริเวณภูประตูตีหมา อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2536 และได้มีการประกาศว่าเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลกในเวลาต่อมา 

  

เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าสู่โซนจัดแสดงแรก เราจะได้พบกับป้ายที่มีข้อความดังในรูปครับ ซึ่งผมชอบข้อความนี้มาก ๆ เลยครับ แต่ก็ไม่ได้เห็นคล้อยตามไปทั้งหมด ผมคิดว่า มันมีความจริงบางส่วน ในฐานะสิ่งมีชีวิต เราควรกระทำตัวอย่างในคำคมนี้ เพื่อที่เราจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ในฐานะมนุษย์ เราไม่ควรกระทำตามนี้ไปเสียทุกเรื่อง เช่นหากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ควรที่จะเออออห่อหมก เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเหมือนในสังคมนั้น มิฉะนั้นแล้ว แม้เราจะอยู่รอดในวันนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเลวที่เราเห็นดีเห็นงามไปด้วย หรือเมินเฉยนั้นนั่นแหละ จะกลับมากระซวกเรา ถึงตอนนั้น ยังงัยก็ไปไม่รอด สู้แข็งขืนตั้งแต่ทีแรก ถ้าไม่รอดอย่างไรเสียก็มีศักดิ์ศรีกว่า

ในโซนแรกนี้ มีชื่อว่า "จักรวาลและโลก" ภายในจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับจักรวาล การกำเนิดจักรวาล และดวงดาวต่าง ๆ รวมไปถึง ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า "โลก"

หลังจากนั้น เราก็จะถูกดึงดูดเข้าสู่รูปพรรณสันฐานของโลก ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แผนที่โลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และอะไรคือสาเหตุ โดยจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการเกิดแผ่นดิน การยุบตัวหายไปของแผ่นดิน จากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ๆ จากของเล่นที่ทำให้เด็ก ๆ เห็นภาพว่า แผ่นเปลือกโลกนั้น มุดเข้าไปในแผ่นเปลือกโลกอีกแผ่นหนึ่งแล้วเกิดเป็นเทือกเขาสูงขึ้นมาได้อย่างไร โดยที่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ไม่ต้องไปอธิบายอะไรให้ยุ่งยาก เพราะเด็ก ๆ สามารถเห็นภาพ และทดลองเล่นได้ด้วยสองมือของเค้าเอง เด็ดมั้ยล่ะ

ถัดจากเรื่องใหญ่ ๆ อย่างการกำเนิดทวีปแล้ว เราจะได้ศึกษาในส่วนย่อยลงไปอีกนั่นก็คือ ธรณีวิทยา อันได้แก่ ลักษณะต่าง ๆ ของดิน หิน ภูเขา และแร่ธาตุต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าสู่สิ่งที่ย่อยไปกว่านั้นคือ ซากฟอสซิล อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้


หินและแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ จากทั่วโลก ถูกจัดแสดงในตู้กระจกนี้

ในโซนที่ 2 มีชื่อว่า "เมื่อชีวิตแรกปรากฏ" เมื่อเรามองไปที่พื้นเราจะเห็นว่าบนพื้นหินอ่อนนั้นมีแผนผั