สวัสดีครับ พักเรื่องตามรอยฯนี้ไปเป็นเดือนเลยทีเดียว คราวนี้ผมกลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะแนะนำสถานที่ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ สถานที่ต่อไป ซึ่งความจริงเอนทรี่นี้จะเป็นคิวของ พิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ภูเวียง โดยจะอาศัยภาพและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แต่พอได้เห็นภาพและอ่านข้อมูลต่าง ๆ แล้ว ก็พบว่า คงจะดีกว่า ถ้าเราได้ไปเห็นเอง ถ่ายภาพ หาข้อมูลเอง จากสถานที่จริง ดังนั้น เอนทรี่นี้ผมจึงขอข้ามมาที่ พิพิธัภัณฑ์สิรินธร แทนครับ เพราะไปเอง และขลุกอยู่ที่นี่เกือบทั้งวัน ส่วนที่ภูเวียงนั้น จะขอเวลาเดินทางไปเก็บข้อมูลเพื่อมาทำให้ Entry Series นี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

มาเข้าเรื่องเอนทรี่วันนี้เลยดีกว่าครับ เพราะเรื่องและรูปเยอะมากเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์สิรินธร อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งอยู่ในบริเวณ ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ห่างจากตัวเมือง 39 กม. จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ที่ ซากดึกดำบรรรพ์ ซึ่งถูกใจเด็ก ๆ และผู้ใหญ่หัวใจเด็กอย่างผมมากมายครับ

เมื่อเข้ามาในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ เราก็จะเริ่มเห็นรูปปั้นไดโนเสาร์อยู่ตามข้างทาง และในเมือง โดยเฉพาะในสวนสาธารณะต่าง ๆ จะมีรูปปั้นไดโนเสาร์ให้เห็นตลอด แสดงให้เห็นว่าชาวกาฬสินธุ์เค้าชูไดโนเสาร์ให้เป็นดาวเด่นของจังหวัดนั่นเองครับ ถ้าเบื่อ ๆ แพนด้า ที่เชียงใหม่ ผมว่ามาหย่อนใจชมไดโนเสาร์ที่กาฬสินธุ์ก็ไม่เลวนะครับ

รูปปั้นไดโนเสาร์
ไดโนเสาร์กลุ่มแรกที่ผมได้พบเห็นเมื่อเข้าจังหวัด กาฬสินธุ์จากทางจังหวัดขอนแก่น

รูปปั้นไดโนเสาร์

รูปปั้นไดโนเสาร์
สวนสาธารณะแห่งนี้มีไดโนเสาร์เป็นฝูง ๆ

แต่ที่ฮาสุด ๆ เห็นจะเป็นป้ายอันนี้ล่ะครับ อบต.นี้ช่างคิดจริง ๆ ขอแบบนี้ไปติดในกรุงเทพฯ สัก 10 อันได้ไหมครับ เพราะรู้สึกว่าไดโนเสาร์หลงยุคในกรุงเทพฯจะเยอะกว่า กาฬสินธุ์เสียอีก

เมื่อมาถึงหน้าซอยทางเข้าพิพิธภัณฑ์ เราก็จะพบกับป้ายอุทยานโลกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ขนาดใหญ่ รับรองว่าไม่หลงทางแน่นอน

หลังป้ายนี้ก็ยังเป็นสวนหย่อมขนาดย่อม ๆ ที่มีรูปปั้นไดโนเสาร์พันธุ์แบรคคิโอซอรัส แม่ลูก ตั้งเป็นสง่าอยู่ มองไกล ๆ เหมือนกับมันมีชีวิตจริง ๆ

แต่ที่เด็ดที่สุด ที่ผมคิดว่าเป็น อเมซิ่ง กาฬสินธุ์ เลยก็คือ โคมไฟบนยอดเสา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เราจะเห็นยอดโคมไฟของจังหวัดต่าง ๆ ทำเป็นรูปเทวดาบ้าง สัตว์ในวรรณคดีบ้าง เช่น กินร , กินรี , ราชสีห์ , คชสีห์ แต่ที่นี่เป็นไดโนเสาร์ครับ มีทั้ง ซอโรพอด , เทอโรพอด และไดโนเสาร์สามเขา ไทรเซอราท็อป ไอเดียช่างบรรเจิดเสียจริง

จากป้ายใหญ่ ๆ ด้านหน้า ให้เราขับรถตามทางมาเรื่อย ๆ เห็นประตูวัดสักกะวันแล้วให้เลี้ยวขวา ก็จะพบกับทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำรถเข้าไปจอดข้างในได้เลย ด้านหน้าก็จะมีร้านขายของที่ระลึก ของเล่น อาหาร เครื่องดื่มด้วยครับ

ด้านหน้าเราจะพบกับไดโนเสาร์กินปลา ที่มีชื่อว่า สยามโมซอรัส สุธีธรนิ (Siamosaurus Suteethorni)ซึ่งเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ไทยที่มีชีวิตอยู่ใน ยุคครีเตเชียส (Cretaceous) และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด คืออยู่ในสกุลและยุคเดียวกับ Spinosaurus Aegyptiacus ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่มีการศึกษามาในขณะนี้ โดยมีความยาวประมาณ 16-18 เมตร ลักษณะเด่นของไดโนเสาร์พันธุ์นี้ก็คือ แผงกระดูกที่มีรูปลักษณ์เหมือนใบพายบนหลัง ซึ่งสันนิษฐานกันว่า เป็นส่วนที่ใช้รักษาสมดุลของอุณหภูมิภายในร่างกาย และเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม และมีฟันที่มีลักษณะเป็นแท่งกรวยปลายแหลม มีสันสลับร่องโดยรอบฟัน ซึ่งต่างจากฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อทั่วๆไป ที่แบน และมีรอยหยัก ทำให้สันนิษฐานได้ว่าสยามโมซอรัสเป็น เทอโรพอดที่มีลักษณะปากคล้ายสัตว์เลื้อยคลานพวกกินปลาอย่าง Spinosaurus และ Plesiosaur

ถัดเข้ามาก็จะเจอกับไดโนเสาร์คอยาว ซอโรพอด (Sauropoda) ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นพันธุ์อะไร เฝ้าอยู่บนบันไดขึ้นพิพิธภัณฑ์

ทางเข้าจะอยู่ด้านบนของอาคาร เมื่อมองจากไกล ๆ แล้ว ผมว่าอาคารหลังนี้ออกแบบได้สวยดี ลักษณะเหมือนฐานทัพลับ แต่จริง ๆ แล้วผมว่าเค้าต้องการให้เหมือนลักษณะของเนิน หรือภู ตามลักษณะของภูกุ้มข้าวมากกว่า ส่วนป้ายอุทยานโลกไดโนเสาร์ที่อยู่ด้านหลังก็เด่นมาก ๆ เหมือนป้าย Hollywood เลย

หลังจากเข้ามาภายในอาคารแล้ว ก็ต้องทำการฝากของก่อนครับ เพราะเค้าห้ามนำสัมภาระเข้าไป แต่ถ้าใครไม่ได้ถืออะไรมาก็เดินตัวปลิวเข้าไปได้เลย โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมด้วยครับ ดีจริง ๆ (แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติ จะต้องเสียนะครับ)

เมื่อเดินเข้ามาที่โถงกลาง ก่อนที่จะเดินไปตามส่วนจัดแสดง เราจะเห็นพระเอกของที่นี่คือ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส (Siamotyrannus Isanensis) ไดโนเสาร์พันธุ์ไทยแท้ ๆ ซึ่งเพิ่งมีการขุดค้นพบซากฟอสซิล เป็นครั้งแรกที่บริเวณภูประตูตีหมา อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2536 และได้มีการประกาศว่าเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลกในเวลาต่อมา 

  

เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าสู่โซนจัดแสดงแรก เราจะได้พบกับป้ายที่มีข้อความดังในรูปครับ ซึ่งผมชอบข้อความนี้มาก ๆ เลยครับ แต่ก็ไม่ได้เห็นคล้อยตามไปทั้งหมด ผมคิดว่า มันมีความจริงบางส่วน ในฐานะสิ่งมีชีวิต เราควรกระทำตัวอย่างในคำคมนี้ เพื่อที่เราจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ในฐานะมนุษย์ เราไม่ควรกระทำตามนี้ไปเสียทุกเรื่อง เช่นหากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ควรที่จะเออออห่อหมก เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเหมือนในสังคมนั้น มิฉะนั้นแล้ว แม้เราจะอยู่รอดในวันนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเลวที่เราเห็นดีเห็นงามไปด้วย หรือเมินเฉยนั้นนั่นแหละ จะกลับมากระซวกเรา ถึงตอนนั้น ยังงัยก็ไปไม่รอด สู้แข็งขืนตั้งแต่ทีแรก ถ้าไม่รอดอย่างไรเสียก็มีศักดิ์ศรีกว่า

ในโซนแรกนี้ มีชื่อว่า "จักรวาลและโลก" ภายในจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับจักรวาล การกำเนิดจักรวาล และดวงดาวต่าง ๆ รวมไปถึง ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า "โลก"

หลังจากนั้น เราก็จะถูกดึงดูดเข้าสู่รูปพรรณสันฐานของโลก ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แผนที่โลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และอะไรคือสาเหตุ โดยจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการเกิดแผ่นดิน การยุบตัวหายไปของแผ่นดิน จากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งตรงนี้จะเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ๆ จากของเล่นที่ทำให้เด็ก ๆ เห็นภาพว่า แผ่นเปลือกโลกนั้น มุดเข้าไปในแผ่นเปลือกโลกอีกแผ่นหนึ่งแล้วเกิดเป็นเทือกเขาสูงขึ้นมาได้อย่างไร โดยที่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ไม่ต้องไปอธิบายอะไรให้ยุ่งยาก เพราะเด็ก ๆ สามารถเห็นภาพ และทดลองเล่นได้ด้วยสองมือของเค้าเอง เด็ดมั้ยล่ะ

ถัดจากเรื่องใหญ่ ๆ อย่างการกำเนิดทวีปแล้ว เราจะได้ศึกษาในส่วนย่อยลงไปอีกนั่นก็คือ ธรณีวิทยา อันได้แก่ ลักษณะต่าง ๆ ของดิน หิน ภูเขา และแร่ธาตุต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าสู่สิ่งที่ย่อยไปกว่านั้นคือ ซากฟอสซิล อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้


หินและแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ จากทั่วโลก ถูกจัดแสดงในตู้กระจกนี้

ในโซนที่ 2 มีชื่อว่า "เมื่อชีวิตแรกปรากฏ" เมื่อเรามองไปที่พื้นเราจะเห็นว่าบนพื้นหินอ่อนนั้นมีแผนผังอะไรบางอย่าง แผนผังอันนี้ก็คือ มาตราธรณีกาล หรือ Geologic Time Scale มาตราธรณีกาลนี้ เป็นมาตรที่ใช้อธิบายอายุของโลก และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก นับแต่การก่อกำเนิดโลกจนถึงยุคปัจจุบัน โดยอาศัยวิทยาการทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านธรณีวิทยาในการจำแนกอายุและเหตุการณ์ออกเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่ บรมยุค  มหายุค ยุค สมัย ช่วงอายุ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยากครับ ใครสนใจใคร่รู้คงต้องหาหนังสือ หรือเปิดเน็ตอ่านกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

มาตราธรณีวิทยาอันนี้ เป็นอันที่ยาวมาก ทอดยาวไปตามพื้นกว่า 10 ม. ซึ่งแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ของแต่ละช่วงได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าจะเก็บรายละเอียดให้หมดคงต้องใช้เวลากว่าค่อนวัน

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดสำหรับ มาตราธรณีกาลนี้ ก็คือ นอกจากจะอธิบายเราด้วยตัวหนังสือแล้ว ยังมีภาพประกอบด้วย ซึ่งเราจะเห็นเลยว่า สิ่งมีชีวิตชนิดใด มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยใด ซึ่งเราจะพบว่า มนุษย์และไดโนเสาร์ไม่ได้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัย เหมือนในการ์ตูนมนุษย์หินฟลินต์สโตนเลย แต่เราอาจจะกล่าวได้ว่า มนุษย์และไดโนเสาร์นั้นอยู่ในบรมยุคเดียวกัน (แต่ไม่ได้พบปะหน้าตากันเป็น ๆ แน่ ๆ ยกเว้นก็แต่กับลูกหลานของมัน อย่าง เต่า , จระเข้ และนก)

 

ถัดมาบนผนังก็จะเป็นแผนภูมิวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีกิ่งก้านแตกแขนงเยอะแยะมาก จนคิดว่าถ้ามัวแต่เสียเวลาอยู่ตรงนี้คงเดินดูพิพิธภัณฑ์นี้ได้ไม่หมดเป็นแน่แท้  

การเดินชมส่วนจัดแสดงโซนต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์นี้ จะมีเส้นทางเดินคล้ายกับรูปก้นหอย คือจะขด ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งบริเวณใจกลางจะเป็นส่วนจัดแสดงซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริง ซึ่งในโซนต่าง ๆ ก็จะมีระเบียงยื่นออกไป ให้เราได้ชมโครงกระดูกเหล่านี้ได้ชัดเจนมากขึ้น

อย่างในโซนที่ 2 นี้ ก็จะเห็นกระโหลกศีรษะของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ได้อย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว 

โซนที่ 3 มีชื่อว่า "พาลีโอโซอิก : มหายุคแห่งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต" ในโซนนี้ เราจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทั้งพืชและสัตว์ที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลก จนวิวัฒนาการต่อมาเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ในเวลาต่อมา  


Trilobite สัตว์จำพวกแรก ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก ในมหายุคพาลีโอโซอิก

มหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic Era) มีช่วงเวลาอยู่ระหว่าง 542 - 251 ล้านปีมาแล้ว เป็นยุคที่พืชและสัตว์เริ่มปรากฏตัวขึ้น โดยเริ่มจากการเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จนวิวัฒนาการกลายเป็นปลา สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และแมลง

ส่วนพืชก็เริ่มจากพวกสาหร่าย จนวิวัฒนาการเป็นพืชมีใบเลี้ยง มีดอก ผล มีเมล็ด และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นป่าเกิดขึ้น

ช่วงเริ่มต้นของมหายุคนี้ ทวีปต่าง ๆ กระจัดกระจายกันออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย จนถึงช่วงปลายของมหายุคทวีปต่าง ๆ ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง กลายเป็นมหาทวีปแพนเจีย (Pangea) อันโด่งดัง

มหายุคพาลีโอโซอิค ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น 6 ยุค เรียงตามลำดับความเก่าคือ Cambrian , Ordovician , Silurian , Devonian , Carboniferous และ Permian

รูปข้างล่างนี้คือฟอสซิลของ Brachiopod Oldhamina ซึ่งค้นพบที่ อ.งาว จ.ลำปาง แบรคคิโอพอด นี้เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเล และมหาสมุทร

ตัวล่างนี้เป็นปลามีเกราะชื่อว่า Bothriolepis Canadensis พบที่รัฐ ออนเทริโอ ประเทศแคนาดา ถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางยุค Devonian ซึ่งเป็นยุคที่ 4 ของมหายุคพาลีโอโซอิก

ในแต่ละตู้จะแสดงถึงเหตุการณ์ การก่อกำเนิดของสัตว์และพืชต่าง ๆ ที่สำคัญในยุคต่าง ๆ ของมหายุคพาลีโอโซอิก เช่น ยุค Cambrian เป็นยุคของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และพืชชั้นต่ำ ซึ่งทั้งหมดจะอาศัยอยู่ในทะเล ยุค Ordovician เป็นยุคของปะการัง , ปลาหมึก และปลาที่มีประดูกสันหลัง แต่ไม่มีขากรรไกร และเริ่มมีสัตว์และพืชต่าง ๆ แพร่กระจายสู่เขตน้ำตื้น ยุค Silurian เป็นยุคที่พืชเริ่มกระจายขึ้นสู่บก ยุค Devonian เป็น ยุคของปลาหุ้มเกราะ และมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีปอดและครีบ ส่วนพืชก็มีเฟิร์นกำเนิดขึ้น ยุค Carboniferous เป็น ยุคที่พืชมีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นพืชมีเมล็ด และมีลำต้นสูงใหญ่ สภาพอากาศก็เป็นแบบร้อนชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพิช ซึ่งนั่นทำให้เราพบถ่านหินเป็นจำนวนมากในโลกสมัยปัจจุบัน ซึ่งถ่านหินเหล่านี้ก็เกิดมาจากต้นไม้ในยุค Carboniferous นี้เอง ส่วนสัตว์ก็เต็มไปด้วยสัตว์เลื้อยคลานและแมลงขนาดยักษ์ และสุดท้ายยุค Permian เป็นยุคที่สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำครองพิภพและใต้น้ำ

ต่อเนื่องกับโซนที่ 3 ก็คือโซนที่ 4 ส่วนที่ 1 ที่มีชื่อว่า "มีโซโซอิก : มหายุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์" ซึ่ง มหายุคนี้เอง ที่ถูกกล่าวขานกันว่า เป็นยุคที่ไดโนเสาร์ครองโลก

ช่วงปลายของ มหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งก็คือช่วงปลายของยุค Permian นั้น ผืนแผ่นดินของโลก ได้เคลื่อนตัวมาชนกันเป็นทวีปใหญ่ เพียงทวีปเดียว ที่มีชื่อเรียกว่า มหาทวีปแพนเจีย นั่นทำให้แผ่นดินส่วนใจกลางทวีปนั้นเกิดความแห้งแล้งเนื่องจากแหล่งน้ำหายไป ทำให้สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แมลง และพืชล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นที่เรียกว่าสูญพันธุ์ ซึ่งนักบรรพชีวินได้เรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า Permian-Triassic extinction event ซึ่งถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งรุนแรงที่สุดของประวัติศาสตร์โลก เพราะสัตว์ต่าง ๆ สูญพันธุ์ไปถึง 95% และผู้ที่ทนทรหดยืนหยัดเอาตัวรอดมาได้ก็คือ สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งมีคุณสมบัติที่ทนทานต่อความแห้งแล้งและอดอยากได้ดี ซึ่งต่อมาได้พัฒนากลายเป็นไดโนเสาร์นั่นเอง และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของมหายุคใหม่ มหายุคมีโซโซอิก

 

มหายุคมีโซโซอิก มีอายุอยู่ในช่วง 251 - 65.5 ล้านปีก่อน ถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ  Triassic , Jurassic  และ Cretaceous ยุค Triassic นั้น ถือเป็นยุคที่โลกกำลังปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ เนื่องจากการเปลียนแปลงของภูมิศาสตร์อย่างใหญ่หลวง ทำให้ทั้งตอนต้นและตอนปลายของยุคเกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์โลกครั้งใหญ่ นั่นก็คือ Permian-Triassic extinction event ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ และการสูญพันธุ์ในตอนปลายของยุค Triassic เรียกว่า Triassic-Jurassic extinction event ตรงนี้เองจึงเป็นจุดเปลี่ยนยุคไปสู่ยุคจูราสสิค ซึ่งถือว่าเป็นยุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานทรราชย์ หรือ ไดโนเสาร์ (Dinosaur) อย่างแท้จริง

ส่วนสาเหตุของการสูญพันธุ์ในรอบหลังนี้ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ซึ่งก็มีอยู่ 3 ทฤษฎีคือ

  1. เกิดการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ อันเกิดจากการที่แผ่นเปลือกโลกที่ประกอบกันเป็นมหาทวีปแพนเจีย เริ่มที่จะแยกตัวออกจากกันอีกครั้ง
  2. เกิดจากอุกาบาตขนาดใหญ่ หรือ ดาวเคราะห์น้อย พุ่งชนโลก
  3. บรรยากาศของโลกที่เย็นลง และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล

ทั้ง 3 ทฤษฎีนี้ ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ที่ใช้ในการสนับสนุนทฤษฎี หรือยังไม่สามารถตอบคำถามของการสูญพันธุ์ของสัตว์โลกทั้งบนบกและในทะเลพร้อม ๆ กันได้

ในยุคจูราสสิคนี้ สัณฐานของโลกเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง มหาทวีปแพนเจีย ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ มหาทวีป Laurasia อยู่ทางเหนือ และ มหาทวีป Gondwana อยู่ทางใต้ ทำให้เกิดมีทะเลขึ้นกั้นกลางระหว่างสองทวีป และเป็นเหตุให้ผืนแผ่นดินมีความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างเจริญเติบโตเป็นป่า สัตว์นานาชนิดถือกำเนิดขึ้นทั้งในน้ำและบนบก แต่สัตว์ที่มีจำนวนมากที่สุดนั้นคือ ไดโนเสาร์

Dinosaur หรือ ไดโนเสาร์ เป็นชื่อเรียกของสัตว์กลุ่มหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 230-65 ล้านปีก่อนประวัติศาสตร์ โดยได้รับการขนานนามเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1842 โดย เซอร์ ริชาร์ด โอเว่น (Sir Richard Owen) นักชีววิทยา และ นักบรรพชีวิน ซึ่งคำ ๆ นี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า δεινός (deinos) อันหมายถึง สัตว์เลื้อยคลานผู้น่าสะพรึงกลัว


เทอราโนดอน ไดโนเสาร์มีปีก และบินได้

ในโซนนี้จะประกอบไปด้วย ซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ หลากหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์ก็หน้าตาเหมือนสัตว์ในยุคปัจจุบัน อย่างบรรพบุรุษของจระเข้ และเต่า   

ฟอสซิลนอกจากจะมาในรูปของโครงกระดูกแล้ว บางครั้งก็ยังมาในรูปของไข่ และรังของมัน ฟอสซิลนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากชิ้นหนึ่่งในการศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์ เนื่องจากทำให้เราทราบว่า ไดโนเสาร์นั้นออกลูกเป็นไข่ และมีการทำรังบนพื้นดิน อีกทั้งยังมีพฤติกรรมในการฟักไข่และหวงไข่เหมือนกับสัตว์ปีกอย่างไก่ นอกจากนี้ยังทำให้รู้ว่า ไดโนเสาร์บางชนิดดำรงชีวิตอยู่เป็นโคโลนี่ เนื่องจากมีการค้นพบรังของพวกมันอยู่ใกล้ ๆ กันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ จึงถือว่าเป็นฟอสซิลที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

 

นอกจากไดโนเสาร์แล้ว ก็ยังมีฟอสซิลของสัตว์ทะเลจำพวกหอย และปลากระดูกแข็ง ที่มีชีวิตอยู่ใน มหายุคมีโซโซอิก นี้ด้วย เช่น

แอมโมไนต์ (Ammonite) สัตว์ทะเลที่มีรูปร่างและเปลือกเหมือนกับหอยในโลกยุคใหม่อย่าง หอย Nautilus แต่จากการศึกษา พบว่ามันมีความใกล้ชิดทางเครือญาติกับปลาหมึก มากกว่า


ซากฟอสซิลของแอมโมไนต์

ปลาซีลาแคนธ์ (Coelacanth) เป็นปลาโบราณ ที่มีรายงานการพบเห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ โดยชนิดที่พบในปัจจุบันนี้ อยู่ในวงศ์ (Family) Latimeria ซึ่งได้รับฉายาจากนักบรรพชีวินว่า Living Coelacanth ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีลักษณะเด่น คือมีครีบที่มีลักษณะกลมป้อมคล้ายกับขาของสัตว์มากกว่าครีบปลา อาศัยอยู่ในเขตน้ำลึกในมหาสมุทรอินเดียและนอกชายฝั่งแอฟริกาใต้


ซากฟอสซิลของปลาซีลาแคนธ์ อะเซลโรดิกธิส อะราริเพนซิส
(Coelacanth Axelrodichthys Araripensis)

ถัดจากฟอสซิลหอยและปลา ก็จะเป็นสัตว์เลื้อยคลานทะเล ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ทะเล ซึ่งต่อไปจะพัฒนาไปเป็นสัตว์เลื้อยคลานบนบก อย่างไดโนเสาร์

โอพิทิโอซอรัส บูชิชิ (Opetiosaurus bucchichi) หรือ Aigialosaurus bucchichi บรรพบุรุษของโมซาซอร์ (สัตว์เลื้อยคลานทะเลกลุ่มแรก ๆ) มีรูปร่างคล้ายจระเข้ ปัจจุบัน เรายังมีความรู้เกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้น้อยมาก


ซากฟอสซิลของโอพิทิโอซอรัส บูชิชิ (Opetiosaurus bucchichi)

คิโซซอรัส  (Keichousaurus) เป็นสัตว์เลื้อยคลานทะเลกินปลารุ่นแรก ค้นพบซากฟอสซิลสมบูรณ์ครั้งแรกที่ประเทศจีน มีขนาดยาวประมาณ 30 ซม. คอยาว หางยาว อยู่ใ อันดับย่อย (Sub order) Pachypleurosaurs ของอันดับ (order) โนโธซอร์ (Nothosaur

อันดับ โนโธซอร์ (Nothosaur) ได้ถูกแบ่งเป็นอันดับย่อย 2 อันดับย่อย คือ Pachypleurosaurs มีขนาดเล็ก ส่วน Sub order อีกชนิดหนึ่งคือ โนโธซอร์แท้ มีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 10 เท่า

โนโธซอร์แท้ นี้ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็น เพลสซิโอซอรัส (Plesiosaurs) สัตว์นักล่าคอยาวแห่งท้องทะเลที่มีชื่อเสียงในยุค ครีเทเชียส


ซากฟอสซิลของคิโซซอรัส (Keichousaurus)

คอมป์ซอกเนธัส (Compsognathus) ค้นพบซากฟอสซิลที่ประเทศเยอรมนี เป็น ไดโนเสาร์พันธุ์เล็ก ขนาดยาวประมาณ 1 เมตร ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เคยเป็นไดโนเสาร์พันธุ์เล็กที่สุดในโลก ก่อนที่จะมีการค้นพบไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า คอมป์ซอกเนธัส เป็นไดโนเสาร์ประเภท เทอโรพอด กินเนื้อและยืนด้วยสองขาหลัง และมีความเชื่อมโยงกับไดโนเสาร์ Archaeopteryx ซึ่งนักบรรพชีวินเชื่อว่า ในกาลต่อมาจะพัฒนากลายเป็นนกในปัจจุบัน

แพคคีโอฟิส วูดวาร์คดิ (Pachyophis Woodwardi) ค้นพบที่ประเทศยูโกสลาเวีย เป็นสัตว์เลื้อยคลานรูปร่างคล้ายงู อาจจะเป็นไปได้ว่าคืองูที่กำเนิดขึ้นบนโลกชนิดแรก และเป็นบรรพบุรุษของงูสายพันธุ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน


ซากฟอสซิลของคอมป์ซอกเนธัส (Compsognathus) (ซ้าย)
และ แพคคีโอฟิส วูดวาร์คดิ (Pachyophis Woodwardi) (ขวา)

แล้วก็เข้าสู่โถงกลางอันเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้ โซนนี้เป็นโซนที่ 4 ส่วนที่ 2 มีชื่อว่า "ไดโนเสาร์ไทย" ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจะเห็นโซนนี้ได้ตั้งแต่ตอนที่ก้าวเข้าสู่โซนที่ 2 แล้ว แต่เมื่อเข้ามาในโซนนี้เราจะได้ใกล้ชิดเข้าไปอีก โดยจะมีโครงกระดูกจำลองของไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ ที่มีการขุดค้นในประเทศไทย ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ครับ ว่าประเทศไทยเราจะมีไดโนเสาร์เยอะขนาดนี้

ไดโนเสาร์ตัวแรกที่ยืนต้อนรับเรา เมื่อก้าวเข้าสู่โซนนี้ ก็คือ ไดโนเสาร์ไทยพันธุ์ "สยามโมซอรัส อีสานเอนซิส" ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ หรือ เทอโรพอด ที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับ ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ หรือ T-Rex เป็นอย่างมาก แต่อยู่กันคนละยุค สยามโมซอรัส อีสานเอนซิส มีชีวิตอยู่ในยุค ครีเตเชียสตอนต้น (130 ล้านปีก่อน) แต่ ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ อยู่ในยุค ครีเตเชียสตอนปลาย (65.5 ล้านปีก่อน) ดังนั้นจึงมีข้อสันนิษฐานว่า สยามโมซอรัส อีสานเอนซิส อาจจะเป็นบรรพบุรุษ ของไดโนเสาร์ในวงศ์ Tyrannosauridae ซึ่งก็รวมดึง เจ้า T-Rex ด้วย รวมถึงอีสานบ้านเฮา อาจจะเป็นถิ่นกำเนิดของไดโนเสาร์ในวงศ์ Tyrannosauridae ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เนื่องจากซากฟอสซิลของ สยามโมซอรัส อีสานเอนซิส เป็น ซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ในวงศ์ Tyrannosauridae ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก เท่าที่มีการค้นพบในขณะนี้ 

เมื่อเดินไปยังมุมสุดทางฝั่งขวาของโถงกลาง จะพบโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชคอยาว เดิน 4 ขา เจ้าตัวนี้มีชื่อว่า "อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ" (Isanosaurus Attavipachi) เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอด ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก คือมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 210 ล้านปีก่อน หรือในยุค ไทรแอสสิคตอนปลาย

ถัดมาเป็นไดโนเสาร์ขนาดเล็ก ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กี (Psittacesaurus sattayaraki) ไดโนเสาร์ปากนกแก้ว ที่มีสะโพกแบบนก กินพืชเป็นอาหาร มีความยาวประมาณ ๑ เมตร อาศัยอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือประมาณเมื่อ 100 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งไดโนเสาร์พันธุ์นี้นั้น พบมากในประเทศจีน มองโกลเลีย และไซบีเรีย แต่ของไทยเป็นคนละชนิดกัน ซึ่งการค้นพบไดโนเสาร์พันธุ์นี้ในไทย จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า แผ่นดินในแถบอินโดจีนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชียมาตั้งแต่ยุคครีเตเชียสแล้ว


ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กี

ข้าง ๆ กันกับ ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กี เป็น ฮิปซิโฟโลดอน (Hypsilophodont) ไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็ก มีกระดูกสะโพกแบบนก พบได้ทั่วไปตามทวีปต่าง ๆ ทั่วโลกในยุคจูราสสิค และครีเตเชียส

ไฮไลท์อีกตัวนึงของไดโนเสาร์เมืองไทย ก็คือ "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่" (Phuwiangosaurus sirindhornae) เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดชนิดแรกของไทย และเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดชนิดใหม่ของโลก มีความยาว 15-20 เมตร มีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียสตอนต้น โครงกระดูกของพวกมันถูกขุดพบในหลายจังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ที่ สกลนคร , อุดรธานี , นครราชสีมา , ชัยภูมิ , หนองบัวลำภู แต่ฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดถูกขุดพบที่ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์ อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สิรินธรแห่งนี้นี่เอง ซึ่งเราสามารถเข้าชมหลุมขุดค้นนี้ได้อีกด้วย

ชื่อของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ ตั้งตามพระนามของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายพระเกียรติ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงสนพระทัยในงานด้านบรรพชีววิทยาเป็นอย่างมาก กับสถานที่ที่ขุดค้นพบครั้งแรก คือที่ ภูเวียง จ.ขอนแก่น

ไดโนเสาร์ไทยตัวถัดไปเป็นไดโนเสาร์นกกระจอกเทศมีชื่อว่า กินรีมิมัส (Kinnareemimus) เป็นไดโนเสาร์วงศ์ ออนิโธมิโมซอร์ (Ornithomimosaur) ชนิดทอโรพอด ที่มีลักษณะเด่นคือ ยืนด้วยสองขา และวิ่งเร็วมาก จึงได้มีการขนานนามว่าเป็น ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ อีกทั้งยังมีคอยาว และโครงกระดูกส่วนใหญ่ที่พบจะไม่มีฟันแต่มีจงอยปาก แต่บางชนิดก็มีฟัน แต่พบได้น้อยมาก กินทั้งพืชและสัตว์ กินรีมิมัส มีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส และแน่นอนมันเป็นไดโนเสาร์ในวงศ์ ออนิโธมิโมซอร์ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่ได้มีการศึกษาอยู่ในขณะนี้ และน่าจะเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์นกกระจอกเทศที่กระจายอยู่ทั่วโลกด้วย


กินรีมิมัส (ด้านหน้า) สยามโมซอรัส อีสานเอนซิส (ด้านหลัง)


กระดูกแข้งและฝ่าเท้าของกินรีมิมัส

ถัดมาเป็นตัวที่แนะนำไปแล้ว นั่นก็คือ สยามโมซอรัส สุธีธรนิ (Siamosaurus Suteethorni) นั่นเอง

 


โครงกระดูกของ สยามโมซอรัส สุธีธรนิ
กระดูกสันหลังส่วนคอ(ซ้ายบน) , ฟัน (ซ้ายล่าง) , กระดูกสันหลัง (ขวา)

ตัวต่อไป เป็นไดโนเสาร์ที่เด็ก ๆ น่าจะรู้จักกันดี นั่นก็คือ สเตโกซอรัส (Stegosaurus) เป็นไดโนเสาร์ที่แผ่นกระดูก เรียงยื่นออกมากลางหลัง และมีหนามแหลมที่ปลายหางเพื่อใช้ข่มขู่และป้องกันตัวจากศัตรู หัวของพวกมันมีขนาดเล็กมาก ๆ และมีสมองที่เล็กกว่าถั่วเขียว มีชีวิตอยู่ในยุคจูราสสิค แต่เดิมไดโนเสาร์พันธุ์นี้พบมากในแถบอเมริกาเหนือและยุโรป แต่จากหลักฐานที่พบใน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ทำให้ทราบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ก็มีไดโนเสาร์ในวงศ์นี้อาศัยอยู่เช่นเดียวกัน

ตัวสุดท้าย ในโซนนี้คือ Albertosaurus ไม่ใช่ไดโนเสาร์ไทย แต่เป็นไดโนเสาร์ที่พบในแถบอเมริกาเหนือ และเป็นไดโนเสาร์ที่อยู่ในวงศ์ Tyrannosauridae เหมือนกับ สยามโมซอรัส อีสานเอนซิส

จริง  ๆ แล้วโครงกระดูกและซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่ค้นพบในประเทศยังมีอีกหลายชนิด ซึ่งทั้งหมดมี 16 สายพันธุ์ ที่แนะนำไปแล้ว 8 สายพันธุ์ เป็นชนิดใหม่ของโลก 5 สายพันธุ์ ส่วนที่เหลืออีก 8 สายพันธุ์ก็คือ อีกัวโนดอน (Iguanodont) , คอมพ์ซอกนาทัส ลองกีเพส (Compsognathus Longipes) , แฮดโดรซอร์ (Hadrosaurid), ไดโนเสาร์ในกลุ่มโปรซอโรพอด(Prosauropods) , ซอโรพอด (Sauropods) , คาร์โนซอร์ (Carnosaurians) , เทอโรพอด (Theropods) และ ซีลูโรซอร์ (Coelurosaurians) ซึ่งยังไม่สามารถจำแนกสายพันธ์ได้เพราะว่าชิ้นส่วนกระดูกยังไม่เพียงพอ หรือยังไม่พบลักษณะเด่นของไดโนเสาร์พันธุ์ที่มีรายละเอียดแล้ว

นอกจากในไทยจะค้นพบซากไดโนเสาร์มากมายแล้ว สัตว์ดึกดำบรรพ์อีกชนิดที่มีการค้นพบมากยิ่งกว่า ก็คือ ปลาโบราณ ซึ่งมีมากกว่า 250 ตัวแล้ว โดยพื้นที่ที่ถูกขุดพบมากที่สุดก็คือ วนอุทยานภูน้ำจั้น  อ.กุฉินารายณ์  จ.กาฬสินธุ์ ดังนั้น จึงมีมุมหนึ่งที่จัดแสดงซากฟอสซิลของปลาดึกดำรรพ์ของไทยอยู่ด้วย

ปลากินเนื้อ อีสานอิกทิซ พาลัสทริซ (Isanichthys Palustris)


ปลากินพืช เลปิโดเทส พุทธบุตรแอนซิส (Lepidotes Buddhabudensis)

หลุดจากโถงกลาง เราจะเดินเข้าสู่วงก้นหอยไปสู่โซนที่ 5 วิถีชีวิตของไดโนเสาร์  ในโซนนี้เราจะได้รู้แล้วว่านักบรรพชีวินจำแนกไดโนเสาร์กันอย่างไร และพวกมันดำรงชีวิตกันแบบไหน

นักบรรพชีวินจำแนกไดโนเสาร์โดยใช้หลักเกณฑ์หลายอย่าง อย่างง่ายก็คือแบ่งเป็นพวกกินเนื้อ และพวกกินพืช หรือ เดิน 2 ขา กับ เดิน 4ขา แต่ยังมีการจำแนกอีกแบบ คือจำแนกจากโครงสร้างของกระดูกอีกด้วย โดยดูจากกระดูกสะโพกหรือกระดูกเชิงกราน ซึ่งจะมีอยู่ 2 แบบคือ สะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน (Saurischian) และสะโพกแบบนก (Ornithischian) สำหรับ ไดโนเสาร์ที่มีสะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน จะมีทั้งพวกกินเนื้อ (เทอโรพอด) และกินพืช(ซอ โรพอด) แต่ไดโนเสาร์ที่มีกระดูกแบบนกจะมีแต่พวกกินเนื้อ


สะโพกแบบนก

แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่นก ซึ่งสันนิษฐานกันว่าเป็นลูกหลานของไดโนเสาร์ กลับวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ที่มีสะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน โดยหลักฐานล่าสุดมาจาก โครงกระดูกของ อาคิออฟเทอริกส์ (Archaeopteryx) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์มีปีก บินได้ และมีขนแบบนก


สะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน

ในส่วนต่อมาจะจัดแสดงโครงกระดูกของไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงพฤติกรรมของไดโนเสาร์กินเนื้อ และกินพืช , วิวัฒนาการของไทแรนโนซอรัส , พฤติกรรมการอยู่รวมกันเป็นฝูงของไดโนเสาร์บางพันธุ์ , การทำรัง , การฟักไข่ 

ในโซนนี้จะมีของเล่นเพื่อประกอบการเรียนรู้ ให้เด็ก ๆ เยอะมาก ทั้งเกมคอมพิวเตอร์ และของเล่นที่สามารถจับต้องได้ เท่าที่เห็นเด็ก  ๆจะสนใจโซนนี้มากรองลงมาจากโครงกระดูกไดโนเสาร์เลย

ที่ผมชอบมาก ๆ อย่างหนึ่ง ก็คือ โฮโลแกรม ที่แสดงการดำรงชีวิตของไดโนเสาร์ เช่น ไทเซอราท็อปที่กำลังปกป้องไข่และรังของมันจากไดโนเสาร์กินเนื้อ , เวโรซี แร็พเตอร์ ที่ออกล่าเหยื่อเป็นฝูง เป็นต้น

ในโซนนี้ยังมี พิมพ์รอยเท้าไดโนเสาร์ ที่สามารถบอกเราได้ว่า รอยเท้าที่พบนั้น เป็นไดโนเสาร์ประเภทไหน มีความสูงเท่าไหร่ ขณะนั้นมันกำลังเดินหรือกำลังวิ่ง และยังทำให้รู้ว่ามันรวดเร็วหรืออืดอาดขนาดไหนด้วย และยังบอกข้อมูลอันเป็นประโยชน์อีกมากมาย

โซน 6 คืนชีวิตให้ไดโนเสาร์ ในโซนนี้เราจะได้เห็นห้องทำงานหรือห้องปฏิบัติการของนักบรรพชีวิน รวมถึงโต๊ะและเก้าอี้ทรงงานของสมเด็จพระเทพฯ อีกด้วย ภายในห้องนี้ก็จะประกอบไปด้วยโต๊ะและชั้นวางซากฟอสซิลมากมาย ซึ่งยังมีซากฟอสซิลของไดโนเสาร์อีกเป็นจำนวนมากที่รอการตรวจสอบอยู่

กว่าจะมาเป็นโครงกระดูกของไดโนเสาร์ที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็นในพิพิธภัณฑ์นั้น ต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน คร่าว ๆ ก็คือ เมื่อมีการค้นพบซากกระดูก นักบรรพชีวินก็จะทำการขุด เจาะ เอาดินที่ทับถมซากฟอสซิลนั้นออกก่อนจนใกล้เนื้อกระดูก แล้วจึงค่อย ๆ ใช้เครื่องมือพิเศษและแปรงค่อย ๆ ขูดและปัดเศษดินเศษทรายออกจากกระดูก จากนั้นก็จะหุ้มเฝือกที่ทำจากผ้ากระสอบชุบปูนปลาสเตอร์หุ้มกระดูก หรืออาจจะหุ้มชั้นดินที่ห่อหุ้มกระดูกนั้นไปด้วยก็ได้ โดยการหุ้มเฝือกนี้จะหุ้มจนมองไม่เห็นกระดูกเลย จากนั้นจึงจะทำการขนย้ายมายังห้องทำงาน แล้วจึงผ่าเอาเฝือกออก และทำความสะอาดให้ละเอียดอีกครั้ง จากนั้นจึงจะทำการศึกษาโครงกระดูกนั้นว่าเป็นกระดูกของสัตว์ชนิดใด หรือเป็นพันธุ์ใหม่ และเมื่อศึกษาเสร็จแล้ว ก็อาจจะนำชิ้นกระดูกนั้นออกจัดแสดง หรือทำแบบจำลอง โดยนำไปทำแม่พิพม์และหล่อกระดูกจำลองขึ้นมาใหม่ เพื่อนำออกแสดงแทนก็ได้


กระดูกจริง ๆ ของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ และโต๊ะทรงงานของสมเด็จพระเทพฯ ที่อยู่ทางด้านหลัง

เมื่อผ่านห้องทำงานของนักบรรพชีวินแล้ว เราก็จะเร่งเวลาให้เร็วขึ้นอีก 60 ล้านปี เพื่อเข้าสู่โลกของสัตว์โลกยุคใหม่ อย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งก็คือโซนที่ 7 ที่มีชื่อว่า ซีโนโซอิก : มหายุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในมหายุคนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมวิวัฒนาการและแพร่ขยายเผ่าพันธุ์อันหลากหลายออกไปในทั่วภูมิภาคของโลก แทนที่ไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปในยุคครีเตเชียส ในเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสัตว์และ พืชในยุคนั้นหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธ์ รวมทั้งไดโนเสาร์ เหตุการณ์นั้นเรียกว่า Cretaceous–Tertiary extinction event หรือ Cretaceous–Paleogene extinction event สันนิษฐานกันว่า อาจจะเกิดจาก อุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ทำให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟหลายแห่งทั่วโลก และคลื่นยักษ์สึนามิ ทำให้สัตว์และพืชส่วนใหญ่ตายลงทันที หลังจากนั้นก็เกิดปรากฏการณ์ฝุ่นควันจากการปะทุของภูเขาไฟ บดบังแสงอาทิตย์ทำให้พืชล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์กินพืชล้มตายในเวลาต่อมา รวมถึงไดโนเสาร์กินเนื้อก็อดอาหารตายตามเพราะขาดแหล่งอาหารคือสัตว์กินพืช ทั้งหลายนั่นเอง

สิ่งมีชีวิตที่เอาตัวรอดมาได้จากเหตุการณ์ในครั้ง นั้น คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และนกหลายชนิด ซึ่งทั้งสองเผ่าพันธุ์สูญพันธุ์ไปน้อยมาก ดังนั้นจึงถือเอาเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นจุดสิ้นสุดมหายุคมีโซโซอิกอันมีไดโนเสาร์เป็นจ้าวโลก เข้าสู่มหายุคซีโนโซอิก อันมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นผู้ครองพิภพ

มหายุคซีโนโซอิก แบ่งย่อยออกเป็น 7 ยุค คือ พาลีโอซีน , อีโอซีน , โอลิโกซีน , ไมโอซีน , ไพลโอซีน ไพลสโตซีน และโฮโลซีน

สายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิวัฒนาการขึ้นมาในมหายุคนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสัตว์ที่ตกทอดพันธุกรรมมาสู่สัตว์ในปัจจุบันนี้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ช้าง , ม้า , กวาง , เสือ , ลิง , มนุษย์ ฯลฯ ซึ่งสัตว์ที่มีความโดดเด่น และรู้จักกันทั่วไปก็ได้แก่ ช้างมีขน แมมมอธ , เสือ เขี้ยวดาบ , ตัวสลอธ จากเรื่อง Ice Age และ มนุษย์โฮโมเซเปียน  (Homo sapiens) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบัน และ โฮโม เซเปี้ยน นีแอนเดอทัล (Homo neanderthalensi) มนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่พัฒนาควบคู่มากับมนุษย์ แต่ได้สูญพันธุ์ไปก่อนเมื่อประมาณ 24,000 ปีก่อน


โครงกระดูกของม้าโบราณ

 
กะโหลกของเสือเขี้ยวดาบ

โซนสุดท้ายคือ โซนที่ 8 เรื่อง ของมนุษย์ ที่ว่าด้วยเรื่องของอดีตของมนุษย์

หนึ่งในเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดในโลก ได้วิวัฒนาการอย่างสูงสุดในมหายุคซีโนโซอิกนี้ คือ ไพรเมต(Primate) ซึ่งในภายหลังได้พัฒนามาเป็น มนุษย์ อย่างเราๆ นี่เอง

ไพรเมต เป็นอันดับของสัตว์ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกนม ได้แบ่งย่อยออกเป็นอีกหลายวงศ์ หนึ่งในนั้นคือวงศ์ของลิงยักษ์หรือ Giant Apes ซึ่งเรียกว่า Hominidae ซึ่งเป็นวงศ์ของมนุษย์ ในสปีชี่ส์ Homo Sapians และเป็นเผ่าพันธุ์เดียวในสกุล (genus) Homo ที่ดำรงชีวิตอยู่รอดมาได้ ในขณะที่พี่น้องในตระกูลเดียวกัน สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

จากการศึกษาซากฟอสซิลของมนุษย์ที่ค้นพบ ทำให้ทราบว่ามนุษย์ปัจจุบันวิวัฒนาการมาจากมนุษย์ในสกุล ออสตราโลพิเทคัส (Australopithecus) เช่นเดียวกับมนุษย์สายพันธุ์อื่นๆ และลิงชิมแพนซี

ภายในโซนนี้ เราจะได้ศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์จากภาพ วีดีทัศน์ และจะได้เห็นโครงกระดูกของ โฮโม เผ่าพันธุ์ต่างๆ เช่น โฮโม ซาเปี้ยน , ออสตราโลพิเทคัส , นีแอนเดอทัล , โฮโม อิเร็กทัส (Homo Erectus) ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจตัวตนและชาติกำเนิดของเราในเบื้องลึกมากขึ้น


กะโหลกของ Homo ในสกุลต่าง ๆ และโครงกระดูกเกือบสมบูรณ์ของ "ลูซี่"
โครงกระดูกของมนุษย์ในวงศ์ Homo สกุล ออสตราโลพิเทคัส ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

สุดท้ายคือโซนพิเศษ ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระเทพฯ ในด้านบรรพชีววิทยา ซึ่งเราจะได้เห็นภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และกึ่งกลางห้องก็จะมีโครงสร้างจำลอง และชิ้นส่วนกระดูกของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ ตั้งไว้ให้ศึกษาอย่างใกล้ชิด

หลังจากที่เดินชมภายในอาคารจนหมดแล้ว ถ้าอยากจะถ่ายรูปสวยๆ คู่กับไดโนเสาร์ ผมขอแนะนำสวนด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ที่จะมีรูปปั้นของไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงอยู่มากมายหลายพันธุ์


ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่


สยามโมซอรัส สุธีธรนิ


ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กี

และหากยังไม่เมื่อย หรือคิดว่ามาให้ถึงแล้ว ก็ต้องชมให้ทั่ว เพราะไม่ใช่ว่าจะมากันได้ง่ายๆ บ่อยๆ ก็ต้องเดินขึ้นเนินอ้อมไปด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อชมหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ของจริงครับ

เมื่อเข้ามาในอาคารก็จะพบกับ พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งทรงให้ความสนพระทัยในกิจการขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ในประเทศเป็นอย่างมาก

ไม่ห่างออกไปก็จะพบกับหลุดขุดขนาดใหญ่ที่มีความลึกลงไปประมาณ 3 เมตร เมื่อชะโงกหน้าลงไป เราก็จะพบกับซากฟอสซิลที่สมบูรณ์ของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ และชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆ ที่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ


ฟอสซิลสมบูรณ์ในหลุมขุดค้นของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่

นอกจากนี้ก็มีการจัดแสดงชิ้นส่วนกระดูกต่างๆ ของไดโนเสาร์ภายในตู้กระจก พิมพ์รอยเท้าไดโนเสาร์ และภาพถ่ายและวิดีทัศน์เกี่ยวกับกิจกรรมในการขุดค้นซากฟอสซิล

 

จากการขุดค้นพบซากฟอสซิล ทั้งไดโนเสาร์ , สัตว์เลื้อยคลาน , สัตว์ทะเล , พืช , ไม้กลายเป็นหิน และรอยเท้าไดโนเสาร์ ที่มีการค้นพบอยู่เรื่อย ๆ ในภาคอีสานของประเทศไทย ทำให้เชื่อได้ว่า แถบภาคอีสานของไทยนั้น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์โลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ใหญ่มาก ๆ แหล่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่เก่าแก่มากถึงมากที่สุด และอาจจะเป็นแหล่งกำเนิดของไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายขึ้นไปทางเอเชียเหนือ , ยุโรป และทวีปอเมริกาก็เป็นได้ เพราะซากฟอสซิลที่เราขุดค้นพบนั้น ล้วนมีอายุมากกว่าฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่ขุดค้นในภูมิภาคอื่นแทบทั้งสิ้น

และแล้วก็จบการนำชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้นี้แล้วล่ะครับ เป็นเอนทรี่ที่มีรูปเยอะที่สุดตั้งแต่เขียนมาเลยจริง ๆอ่านจบแล้ว ก็หาโอกาสไปชมของจริงให้ได้นะครับ เพราะว่าเจ๋งกว่าที่เห็นในภาพหลายเท่าตัว

สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดสำหรับการมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์สิรินธรในครั้งนี้ก็คือ ผมอยากมีเวลามาเดินชมที่นี่สัก 2-3 วัน เพราะรายละเอียดและความรู้มันเยอะไปหมด เกินกว่าที่การเดินเพียงครึ่งวันจะเก็บได้หมด เสียดายที่พิพิธภัณฑ์ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ไม่อย่างนั้นผมจะต้องมาดูซ้ำอีกบ่อยๆ แน่ๆ 

Entry Series

ป.ล. ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินครับ ที่ในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ เมื่อคืนก็ได้ข่าวว่า ดร.สุธีธร ซึ่งเป็นนักบรรพชีวินแถวหน้าของประเทศไทย ได้ประกาศว่าได้มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์กินพืช 4 เท้า คอยาว ขนาดใหญ่มาก มีอายุประมาณ 150 ล้านปีก่อน หรืออยู่ในยุคจูราสสิค ที่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งที่นี่ก็เป็นแหล่งขุดค้นซากฟอสซิลที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของประเทศไทยครับ

สำหรับซากฟอสซิลที่ค้นพบนี้ เป็นพันธุ์ที่เคยมีการขุดค้นที่จีนชื่อว่า มาเม็งชิ ซอริเด โดย ดร.สุธีธร ยังบอกอีกว่า โครงกระดูกที่ค้นพบนี้อาจจะเป็นโครงกระดูกของไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย แต่ที่แน ๆ เป็นตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไปแล้ว โดยหลักฐานที่บ่งชี้ถึงขนาดของมันก็คือ กระดูกสะบักที่มีความยาวกว่า 1.50 เมตรเลยทีเดียว ก็ติดตามข่าวกันต่อไปครับ ถ้าเค้าวิจัยและตรวจสอบเสร็จแล้ว เราคงได้รู้รายละเอียดกันมากขึ้น และคงจะได้เห็นโครงกระดูกจำลองของมันในพิพิธภัณฑ์สิรินธรครับ

Comment

Comment:

Tweet

cry cry double wink double wink big smile open-mounthed smile

#33 By (110.168.109.188|110.168.109.188) on 2014-05-04 18:25

ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากมายที่ทรงคุณค่าและกระตุ้นความอยากอย่างมหาศาล
กำลังจะไปที่นี่วันเสาร์นี้ค่ะ เด็กๆดูแล้วตื่นเต้นมากๆ
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

#32 By (152.62.44.57|152.62.44.57) on 2014-04-29 21:38

Youre เย็นดังนั้น! ผมคิดว่าคงเรียนรู้อะไรเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นที่ดีที่จะหาคนที่มีความคิดเดิมบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ใด ๆ จริงๆขอขอบคุณสำหรับการเริ่มต้นนี้ขึ้น เว็บไซต์นี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องการบนเว็บที่มีคนคิดริเริ่มเล็กน้อย งานที่มีประโยชน์สำหรับการนำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเว็บ!

#31 By adjustable bed (182.178.188.26) on 2012-01-18 01:29

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด
อยากไป 55+++

#30 By Luckystar_Benz on 2011-01-09 17:57

เนื้อหาเป็นประโยชน์มากๆเลยครับ อยากไปเที่ยวชมเหมือนกับเพราะเป็นแหล่งความรู้ทางธรณีและบรรพชีวินวิทยาที่ดีมากครับ

#27 By onyx (124.121.232.123) on 2010-04-01 16:18


sad smile เครียดกับระวังไดโนเสาร์ข้ามถนน
(ถ้าไดโนเสาร์มาจริงๆ คงเครียดเรื่องอื่นมากกว่า)
เหอะๆ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#26 By monkey keeper on 2010-03-11 20:05

ไปมาตอนปีใหม่ ชอบมากเลยค่ะbig smile

#25 By ยายแม่บ้าน on 2010-03-09 22:13

เเวะมาเยี่ยมอีกเเล้วจ้ะ เอาtagมาให้เล่นพี่ถ้าว่างนะครับ เเหะๆ http://raycircle.exteen.com/20100305/tag-my-spec confused smile

#24 By raycircle on 2010-03-05 22:00

Hot! ว้าว หลานชายเค้าชอบเลยค่ะ (แต่มันดันกลัวเวลาเห็นของจริงนี่สิ - -")

ปล. เปิดกับ FF เช่นกันค่ะ มันจะกองรวมกันเฉพาะตอนโหลดค่ะ เมื่อโหลดเสร็จมันจะเด้งออก ลองดูที่บล็อก http://gotobkk.exteen.com ดูนะคะ อันนี้ตัวเทสแบบไม่มีข้อความอื่นปน น่าจะแสดงศักยภาพได้ดีกว่าค่ะ

#23 By r i j e -[a x k i z e l] on 2010-03-05 14:12

โอ ชอบป้ายระวังไดโนเสา ข้ามถนน

>>เป็นเอ็นทรี่ ที่ยาวเยอะ มาก คับ

น่าไปเที่ยว ซักครั้งbig smile



มาเยี่ยม แล้ว

#22 By be freezing ro_Om on 2010-02-28 10:39

ทำได้แล้วค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ ^^Hot!
แม่ตัวน้อย ชอบสามตัวเขียว พ่อแม่ลูก ง่ะ ดูเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะ ตัวแม่ อิๆ แหม เดิ้นได้ใจ มีสะพายเป้ ด้วยแฮะ ดูๆ ไป หากมีตัวเล็กเพิ่มมาอีกหนึ่ง คงละม้ายๆ ครอบครัวแม่ตัวน้อยนะเน้ออออออ

ก่อนหน้าจะแวะมาเยี่ยม ได้ยินพ่อของเจ้าตัวน้อยกำลังอธิบายเกี่ยวกับ "ปลาซีลาแคน ให้เจ้าสองตัวน้อยฟังอยู่ หึๆ บุญตาดีแท้ ไม่ต้องไปเรียนหนังสือเหมือนตัวน้อย ก้อ มีคนบริฟให้เสร็จสรรพแล้วนี่นา

big smile big smile big smile big smile big smile big smile

#20 By Aphrodite (113.53.10.105) on 2010-02-21 16:16

เอนทรีนี้ต้องฮอตสถานเดียวHot! เคยเห็นป้ายระวังไดโนในรายการช่อง 9 แล้วเพิ่งได้เห็นภาพตอนนี้หละงิ
โอ้โฮ น่าเที่ยวมาก ๆ ครับ

ว่าแต่อ่านเอนทรีนี้จบแล้วคงไม่ต้องไปเที่ยวก็รู้เรื่องไดโนเสาร์ทะลุปรุโปร่งแล้วล่ะมั้งครับ

ข้อมูลแน่นมากกกกกก

#18 By Highwind on 2010-02-20 21:50

อยากไปเที่ยวจัง อยาดไปดูป้ายระวังไดโนเสาร์ข้ามถนน

#17 By fongbeer on 2010-02-20 11:53

ไปมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีมากจริง ๆ เสียดายว่าอยู่ไกลไปหน่อย พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวลำบาก ชอบมากที่ประเทศไทยมีพิพธภัณฑ์ดี ๆ แบบนี้ให้ศุกษาค้้นคว้า ขอบคุณเจ้าชายน้อยที่นำมาถ่ายทอดอย่างละเอียดเหมือนได้ไปเองอีกรอบ

#16 By Cherokee on 2010-02-20 10:30

น่าไปเที่ยวมากครับHot! Hot!
น่าสนใจ + น่าสนุกมากเลยครับ

ฮาป้ายไดโนเสาร์ข้ามถนน confused smile confused smile

#14 By Googigg on 2010-02-20 02:11

ระวังไดโนเสาร์ข้ามถนน!!!
โอ้แม่เจ้าคิดได้ไง..
หูยาวอยากไปมั่งอ่ะ.... แต่หูยาวม่ายมีรถ
ไปกาฬสินธุ์ครั้งสุดท้ายเนี่ย สิบกว่าปีเเล้ว ว่างๆจะำพาเเม่กลับไปเที่ยวบ้าง ขอบคุณมากครับพี่

#10 By raycircle on 2010-02-19 22:11

น่าสนุกเนอะ เหมือนเข้าไปในจูราสสิคพาร์ค

#9 By จั่นเจา on 2010-02-19 22:05

ดูแล้วอยากไปเที่ยวจังเลยค่ะ

อยากไปถ่ายรุปกะป้ายระวังไดโนเสารื

#8 By Popopure on 2010-02-19 18:56

ว้าววว พึ่งจะรู้ว่าไทยก็ทำพิพิธภัณฑ์ได้น่าสนใจ และ อลังการมิใช่น้อยHot!

รถมอเตอร์ไซค์เท่ห์ขอรับbig smile
Hot! Hot!

หนูอยากไปแล้วๆๆๆๆ

#6 By มนุษย์กล่อง on 2010-02-19 17:16

ไดโน เยอะแยะเลย กลัวจะหล่นมาทับตูดจัง
ออ...มอไซค์คันนั้น น่ารัก น่าขี่big smile
ก็ผมเป็นคนส่งลงใน Fail เองแหละครับ

#4 By เจ้าชายน้อย on 2010-02-19 15:02

ป้ายไดโนเสาร์ข้ามถนนเหมือนเคยเห็นแว๊บๆใน Fail.in.th แฮะ ไม่นึกว่าจะมีจริงและเป็นทางการขนาดนี้confused smile

#3 By Ratcicle on 2010-02-19 14:58

ชอบป้ายระวังไดโนเสาร์ข้ามถนนจังค่ะ

โคมไฟก็กิ๊บเก๋มากเลยทีเดียว big smile big smile big smile

#2 By ki-ka-pu on 2010-02-19 14:50

ชอบโคมไฟบนยอดเสานั่นมากมากเลยค่ะ สุดยอด และก็ชอบฝูงไดโนเสาร์ในสวนสาธารณะbig smile

#1 By catch me if u can (58.137.40.204) on 2010-02-19 14:24

Facebook