สวัสดีชาวบล็อกครับ ไม่ได้เขียนบล็อกมาเนิ่นนานแล้ว จริง ๆ แล้ว ไม่ได้แค่เฉพาะบล็อกเท่านั้น Twitter เอง ก็ห่างหายไปด้วย ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยอยากจะรับข่าวสาร หรือเสพย์สิ่งอันใดมากนักครับ เพราะรู้สึกว่ามันยุ่งเหยิงวุ่นวาย อยากห่างหายไปบ้าง บางเรื่องอ่านแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ อย่างเรื่องนี้ครับ "เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด" ที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในตอนนี้นั่นเอง

เดิมทีติดตามข่าวนี้แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร มันก็แค่ปัญหา ๆ หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมา สุดท้ายก็ต้องมีการแก้ปัญหา และก็จบ ๆ กันไป มันก็เหมือนกับปัญหา ๆ หนึ่งในการทำงานนี่แหละครับ ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำงานประจำ เป็น Routine แต่อยู่ดี ๆ ก็มีปัญหาเกิดขึ้นมาซะงั้น ที่เค้าเรียกกันติดปากว่า "งานเข้า" และเราก็ต้องแก้ไขกันไป อาจจะกล่าวได้ว่า ปัญหานั้นเป็นส่วนหนึ่งของงานก็เป็นได้ (จริง ๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันเลยทีเดียว)

แต่ที่อยากจะนำมาเขียนถึง คงเป็นกรณีของ คุณหญิง หมอพรทิพย์ ซึ่งออกมาพูดถึงเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด โดยแต่แรกนั้นยืนยันว่าใช้งานได้ แล้วก็โดนคนพันทิปประนาม (จริง ๆ แล้วไม่ได้อยากจะเข้าไปดูสักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ไหว เห็นหัวข้อกระทู้น่าสนใจ พอเข้าไปแล้วเซ็งเลย นำกลับมาคิดอีก) ใครที่สนใจก็เข้าไปอ่านกันดูนะครับ ที่กระทู้นี้

ซึ่งถ้าขี้เกียจอ่าน ก็จะสรุปให้ประมาณว่า "จขกท. และหลาย ๆ คน หมดความเชื่อถือในตัวคุณหมอ อย่านำความดีที่เคยทำในอดีตมากล่าวอ้าง มันคนละเรื่อง คุณหมอพลาดแล้วที่ไปสนับสนุนเครื่องนี้" ก็ประมาณนี้ล่ะครับ 

แต่สำหรับผมแล้ว ผมสงสารคุณหมอนะครับ ทำงานอยู่ดี ๆ งานที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากลงไปทำด้วย เพราะมีความเสี่ยงต่อชีวิตเป็นอย่างมาก แต่แล้วก็มีคนนำงานการเมืองมาให้ ก็คือไอ้เครื่อง GT-200 นี่แหละ ความจริง ก็ไม่รู้ว่าคุณหมอเคยสงสัยประเด็นนี้หรือไม่ แต่คุณหมออาจจะคิดว่า ของนี้ ทหารจัดซื้อมา มีคนใช้ให้เห็น แล้วปรากฏว่ามันก็ใช้ได้ คุณหญิงก็เลยต้องเชื่อไว้ก่อน เพราะคงจะไม่มีเวลาไปสนใจรายละเอียดนัก เพราะมีงานอื่นตรงหน้าต้องสนใจมากกว่า (คนทำงานจริง ๆ ไม่ว่างานอะไร คงจะพอนึกสถานการณ์แบบนี้ออกนะครับ)

พอมีคนมาสัมภาษณ์ ก็ต้องตอบไปก่อน ซึ่งก็ปรากฏออกมาอย่างที่เห็น ในส่วนนี้ ผมวิเคราะห์อย่างนี้นะครับ 

คุณหมอปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และมีตำแหน่งในระดับผู้บังคับบัญชา เรียกว่าเป็นแม่ทัพนายกองในสมรภูมิก็ว่าได้ สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาสมควรจะต้องทำ ก็คือ การบำรุงรักษาขวัญและกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ดังนั้น การตอบไปว่า หมอเองก็ไม่เชื่อหรอกว่า มันทำงานได้ (แม้ในใจจะคิดสงสัยว่ามันลวงโลก) มันไม่ดีกับขวัญและกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชาของตน หรือผู้ปฏิบัติระดับปฏิบัติการของหน่วยงานอื่น ๆ ที่ใช้เจ้าเครื่องนี้ด้วย ซึ่งเป็นคนที่เสียงกว่าหมอแน่ ๆ ถ้าผู้บังคับบัญชาออกตัวมาขนาดนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ขวัญกระเจิงแหละครับ 

ตรงนี้คนที่ไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้อยู่ในภาวะผู้นำในสถานการณ์เสี่ยง อาจจะไม่เข้าใจ แต่ผมว่า ผมเข้าใจดี ถามว่าทุกวันนี้ผมมีความมั่นใจกับอุปกรณ์ที่ผมต้องดูแลควบคุมมันไหม (อุปกรณ์ที่ผมใช้อยู่ ถ้ามันผิดพลาดขึ้นมา ก็ตายยกลำได้เหมือนกัน) ตอบได้ว่า มั่นใจได้ระดับหนึ่ง ส่วนระดับหนึ่งขนาดไหน ก็ตอบว่า ตามสภาพของอุปกรณ์นั่นแหละ แล้วถ้าผมไปบอกกับลูกน้องว่า "ผมไม่มั่นใจเลยนะ ว่าออกเรือไปครั้งนี้ เราจะออกไปแล้วได้กลับมาอีก" อะไรจะเกิดขึ้นล่ะครับ เค้าก็คงต้องปฏิบัติงานกันต่อไป เพราะมันเป็นหน้าที่ แต่เค้าจะทำงานภายใต้ภาวะความเครียดและกดดัน ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ผลการปฏิบัติงานแย่ลงไปอีก และเป็นตัวเร่งให้เกิดความผิดพลาดมากขึ้นด้วยซ้ำ
 
ถามว่ามั่นใจแค่นี้ แล้วทำไมไม่แก้ไข เพิ่มความมั่นใจ ก็ต้องตอบว่า ก็นี่มันเมืองไทยนี่ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ประชาชนเสื่อมศรัทธาในทหารด้วยแล้ว การจะหางบประมาณมากมาย มาบำรุงรักษาอุปกรณ์ทั้งกองทัพให้ดีพร้อม 100% มันเป็นไปไม่ได้ ได้แค่ 10% ผมก็ว่าเป็นบุญโขแล้ว ถ้าไปถามนักบินกองทัพทั้งหลาย คงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับผมนักหรอก 

ดังนั้น ผมว่าการตอบของคุณหมอพรทิพย์ ก็เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของทหารในพื้นที่มากกว่า เพราะข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือเอกสารยืนยันว่าอุปกรณ์อันนี้ทำงานไม่ได้ก็ไม่มี แต่มีการันตีจากกองทัพ และบริษัทผู้ผลิต ก็ต้องตอบไปก่อนล่ะครับ ว่ามันใช้งานได้ ครั้นจะหักดิบ ฟันธงไปเลยว่า ใช้ไม่ได้ ก็ไม่ได้ เพราะการทำงานระบบราชการต้องมีเอกสารยืนยัน รองรับ ถ้าตอบแบบไม่มีเอกสารรองรับ มีผลเสียมากกว่าผลดี

ส่วนเรื่องต่อไป ก็คือสลดใจกับคนไทยในกระทู้นั้นอยู่เหมือนกัน เราต่างก็รู้และเห็นว่า คุณหญิงหมอ เป็นคนทำงานจริง ช่วยเหลือประชาชนคนตกทุกข์ได้ยากมาก็เยอะ ทั้งในเหตุการณ์หลังสึนามิ และที่ปฏิบัติงานอยู่ตอนนี้ ด้วยตำแหน่งของคุณหมอ นั่งรอรับรายงานอยู่ในออฟฟิศก็ได้ แต่ท่านก็เอาตัวลงไปเสี่ยง ไปอยู่ไปกินกับคนในพื้นที่ แล้วกับเรื่องการให้สัมภาษณ์ถึงอุปกรณ์แค่นี้ ถึงกับเสื่อมศรัทธากันเลยหรือ ใจร้ายใจดำกันจริง อ่าน ๆ แล้ว ผมอยากอยู่เฉย ๆ ไม่ทำงาน ไม่ช่วยเหลือใครทั้งนั้น อยู่เฉย ๆ เอาตัวเองรอดก็พอแล้ว ดีกว่าถูกวิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ จากคนที่นั่งอยู่แต่หน้าคอมพ์ ดูทีวีไปวัน ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวคุณหมอเอง ก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองสักเท่าไหร่เลย อ่านแล้วคิดถึงคำพูดนี้เลยครับ "คนที่ไม่ทำอะไรเลย ไม่มีความผิด" แล้วถ้าทุกคนคิดแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นล่ะครับ ใกล้ยุคเสื่อมเข้าไปทุกทีแล้ว และอีกครั้ง ที่เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำว่า "คนไทยลืมง่าย" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องเลว เราก็ลืมกันไปได้

สำหรับประเด็นของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดนี้ สิ่งที่ผมอยากเห็นกองทัพลงมือปฏิบัติก็คือ 

1. การพิสูจน์ตามหลักการวิทยาศาสตร์ ให้หายข้องใจกันไป คือ
 
1.1 แกะ หรือ เปิดเครื่อง ตรวจดูภายใน โดยนักวิชาการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดดูข้างในตัวเครื่องด้วยกันหลาย ๆ คน หลาย ๆ เครื่อง แล้วประชุมลงความเห็นสรุปเป็นรายงาน ว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ใช้งานได้ หรือไม่ได้ เพราะอะไร ไม่ใช่ตอบว่า เพราะข้างในไม่มีอะไร แต่ต้องตอบว่า ขาดสิ่งใด ที่ทำให้เครื่องทำงานไม่ได้ หรือวงจรแบบนี้ ทำงานตามที่กล่าวอ้างไม่ได้ ต้องตอบในเชิงวิทยาศาสตร์ มากกว่าตอบแบบคนไทยคือ Fallacy กล่างอ้างโดยชี้นำให้เกิดการคล้อยตาม

1.2 ทดสอบ หรือทดลองการใช้งาน แบบวิทยาศาสตร์ ปราศจากอคติ และความลำเอียง มีการจำกัดและเปลี่ยนแปลงตัวแปรต่าง ๆ เปลี่ยนคนถือ เปลี่ยนวัตถุ เปลี่ยนสถานที่ โดยทดสอบมากกว่า 100 ครั้ง แล้วสรุปจากผลการทดลองว่า เครื่องนั้น ตรวจหาวัตถุที่กล่าวอ้างได้จริง หรือไม่จริง

2. ถ้ามีการพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริง ก็อาจจะจบเรื่องกันไป โดยทุกฝ่ายต้องยอมรับ ส่วนเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้ายังมีข้อสงสัย ก็ควรที่จะต้องตรวจสอบกันต่อไป เพราะจากข่าว จะเห็นว่า ตำรวจกับทหาร ซื้อต่างกันกว่า ห้าแสนบาท ตรงนี้ ก็ต้องตรวจสอบกัน เพราะมีคนข้องใจอยู่หลายฝ่าย แต่ถ้าเครื่องมันใช้งานไม่ได้ ตรงนี้ก็ต้องฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ที่นำเครื่องมาหลอกลวงเสนอขายให้กับราชการ และดำเนินการทางกฎหมายนำเงินคืนมาให้ได้ พร้อมทั้งจ่ายค่าชดเชย

จริง ๆ แล้ว ปัญหาแนว ๆ นี้ก็ไม่ใช่อะไรที่แก้ยากแก้เย็น ถ้าทุกฝ่ายมีความบริสุทธิ์ใจ และทำไปตามหน้าที่ และเลิกคิดแบบไทย ๆ ว่า พอเป็นข่าว อะไร ๆ ก็ผิดไปเสียหมด ทีนี้แทนที่จะคิดว่า ต้องแก้ปัญหา โดยการทำให้ข้อข้องใจนั้นหมดไป ก็กลายเป็นแก้ปัญหา ให้ข่าวมันเงียบไป ซึ่งเป็นความคิดที่โบราณคร่ำครึ สุดท้ายประเด็นกลายเป็น สาดโคลนกันไปมาระหว่าง ราชการ กับ นักวิชาการ , คนรักหมอพรทิพย์ กับ คนที่มองเรื่องความถูกต้อง ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่เกิดประโยชน์อันใด ในกรณีนี้ ถ้าทุกอย่างดำเนินการอย่างโปร่งใส เรื่องมันก็แค่มีคนมาหลอกขายของ ซึ่งเราก็คงจะเคยเจอกันมาบ้าง ไม่มากก็น้อย ของมันเกิดขึ้นได้ ในเมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก้ไข และครั้งต่อไปก็ต้องรอบคอบขึ้น และทำเป็นกรณีศึกษา เป็นแนวทางปฏิบัติ ให้คนรุ่นหลังไม่ก้าวพลาดตาม 

สุดท้ายนี้ เราต่างวิจารณ์คนอื่นได้หมดแหละครับ แต่ช่วยย้อนกลับมาวิจารณ์ตัวเองบ้างก็ดีนะครับ

ป.ล. เอนทรี่นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร นานาจิตตังครับ
ป.ล. 2 เอาเอนทรี่นี้ไปโพสในกระทู้นั้น คงโดนด่าเละเหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เขียนในบล็อกเรานี่แหละ บอกตามตรง กลัวดราม่า

Comment

Comment:

Tweet

ู^
^
^
ขอบคุณมากครับ ที่ชี้จุึดให้คิด ก็จริงอย่างที่คุณว่าจริง ๆ นั่นแหละครับ

#39 By เจ้าชายน้อย on 2010-03-11 14:56

"แต่ต้องตอบว่า ขาดสิ่งใด ที่ทำให้เครื่องทำงานไม่ได้ หรือวงจรแบบนี้ ทำงานตามที่กล่าวอ้างไม่ได้ ต้