เมื่อเอนทรี่ที่แล้ว ผมได้พาผู้อ่านไปชมฟอสซิลของสัตว์และพืชทะเลมาแล้ว ที่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย มาเอนทรี่นี้ ผมจะพาทุก ๆ ท่านเขยิบห่างออกจากฝั่ง เข้ามายังดินแดนแห่งที่ราบสูง ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นพื้นที่ราบลุ่ม และมีทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน และมีซากฟอสซิลให้ชื่นชมและศึกษามากกว่าที่แรกหลายสิบเท่าครับ

ณ พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 14 กม. เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญ และน่าสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ

ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณจะได้พบกับแหล่งข้อมูลทางด้านบรรพชีวินวิทยาที่สำคัญของประเทศหลายอย่าง ที่เป็นไฮไลท์ก็ได้แก่ ไม้กลายเป็นหิน และช้างดึกดำบรรพ์ ซึ่งค้นพบในประเทศไทย บริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์

เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณของพิพิธภัณฑ์ สิ่งแรกที่เราจะได้สัมผัสก็คือ ความสวยงามของอาคารและสวนหิน ซึ่งออกแบบได้งดงามมาก ๆ สำหรับหินที่นำมาใช้ ก็เป็นไม้กลายเป็นหิน ที่ถูกขุดพบในประเทศเราทั้งนั้น คิดดูก็แล้วกันครับว่ามีเยอะขนาดไหน ถึงขนาดนำมาจัดสวนได้ขนาดนี้ 

ที่หน้าอาคารหลัก เราจะพบกับอนุสรณ์สถาน สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำมูล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำไม้กลายเป็นหินที่พสกนิกรนำมาถวายแด่พระองค์ท่าน มาประดับไว้ด้านบน ซึ่งถือกันว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บรักษาไม้กลายเป็นหินให้เป็นสาธารณะของชุมชน

พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินแห่งนี้ แต่เดิมมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน โกรกเดือนห้า ซึ่งคาดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินแห่งแรกและแห่งเดียวในทวีปเอเชีย และเป็นหนึ่งในเจ็ดของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินทั่วโลก

ภายในอาคารหลังแรก ซึ่งอยู่ตรงกลางนั้น จะเป็นส่วนจัดแสดงต้นไม้กลายเป็นหินชนิดต่าง ๆ ซึ่งถ้าเรามาเป็นหมู่คณะ หรือมีคนเข้าชมพร้อมกันเยอะ ๆ เราก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับการกำเนิดโลก และการเกิดไม้กลายเป็นหินจากการชมวีดีทัศน์ ภายในห้องชมวีดีทัศน์อีกด้วย ซึ่งผมอยากแนะนำครับ เพราะนอกจากเราจะได้ความรู้แล้ว ยังมีอะไรสนุก ๆ ด้วย ซึ่งผมไม่ขอบอกครับ ต้องไปสัมผัสด้วยตนเอง

ห้องชมวีดีทัศน์ในอาคารแรกจะมีสองห้องครับ ห้องแรกเป็นเรื่องของการกำเนิดโลก และยุคของชั้นหินต่าง ๆ ห้องที่สองจะให้ความรู้ว่า ไม้กลายเป็นหินได้อย่างไร

เมื่อชมวีดีทัศน์จบแล้ว ทีนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ ใครใคร่ชมอะไรในพิพิธภัณฑ์ก็เชิญ ซึ่งสิ่งที่เราจะได้จากอาคารหลังแรกนี้ก็คือ ต้นไม้กลายเป็นหินของจริง

ไม้กลายเป็นหินนั้น เกิดจากการที่ต้นไม้ถูกทับถมในตะกอนดิน โดยปราศจากอากาศ และสัตว์ที่เป็นผู้ย่อยสลายเข้าไปรบกวน ทำให้ต้นไม้ไม่เกิดการเน่าเปื่อยผุพัง แต่คงรูปไว้เช่นนั้น และต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิประเทศ ทำให้เกิดมีน้ำท่วมขัง หรือเกิดกระแสน้ำใต้ดินไหลผ่าน ซึ่งในน้ำนั้นจะมีแร่ธาตุจำพวกซิลิกาอยู่มาก ทำให้สารซิลิกาเหล่านี้ค่อย ๆ เข้าไปแทนที่ในเนื้อไม้ ในระดับโมเลกุล จนแทนที่เนื้อไม้ทั้งหมด ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติแข็งเหมือนหิน ทำให้เรียกกันว่า ไม้กลายเป็นหิน หรือ Petrified Wood

ไม้กลายเป็นหินนั้น เป็นแหล่งศึกษาชั้นยอดของนักบรรพชีวินวิทยา เนื่องจากมันยังคงโครงสร้างของไม้ดั้งเดิมเอาไว้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น วงปี , เสี้ยน , หนาม , ดอก , ราก , ใบ , ท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ ฯลฯ ซึ่งทำให้เราสามารถศึกษาต้นไม้เหล่านี้ได้ไม่ต่างจากต้นไม้จริง ๆ เลยทีเดียว ซึ่งนั่นจะทำให้เราได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์กว่าซากฟอสซิลของสัตว์ ที่มักจะแตกสลาย และกระจัดกระจาย ไม่ครบถ้วน อีกทั้งเรายังไม่สามารถที่จะทราบถึงลักษณะทางกายภาพของส่วนที่ย่อยสลายได้ เช่น อวัยวะภายใน , ขน , ดวงตา ฯลฯ

ไม้กลายเป็นหินที่พบส่วนใหญ่ในบริเวณภาคอีสานนี้ จะเป็นไม้จำพวกปาล์ม ปรง เฟิร์น  แปะก๊วย กก และสน ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีชีวิตอยู่ในมหายุคมีโซโซอิก ในมหายุคนั้น แผ่นดินอีสานเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และยังมีหนองบึงและทะเลสาบน้ำจืดมากมาย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนชื้น มีฝนตกชุก จึงทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และพืชน้ำ แต่ยังไม่มีต้นหญ้าและไม้ดอก

สำหรับต้นข้างล่างนี้ คือไม้กลายเป็นหินที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา จากอำเภอวังน้ำเขียว อายุกว่า 150 ล้านปี

นอกจากไม้จะกลายเป็นหินแล้ว ในบางครั้ง ไม้ก็กลายเป็นอัญมณีอันมีค่าก็ได้ด้วย ซึ่งการเกิดไม้เป็นอัญมณีนี้ก็ไม่แตกต่างจากการเกิดไม้กลายเป็นหิน เพียงแต่ว่า แร่ธาตุที่เข้าไปแทนที่นั้น ไม่ใช่ซิลิกา แต่เป็นแร่อัญมณี เช่น โอปอ นั่นเอง เนื้อไม้นั้นอาจจะมีสีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแร่ที่เข้าไปผสม เช่นแร่เหล็ก จะทำให้ไม้มีสีออกเหลืองไปจนถึงแดง

จบจากอาคารแรกเราจะเดินทางเข้าสู่อาคารหลังที่สอง ซึ่งจะเป็นเรื่องของซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของนครราชสีมา เพราะว่าเป็นแหล่งที่พบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้มากเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ช้าง นั่นเองครับ

แหล่งค้นพบซากช้างดึกดำบรรพ์ในจังหวัดนครราชสีมานี้ ถือเป็นแหล่งค้นพบฟอสซิลของช้างโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หลากหลายที่สุด และสมบูรณ์ที่สุดในโลก โดยแหล่งที่มีการค้นพบมากที่สุดนั้นอยู่ที่ ต.ท่าช้าง และ ต.ช้างทอง อ.เฉลิมพระเกียรติ จนได้รับการขนานนามว่า สุสานช้างโบราณ

ฟอสซิลของช้างที่พบที่นี่ ถือว่ามีความหลากหลายมากที่สุดในโลกเนื่องจากว่า มีการค้นพบช้างโบราณถึง 8 สกุล จาก 38 สกุล ที่มีการค้นพบทั่วโลก อันได้แก่ ช้างกอมโพธิเรียม  , ช้างโปรไดโนธีเรียม  ช้างโปรตานันคัส , ช้างเตตระโลโฟดอน , ช้างสเตโกโลโฟดอน , ช้างสเตโกตอน , ช้างซิโนมาสโตดอน  และช้างเอลิฟาส

นอกจากจะจัดแสดงซากฟอสซิลของช้างที่พบในประเทศไทยแล้ว ก็ยังมี แผนภูมิการวิวัฒนาการของช้าง ดึดำบรรพ์มาจนถึงช้างปัจจุบัน ไล่ตั้งแต่บรรพบุรุษของช้างที่มีขนาดตัวเท่ากับหมูในปัจจุบัน มีงวงเพียงสั้น ๆ และไม่มีงา มีชื่อว่า มีริธิเรียม

จุดเด่นของช้างดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในภูมิภาคนี้ก็คือ ช้าง 4 งา สารภาพตามตรงเลยครับ ว่าผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า บรรพบุรุษของช้างจะมีสี่งา แต่มันก็มีจริง ๆ ครับ โดยช้างสี่งานั้นก็มีอยู่ตั้งหลายชนิดเสียด้วย

สำหรับรูปจำลองของช้างสี่งานั้น เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามถนนหนทาง บริเวณ ต.ท่าช้าง ซึ่งผมเองไม่ได้จอดรถถ่ายรูปเอาไว้ด้วย น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าในอินเตอร์เน็ตจะมีภาพ ปรากฎว่ามันไม่มีเลยครับ ดังนั้น ถ้าใครแวะกินไก่ย่างท่าช้าง ก็อย่าลืมมองหารูปจำลองช้าง 4 งา แล้วถ่ายรูปกลับมาแบ่งกันด้วยนะครับ

พระเอกอีกตัวหนึ่งสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากช้างแล้วก็คือ เอปโคราช หรือชื่อทางวิชาการว่า โคราชพิเธคัส พิริยะอิ (Khoratpithecus piriyai) ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่จังหวัดนครราชสีมาและนายพิริยะ วาชจิตพันธ์ ผู้มอบตัวอย่างให้ศึกษา (ชิ้นส่วนสมบูรณ์ของกรามล่าง พร้อมฟัน พบที่บ่อดูดทรายท่าช้าง) 

เอปโคราชนี้เป็นบรรพบุรุษของลิงอุรังอุตัง ที่เป็นญาติใกล้ชิดต่างสายพันธุ์กันกับมนุษย์ มีชีวิตอยู่ในช่วง 9-7 ล้านปีก่อน สำหรับซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราชที่พบที่นี่นั้น ไม่ใช่ซากแรกของเอปที่ขุดพบ แต่เป็นซากที่สอง ซึ่งซากแรกที่พบนั้นเป็น เอปสายพันธุ์เชียงม่วน มีชื่อทางวิชาการว่า โคราชพิเธคัส เชียงม่วนเอนซีส(Khoratpithecus chiengmuanensis) ซึ่งพบที่เหมืองถ่านหิน เชียงม่วน จังหวัดพะเยา

เนื่องจากว่า มนุษย์ และ เอปนั้นมีบรรพบุรุษเดียวกัน แต่เพิ่งจะมีการแยกสายพันธุ์กันอย่างชัดเจนในช่วง 9-7 ล้านปีก่อน ดังนั้นการค้นพบขากรรไกรล่างของเอปโคราช ซึ่งมีลักษณะโค้งเป็นรูปตัวยู ใกล้เคียงกับของเอปปัจจุบันและมนุษย์มากที่สุด ดังนั้น ข้อมูลนี้จึงอาจเป็นข้อบ่งชี้ที่ว่า บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจุบันนี้ อาจเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์และเอปในปัจจุบันก็เป็นได้

นอกจากซากฟอสซิลของ เอปโคราชแล้ว ในบริเวณบ่อดูดทรายในเขตจังหวัดโคราชทั้งหมด ยังได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ต่าง ๆ ในสมัยไมโอซีน และ ไพลโอซีน อีกเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น แรด , จรเข้ , เต่า , ม้าฮิปปาเรียน , เสือเขี้ยวดาบ , ฮิปโปโปเตมัส , แอนติโลป , สัตว์ในวงศ์วัว  , ยีราฟคอสั้น , ไฮยีนา (ใช่แล้วครับ ไฮยีน่า ผมเองยังไม่อยากจะเชื่อเลย)

หลุดจากอาคารที่สอง เราจะเข้าสู่อาคารหลังที่สาม ซึ่งจะพาเราย้อนอดีตไปไกลกว่าในอาคารที่สองอีก นั่นก็คือยุคไดโนเสาร์ครับ

พื้นดินในเขตจังหวัดนครราชสีมา และภาคอีสานนี้ ตั้งอยู่บนชั้นหินที่เรียกว่า กลุ่มหินโคราช ซึ่งเป็นชั้นหินที่อยู่ในยุค Triassic ถึง Cretaceous หรือประมาณ 245-65 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มหินดังกล่าวนี้ก็ยังพบเป็นแห่ง ๆ อยู่ในบริเวณภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งก็เป็นไปได้ ที่ในอนาคตเราจะพบซากไดโนเสาร์ที่บริเวณภาคเหนือและภาคใต้ครับ

กลุ่มหินโคราช ประกอบไปด้วย หินดินดาน หินทรายแป้ง หินทรายและ หินกรวดมน ตอนบนของหินชุดนี้มีชั้นของเกลือหินและยิปซั่มอยู่ด้วย เนื่องจากชั้นหินเหล่านี้มีสีแดงเกือบทั้งหมดจึงเรียกหินชุดนี้ตามลักษณะทางกายภาพว่า ชั้นหินตะกอนแดง(red bed) ซึ่งมีความหนากว่า 4,000 เมตร

จากอายุอานามของกลุ่มหินโคราชนั้น ทำให้เราพอจะมีความหวังว่า เราจะได้พบกับไดโนเสาร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุค Triassic และ Cretaceous บ้าง ซึ่งก็เป็นความจริงครับ เมื่อได้มีการขุดพบกระดูกหัวเข่าด้านซ้ายของไดโนเสาร์ซอโรพอด ที่ ภูเวียง จ.ขอนแก่น ในปีพ.ศ.2519 และหลังจากนั้นก็มีการค้นพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์อีกนับไม่ถ้วนทั่วทั้งแผ่นดินอีสาน

เมื่อเดินเข้ามาในถ้ำเพื่อจะทะลุไปสู่อาคารส่วนที่สาม ผมก็ต้องตกใจกับเสียงคำรามกึกก้องของสัตว์เลื้อยคลานผู้น่าสะพรึงกลัวตัวหนึ่งเข้า แล้วมันก็ยื่นหน้าออกมาทักทาย

มันคือไดโนเสาร์ในตระกูล T-Rex นั่นเองครับ ทำเอาซะตกใจเลยนะ โผล่มาแค่หัวเอง แล้วตัวไปไหนซะแล้วล่ะนี่

แผ่นดินอีสานนั้น มีการค้นพบไดโนเสาร์มากมายหลายชนิด ทั้งชนิด ซอโรพอด ซึ่งเป็น ไดโนเสาร์เดินสี่ขา ที่มีขนาดใหญ่ และกินพืชเป็นอาหาร กับไดโนเสาร์ชนิด เทอโรพอด ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่เดินด้วย 2 ขาหลัง มีขาหน้าสั้น และกินสัตว์เป็นอาหาร

ไดโนเสาร์ที่ค้นพบนั้น มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทั้งตัวเต็มวัย และวัยเด็ก และพันธุ์ที่พบมากในแถบจังหวัดนครราชสีมาก็ได้แก่ อีกัวโนดอน ไดโนเสาร์กินพืช ที่มีลักษณะเด่นตรงที่นิ้วโป้งขาหน้าจะมีหนามแหลมยื่นออกมา  นอกจากนี้ก็ยังมีไดโนเสาร์ที่เป็นสกุลและชนิดใหม่ของโลก ได้แก่ สยามโมไทแรนนัส อีสานเอนซีส (Siamotyrannus isanensis)  , สยามโมซอรัส สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni)  และไดโนเสาร์สกุลคาร์โนซอร์ (Carnosaur) ซึ่งยังไม่พบชิ้นส่วนสำคัญที่จะจำแนกว่าเป็นพันธุ์ใดกันแน่อีกมาก ซึ่งทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมาเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อทั้งหมด

รูปข้างล่างนี้เป็นหุ่นจำลองของ สยามโมไทแรนนัส อีสานเอนซีส (ขวา) และ อีกัวโนดอน แม่ลูก(ซ้าย) ที่กำลังต่อสู้เอาชีวิตรอดจากวงจรชีวิตตามธรรมชาติ

ภาพล่างนี้เป็น โครงกระดูกจำลองของไดโนเสาร์ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) ซึ่งค้นพบครั้งแรกที่ ภูเวียง จ.ขอนแก่น และต่อมาก็ได้พบซากที่สมบูรณ์มากที่สุด ที่ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

ก่อนที่จะออกจากอาคาร 3 ก็จะพบหุ่นไดโนเสาร์ให้ถ่ายรูปเล่น กับลานจำลองหลุมขุดซากฟอสซิล ให้เด็ก ๆ ได้ลองสวมวิญญาณนักบรรพชีวินวิทยากัน และร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ

เมื่อออกมาจากอาคารหลังที่สามแล้ว ก็ได้เวลาเดินชมรอบ ๆ อาคารซึ่งยังมีเนื้อที่อีกกว้าง ซึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือหุ่นจำลองของไดโนเสาร์ และช้างดึกดำบรรพ์ และหลุมขุดไม้กลายเป็นหิน ซึ่งเป็นหลุดขุดของจริงที่มีอยู่หลายหลุม แต่จากการสอบถามเค้าบอกว่า ตอนนี้หญ้าขึ้นคลุมหมดแล้ว ไปก็ไม่เห็นอะไร ดังนั้นผมก็เลยไม่ได้ไปต่อครับ เพราะฝนก็ตกด้วย เลยมีรูปมาฝากแค่นี้ 

ก่อนกลับก็อย่าลืมชื่นชมสวนไม้กลายเป็นหินอีกสักรอบครับ สวยงามจริง ๆ

 

 

สุดท้ายขออวดโฉมพาหนะคู่ใจที่พาผมทัวร์ทริปตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์หน่อยครับ แล้วคราวหน้ามาพบกับ พิพิธภัณฑ์สิรินธร พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดและเจ๋งที่สุดในประเทศไทยกันครับ คราวหน้าเรื่องยาวกว่านี้อีกนะ จะบอกให้

Entry Series

Comment

Comment:

Tweet

สุดยอดอ่าคับ คาสิโนออนไลน์

#25 By britrocker1234 on 2016-05-07 02:42

It is interesting museums 
and gardens, it's pretty much it. 

#24 By mobdro free (125.16.0.230) on 2016-04-23 22:56

It is interesting museums 
and gardens, it's pretty much it. 

#23 By vidmate download apk (125.16.0.230) on 2016-04-23 22:47

ขอบคุณที่พาเที่ยวนะครัช
คาสิโนออนไลน์
จีคลับ

#22 By kris (176.67.81.241|176.67.81.241) on 2015-04-07 23:09

ชอบมากเลยคะ เป็นบันทึกที่ดีมากๆ นู๋เป็นคนนึงที่อยู่ โคราช แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหน พิพิธพัณฑ์นี้ก็ได้มาครั้งแรกตอนประถม ตอนนี้ มหาลัยแล้วคะ เมื่อต้นเดือนได้มีโกาสได้ไปถ่ายรูป วิดิโอเพื่อนำมาทำวิดิโอนำเสนอแหล่งเรียนรู้ เอาจิงๆนะคะ ตัวนู๋เองไม่รู้เลยจิงๆว่าจะนำเสนอยังไงเพื่อจะหั้ยมันเป็นรแหล่งเรียนรู้ได้น่าสนใจและน่าไปได้ แต่พอหาข้อมูลมาเรื่อยๆมาเจอบันทึกนี้ พออ่านแล้วรู้แนวทางเรยคะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีที่นำมาแชร์จ้าbig smile big smile big smile

#21 By ออดี้ (49.229.196.80|49.229.196.80) on 2014-11-27 09:48

ไม่ได้ลอดอะครับ ลอดได้ด้วยเหรอ

#20 By เจ้าชายน้อย on 2011-09-19 23:19

เคยไปมาเหมือนกันสวยดีค่ะ ไปลอดท้องช้างข้างหน้ามาป่าวคะ big smile

#19 By ~นิ้วก้อย~ on 2011-09-19 17:27

มันจักรยานหรอมอซาย

#18 By ก๋วยเตี๋ยว on 2010-02-14 02:42

ตามมาดู อิอิ ขอบคุณที่เม้นให้ค่ะ

เห็นแล้วอยากไปเที่ยวบ้างงงงง

Hot! Hot! Hot!

#15 By D.K. on 2009-11-29 13:25

น่าไปจัง^^tongue
ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ

เอาไปใช้ได้เลยครับ แล้วก็ขยัน ๆ นะครับ

#13 By เจ้าชายน้อย on 2009-11-15 14:11

ึุคุณน้าเจ้าชายน้อยค้าบบบบ

ตัวน้อยขออนุญาตอ้างอิงข้อมูลของคุณน้าเจ้าชายน้อยนะคร้าบบ หุๆๆ กำลังเรียน วิด ทะ ยา สาด หุๆๆ เกี่ยวกับสัตว์โลกล้านปี ตอนที่แม่เค้าเีรียกตัวน้อยมาดู ตื่นเต้นจังค้าบบ ตัวน้อยกำลังทำรายงานเกี่ยวกับไดโนเสาร์ค้าบ

แม่บอกว่า ตัวน้อยต้องขออนุญาตคุณน้าเจ้าชายน้อยก่อน ถึงจะนำข้อมูลไปอ้างได้ และต้องให้มีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาทุกครั้งง่ะ ม่ายง้าน เดซโดนฟ้องคดีทรัพย์สินทางปัญญาแน่ๆ เล้ยยย ฮ่าๆๆๆ

ขอคอมเมนท์จากใจค้าบ ทั้งหมดง่ะ พี่ "ม้าน้ำน้อย" เค้าหล่อที่ซู้ดดดดดด

รักและเคารพคร้าบบบ
ตัวน้อย.big smile

#12 By Aphrodite & Sons (118.173.149.225) on 2009-11-15 13:45

น่าไปมากครับ

#11 By khaopoone on 2009-11-12 17:33

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจค่ะ
และก็สวนไม้เนี่ยสวยมากเลยค่ะ
surprised smile double wink

#10 By o^o..tugta..*v* on 2009-11-12 15:29

ขับมอเตอร์ไชด์ ระวังๆ นะค่ะ เห็นว่าช่วงนี้ฝนตก อันตราย ..ไว้ได้กลับบ้านเมื่อไรคงได้ไปเที่ยวที่นี่บ้าง big smile

#9 By beachboy on 2009-11-12 02:56

ทั้งภายนอก ภายใน ตกแต่งได้สวยงามดีจัง

น่าสนใจ และน่าไปมากๆ ครับ big smile

#8 By Googigg on 2009-11-11 01:49

Hot!
big smile

#7 By bee_jung on 2009-11-10 23:24

big smile Hot!

#6 By dp on 2009-11-10 19:57

ชอบมากเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#5 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-11-10 18:25

ต้องจดพิกัดลง google map ครับ จะได้ไปถูกเวลาผ่า

ไม่น่าเชื่อว่าข้างในเค้าทำสวยมากเลยนะครับ ได้งบเยอะมากๆถึงทำได้ Hot!

#4 By มนุษย์กล่อง on 2009-11-10 18:00

ขอบคุณนะครับที่แบ่งปันสิ่งดีๆbig smile Hot!

#3 By BlogNaE on 2009-11-10 15:30

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากเลยครับ

เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าช้างเคยตัวเล็กเท่าหมู

แถมยังเคยมี 4 งาอีก ไม่น่าเชื่อ

จัดสวนสวยด้วย ชอบ ๆ

Hot!

#2 By นายอุ๊ย!! on 2009-11-10 11:12

เห็นแล้วนึกถึงนิทรรศการที่ siam discovery เลยค่ะ

#1 By catch me if u can (58.8.6.110) on 2009-11-10 09:51

Facebook