ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย ตอนที่ 2
posted on 09 Nov 2009 14:13 by zedth in Sa-raเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว ผมได้พาผู้อ่านไปชมฟอสซิลของสัตว์และพืชทะเลมาแล้ว ที่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย มาเอนทรี่นี้ ผมจะพาทุก ๆ ท่านเขยิบห่างออกจากฝั่ง เข้ามายังดินแดนแห่งที่ราบสูง ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นพื้นที่ราบลุ่ม และมีทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน และมีซากฟอสซิลให้ชื่นชมและศึกษามากกว่าที่แรกหลายสิบเท่าครับ
ณ พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 14 กม. เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญ และน่าสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ
ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณจะได้พบกับแหล่งข้อมูลทางด้านบรรพชีวินวิทยาที่สำคัญของประเทศหลายอย่าง ที่เป็นไฮไลท์ก็ได้แก่ ไม้กลายเป็นหิน และช้างดึกดำบรรพ์ ซึ่งค้นพบในประเทศไทย บริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์
เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณของพิพิธภัณฑ์ สิ่งแรกที่เราจะได้สัมผัสก็คือ ความสวยงามของอาคารและสวนหิน ซึ่งออกแบบได้งดงามมาก ๆ สำหรับหินที่นำมาใช้ ก็เป็นไม้กลายเป็นหิน ที่ถูกขุดพบในประเทศเราทั้งนั้น คิดดูก็แล้วกันครับว่ามีเยอะขนาดไหน ถึงขนาดนำมาจัดสวนได้ขนาดนี้
ที่หน้าอาคารหลัก เราจะพบกับอนุสรณ์สถาน สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำมูล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำไม้กลายเป็นหินที่พสกนิกรนำมาถวายแด่พระองค์ท่าน มาประดับไว้ด้านบน ซึ่งถือกันว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บรักษาไม้กลายเป็นหินให้เป็นสาธารณะของชุมชน
พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินแห่งนี้ แต่เดิมมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน โกรกเดือนห้า ซึ่งคาดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินแห่งแรกและแห่งเดียวในทวีปเอเชีย และเป็นหนึ่งในเจ็ดของพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินทั่วโลก
ภายในอาคารหลังแรก ซึ่งอยู่ตรงกลางนั้น จะเป็นส่วนจัดแสดงต้นไม้กลายเป็นหินชนิดต่าง ๆ ซึ่งถ้าเรามาเป็นหมู่คณะ หรือมีคนเข้าชมพร้อมกันเยอะ ๆ เราก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับการกำเนิดโลก และการเกิดไม้กลายเป็นหินจากการชมวีดีทัศน์ ภายในห้องชมวีดีทัศน์อีกด้วย ซึ่งผมอยากแนะนำครับ เพราะนอกจากเราจะได้ความรู้แล้ว ยังมีอะไรสนุก ๆ ด้วย ซึ่งผมไม่ขอบอกครับ ต้องไปสัมผัสด้วยตนเอง
ห้องชมวีดีทัศน์ในอาคารแรกจะมีสองห้องครับ ห้องแรกเป็นเรื่องของการกำเนิดโลก และยุคของชั้นหินต่าง ๆ ห้องที่สองจะให้ความรู้ว่า ไม้กลายเป็นหินได้อย่างไร
เมื่อชมวีดีทัศน์จบแล้ว ทีนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ ใครใคร่ชมอะไรในพิพิธภัณฑ์ก็เชิญ ซึ่งสิ่งที่เราจะได้จากอาคารหลังแรกนี้ก็คือ ต้นไม้กลายเป็นหินของจริง
ไม้กลายเป็นหินนั้น เกิดจากการที่ต้นไม้ถูกทับถมในตะกอนดิน โดยปราศจากอากาศ และสัตว์ที่เป็นผู้ย่อยสลายเข้าไปรบกวน ทำให้ต้นไม้ไม่เกิดการเน่าเปื่อยผุพัง แต่คงรูปไว้เช่นนั้น และต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิประเทศ ทำให้เกิดมีน้ำท่วมขัง หรือเกิดกระแสน้ำใต้ดินไหลผ่าน ซึ่งในน้ำนั้นจะมีแร่ธาตุจำพวกซิลิกาอยู่มาก ทำให้สารซิลิกาเหล่านี้ค่อย ๆ เข้าไปแทนที่ในเนื้อไม้ ในระดับโมเลกุล จนแทนที่เนื้อไม้ทั้งหมด ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติแข็งเหมือนหิน ทำให้เรียกกันว่า ไม้กลายเป็นหิน หรือ Petrified Wood
ไม้กลายเป็นหินนั้น เป็นแหล่งศึกษาชั้นยอดของนักบรรพชีวินวิทยา เนื่องจากมันยังคงโครงสร้างของไม้ดั้งเดิมเอาไว้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น วงปี , เสี้ยน , หนาม , ดอก , ราก , ใบ , ท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ ฯลฯ ซึ่งทำให้เราสามารถศึกษาต้นไม้เหล่านี้ได้ไม่ต่างจากต้นไม้จริง ๆ เลยทีเดียว ซึ่งนั่นจะทำให้เราได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์กว่าซากฟอสซิลของสัตว์ ที่มักจะแตกสลาย และกระจัดกระจาย ไม่ครบถ้วน อีกทั้งเรายังไม่สามารถที่จะทราบถึงลักษณะทางกายภาพของส่วนที่ย่อยสลายได้ เช่น อวัยวะภายใน , ขน , ดวงตา ฯลฯ
ไม้กลายเป็นหินที่พบส่วนใหญ่ในบริเวณภาคอีสานนี้ จะเป็นไม้จำพวกปาล์ม ปรง เฟิร์น แปะก๊วย กก และสน ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีชีวิตอยู่ในมหายุคมีโซโซอิก ในมหายุคนั้น แผ่นดินอีสานเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และยังมีหนองบึงและทะเลสาบน้ำจืดมากมาย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนชื้น มีฝนตกชุก จึงทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และพืชน้ำ แต่ยังไม่มีต้นหญ้าและไม้ดอก
สำหรับต้นข้างล่างนี้ คือไม้กลายเป็นหินที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา จากอำเภอวังน้ำเขียว อายุกว่า 150 ล้านปี
นอกจากไม้จะกลายเป็นหินแล้ว ในบางครั้ง ไม้ก็กลายเป็นอัญมณีอันมีค่าก็ได้ด้วย ซึ่งการเกิดไม้เป็นอัญมณีนี้ก็ไม่แตกต่างจากการเกิดไม้กลายเป็นหิน เพียงแต่ว่า แร่ธาตุที่เข้าไปแทนที่นั้น ไม่ใช่ซิลิกา แต่เป็นแร่อัญมณี เช่น โอปอ นั่นเอง เนื้อไม้นั้นอาจจะมีสีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแร่ที่เข้าไปผสม เช่นแร่เหล็ก จะทำให้ไม้มีสีออกเหลืองไปจนถึงแดง
จบจากอาคารแรกเราจะเดินทางเข้าสู่อาคารหลังที่สอง ซึ่งจะเป็นเรื่องของซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของนครราชสีมา เพราะว่าเป็นแหล่งที่พบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้มากเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ช้าง นั่นเองครับ
แหล่งค้นพบซากช้างดึกดำบรรพ์ในจังหวัดนครราชสีมานี้ ถือเป็นแหล่งค้นพบฟอสซิลของช้างโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หลากหลายที่สุด และสมบูรณ์ที่สุดในโลก โดยแหล่งที่มีการค้นพบมากที่สุดนั้นอยู่ที่ ต.ท่าช้าง และ ต.ช้างทอง อ.เฉลิมพระเกียรติ จนได้รับการขนานนามว่า สุสานช้างโบราณ
ฟอสซิลของช้างที่พบที่นี่ ถือว่ามีความหลากหลายมากที่สุดในโลกเนื่องจากว่า มีการค้นพบช้างโบราณถึง 8 สกุล จาก 38 สกุล ที่มีการค้นพบทั่วโลก อันได้แก่ ช้างกอมโพธิเรียม , ช้างโปรไดโนธีเรียม ช้างโปรตานันคัส , ช้างเตตระโลโฟดอน , ช้างสเตโกโลโฟดอน , ช้างสเตโกตอน , ช้างซิโนมาสโตดอน และช้างเอลิฟาส
นอกจากจะจัดแสดงซากฟอสซิลของช้างที่พบในประเทศไทยแล้ว ก็ยังมี แผนภูมิการวิวัฒนาการของช้าง ดึดำบรรพ์มาจนถึงช้างปัจจุบัน ไล่ตั้งแต่บรรพบุรุษของช้างที่มีขนาดตัวเท่ากับหมูในปัจจุบัน มีงวงเพียงสั้น ๆ และไม่มีงา มีชื่อว่า มีริธิเรียม
จุดเด่นของช้างดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในภูมิภาคนี้ก็คือ ช้าง 4 งา สารภาพตามตรงเลยครับ ว่าผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า บรรพบุรุษของช้างจะมีสี่งา แต่มันก็มีจริง ๆ ครับ โดยช้างสี่งานั้นก็มีอยู่ตั้งหลายชนิดเสียด้วย
สำหรับรูปจำลองของช้างสี่งานั้น เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามถนนหนทาง บริเวณ ต.ท่าช้าง ซึ่งผมเองไม่ได้จอดรถถ่ายรูปเอาไว้ด้วย น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าในอินเตอร์เน็ตจะมีภาพ ปรากฎว่ามันไม่มีเลยครับ ดังนั้น ถ้าใครแวะกินไก่ย่างท่าช้าง ก็อย่าลืมมองหารูปจำลองช้าง 4 งา แล้วถ่ายรูปกลับมาแบ่งกันด้วยนะครับ
พระเอกอีกตัวหนึ่งสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากช้างแล้วก็คือ เอปโคราช หรือชื่อทางวิชาการว่า โคราชพิเธคัส พิริยะอิ (Khoratpithecus piriyai) ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่จังหวัดนครราชสีมาและนายพิริยะ วาชจิตพันธ์ ผู้มอบตัวอย่างให้ศึกษา (ชิ้นส่วนสมบูรณ์ของกรามล่าง พร้อมฟัน พบที่บ่อดูดทรายท่าช้าง)
เอปโคราชนี้เป็นบรรพบุรุษของลิงอุรังอุตัง ที่เป็นญาติใกล้ชิดต่างสายพันธุ์กันกับมนุษย์ มีชีวิตอยู่ในช่วง 9-7 ล้านปีก่อน สำหรับซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราชที่พบที่นี่นั้น ไม่ใช่ซากแรกของเอปที่ขุดพบ แต่เป็นซากที่สอง ซึ่งซากแรกที่พบนั้นเป็น เอปสายพันธุ์เชียงม่วน มีชื่อทางวิชาการว่า โคราชพิเธคัส เชียงม่วนเอนซีส(Khoratpithecus chiengmuanensis) ซึ่งพบที่เหมืองถ่านหิน เชียงม่วน จังหวัดพะเยา
เนื่องจากว่า มนุษย์ และ เอปนั้นมีบรรพบุรุษเดียวกัน แต่เพิ่งจะมีการแยกสายพันธุ์กันอย่างชัดเจนในช่วง 9-7 ล้านปีก่อน ดังนั้นการค้นพบขากรรไกรล่างของเอปโคราช ซึ่งมีลักษณะโค้งเป็นรูปตัวยู ใกล้เคียงกับของเอปปัจจุบันและมนุษย์มากที่สุด ดังนั้น ข้อมูลนี้จึงอาจเป็นข้อบ่งชี้ที่ว่า บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจุบันนี้ อาจเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์และเอปในปัจจุบันก็เป็นได้
นอกจากซากฟอสซิลของ เอปโคราชแล้ว ในบริเวณบ่อดูดทรายในเขตจังหวัดโคราชทั้งหมด ยังได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ต่าง ๆ ในสมัยไมโอซีน และ ไพลโอซีน อีกเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น แรด , จรเข้ , เต่า , ม้าฮิปปาเรียน , เสือเขี้ยวดาบ , ฮิปโปโปเตมัส , แอนติโลป , สัตว์ในวงศ์วัว , ยีราฟคอสั้น , ไฮยีนา (ใช่แล้วครับ ไฮยีน่า ผมเองยังไม่อยากจะเชื่อเลย)
หลุดจากอาคารที่สอง เราจะเข้าสู่อาคารหลังที่สาม ซึ่งจะพาเราย้อนอดีตไปไกลกว่าในอาคารที่สองอีก นั่นก็คือยุคไดโนเสาร์ครับ
พื้นดินในเขตจังหวัดนครราชสีมา และภาคอีสานนี้ ตั้งอยู่บนชั้นหินที่เรียกว่า กลุ่มหินโคราช ซึ่งเป็นชั้นหินที่อยู่ในยุค Triassic ถึง Cretaceous หรือประมาณ 245-65 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มหินดังกล่าวนี้ก็ยังพบเป็นแห่ง ๆ อยู่ในบริเวณภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งก็เป็นไปได้ ที่ในอนาคตเราจะพบซากไดโนเสาร์ที่บริเวณภาคเหนือและภาคใต้ครับ
กลุ่มหินโคราช ประกอบไปด้วย หินดินดาน หินทรายแป้ง หินทรายและ หินกรวดมน ตอนบนของหินชุดนี้มีชั้นของเกลือหินและยิปซั่มอยู่ด้วย เนื่องจากชั้นหินเหล่านี้มีสีแดงเกือบทั้งหมดจึงเรียกหินชุดนี้ตามลักษณะทางกายภาพว่า ชั้นหินตะกอนแดง(red bed) ซึ่งมีความหนากว่า 4,000 เมตร
จากอายุอานามของกลุ่มหินโคราชนั้น ทำให้เราพอจะมีความหวังว่า เราจะได้พบกับไดโนเสาร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุค Triassic และ Cretaceous บ้าง ซึ่งก็เป็นความจริงครับ เมื่อได้มีการขุดพบกระดูกหัวเข่าด้านซ้ายของไดโนเสาร์ซอโรพอด ที่ ภูเวียง จ.ขอนแก่น ในปีพ.ศ.2519 และหลังจากนั้นก็มีการค้นพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์อีกนับไม่ถ้วนทั่วทั้งแผ่นดินอีสาน
เมื่อเดินเข้ามาในถ้ำเพื่อจะทะลุไปสู่อาคารส่วนที่สาม ผมก็ต้องตกใจกับเสียงคำรามกึกก้องของสัตว์เลื้อยคลานผู้น่าสะพรึงกลัวตัวหนึ่งเข้า แล้วมันก็ยื่นหน้าออกมาทักทาย
มันคือไดโนเสาร์ในตระกูล T-Rex นั่นเองครับ ทำเอาซะตกใจเลยนะ โผล่มาแค่หัวเอง แล้วตัวไปไหนซะแล้วล่ะนี่
แผ่นดินอีสานนั้น มีการค้นพบไดโนเสาร์มากมายหลายชนิด ทั้งชนิด ซอโรพอด ซึ่งเป็น ไดโนเสาร์เดินสี่ขา ที่มีขนาดใหญ่ และกินพืชเป็นอาหาร กับไดโนเสาร์ชนิด เทอโรพอด ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่เดินด้วย 2 ขาหลัง มีขาหน้าสั้น และกินสัตว์เป็นอาหาร
ไดโนเสาร์ที่ค้นพบนั้น มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทั้งตัวเต็มวัย และวัยเด็ก และพันธุ์ที่พบมากในแถบจังหวัดนครราชสีมาก็ได้แก่ อีกัวโนดอน ไดโนเสาร์กินพืช ที่มีลักษณะเด่นตรงที่นิ้วโป้งขาหน้าจะมีหนามแหลมยื่นออกมา นอกจากนี้ก็ยังมีไดโนเสาร์ที่เป็นสกุลและชนิดใหม่ของโลก ได้แก่ สยามโมไทแรนนัส อีสานเอนซีส (Siamotyrannus isanensis) , สยามโมซอรัส สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni) และไดโนเสาร์สกุลคาร์โนซอร์ (Carnosaur) ซึ่งยังไม่พบชิ้นส่วนสำคัญที่จะจำแนกว่าเป็นพันธุ์ใดกันแน่อีกมาก ซึ่งทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมาเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อทั้งหมด
รูปข้างล่างนี้เป็นหุ่นจำลองของ สยามโมไทแรนนัส อีสานเอนซีส (ขวา) และ อีกัวโนดอน แม่ลูก(ซ้าย) ที่กำลังต่อสู้เอาชีวิตรอดจากวงจรชีวิตตามธรรมชาติ
ภาพล่างนี้เป็น โครงกระดูกจำลองของไดโนเสาร์ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) ซึ่งค้นพบครั้งแรกที่ ภูเวียง จ.ขอนแก่น และต่อมาก็ได้พบซากที่สมบูรณ์มากที่สุด ที่ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์
ก่อนที่จะออกจากอาคาร 3 ก็จะพบหุ่นไดโนเสาร์ให้ถ่ายรูปเล่น กับลานจำลองหลุมขุดซากฟอสซิล ให้เด็ก ๆ ได้ลองสวมวิญญาณนักบรรพชีวินวิทยากัน และร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ
เมื่อออกมาจากอาคารหลังที่สามแล้ว ก็ได้เวลาเดินชมรอบ ๆ อาคารซึ่งยังมีเนื้อที่อีกกว้าง ซึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือหุ่นจำลองของไดโนเสาร์ และช้างดึกดำบรรพ์ และหลุมขุดไม้กลายเป็นหิน ซึ่งเป็นหลุดขุดของจริงที่มีอยู่หลายหลุม แต่จากการสอบถามเค้าบอกว่า ตอนนี้หญ้าขึ้นคลุมหมดแล้ว ไปก็ไม่เห็นอะไร ดังนั้นผมก็เลยไม่ได้ไปต่อครับ เพราะฝนก็ตกด้วย เลยมีรูปมาฝากแค่นี้
ก่อนกลับก็อย่าลืมชื่นชมสวนไม้กลายเป็นหินอีกสักรอบครับ สวยงามจริง ๆ
สุดท้ายขออวดโฉมพาหนะคู่ใจที่พาผมทัวร์ทริปตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์หน่อยครับ แล้วคราวหน้ามาพบกับ พิพิธภัณฑ์สิรินธร พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดและเจ๋งที่สุดในประเทศไทยกันครับ คราวหน้าเรื่องยาวกว่านี้อีกนะ จะบอกให้
Entry Series








#1 By catch me if u can (58.8.6.110) on 2009-11-10 09:51