เมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว หากเราคิดจะศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ ก็มีแต่ต้องอ่านหนังสือ หรือดูสารคดี ในช่องฟรีทีวีเพียงเท่านั้น แต่ในอีก 10 ปีถัดมา แหล่งศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ก็กว้างขึ้น นั่นเป็นเพราะเรามีอินเตอร์เน็ต , VCD , UBC , Cable TV  ทำให้คนที่สนใจเรื่องไดโนเสาร์ได้มีแหล่งศึกษาเพิ่มมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ มันก็ไม่เหมือนกับการได้เห็นของจริงหรอก ว่ามั้ย???

เพราะการได้เห็นซากของไดโนเสาร์ หรือว่าฟอสซิลของจริงนั้น ถือเป็นยอดปราถนาของบรรดาคนรักไดโนเสาร์ทุกคน แต่ก็อีกนั่นแหละ สมัยก่อนนี้ ใครจะไปคิดว่า บ้านเรามันจะมีซากไดโนเสาร์ อย่างมากก็คงจะเป็นกระดูกของสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว อย่าง เนื้อสมัน กูปรี ละมั่ง ดังนั้น เราจึงได้แต่เฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่ง คงมีโอกาสได้ไปดูฟอสซิลของจริงในต่างประเทศ

แต่แล้ว ฝันที่เคยเป็นฝันก็เป็นความจริงขึ้นมา เมื่อมีการขุดค้นพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย และพบมากขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยปัจจุบันนี้ เยอะมากถึงขนาดสามารถที่จะตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงกันเลยทีเดียว ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ไปตามรอยไดโนเสาร์ในประเทศเรามาแล้ว และประทับใจมาก ๆ จนต้องนำมาบอกต่อในบล็อกเพราะอยากให้ทุก ๆ คนได้ไปดูของจริงกันครับ

ดังนั้น เอนทรี่ซีรี่ส์ (Entry Series) ในครั้งนี้ของผม จะเป็นการนำท่านผู้อ่าน ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ของประเทศไทย ผ่านพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อไปชมซากฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆ ทั้งสัตว์ทะเลและสัตว์บก , ไม้กลายเป็นหิน และแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยผมจะนำเสนอเอนทรี่ละหนึ่งสถานที่ ซึ่งสถานที่ตามรอยโลกดึกดำบรรพ์ที่ผมจะพาไปชมนั้น ก็มีอยู่ทั้งหมด 5 ที่ใหญ่ ๆ ดังนี้ครับ

  1. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
  2. พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี จ.นครราชสีมา
  3. ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว หรือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร อ.สหัสขันธ์  จ.สกลนคร
  4. ภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี

----------------------------------------------------

สำหรับวันนี้ ผมจะขอเริ่มจาก พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย (ชื่อย๊าว ยาว) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ถิ่นทหารเรือของกระผมนี่เอง ซึ่งที่นี่นั้นก็เปิดให้เข้าชมมาได้เกือบจะครบปีแล้วครับ เช่นเดียวกับภาพที่นำมาให้ชมในวันนี้นั้น ก็ไปมาเกืิอบ ๆ ปีแล้วเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าหากใครไปมาแล้ว พบว่ามันไม่เห็นเหมือนในรูปเลย ก็อย่ามาว่ากันนะครับ

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะและทะเลไทย นั้นมีความพิเศษ และแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ อยู่หลา่ยอย่างเลยครับ

อย่างแรก คือพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ริมทะเล ในขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนเขาด้วย เห็นความแปลกใหม่หรือยังครับ เท่ห์นะครับเนี่ย

อย่างที่สอง ไปชมแล้วได้แรง เพราะว่าต้องเดินขึ้นบันไดไปตลอดทาง ความยาวหลายกิโลเมตร เรียกได้ว่าคนเป็นโรคหัวใจนี่ต้องถอนตัวล่ะครับ เดี๋ยวหัวใจวาย

อย่างที่สาม ที่นี่เค้าเน้นความเป็น Interactive Museum คือการจัดแสดงนิทรรศการที่ให้ผู้เข้าชม สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ฟังเสียง , จับต้อง หรือ เล่นเกมส์ 

อย่างที่สี่ ไปที่เดียว ได้เที่ยวอีกหลายที่ ทั้งนั่งเรือท้องกระจก ชมประการัง , ไปชมธรรมชาติ ดำน้ำดูประการังน้ำตื้นที่เกาะขาม , ไหว้พระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช , นมัสการหลวงพ่อดำที่วัดแสมสาร , ซื้ออาหารทะเลสด ๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านที่ช่องแสมสาร ,เล่น BB Gun ที่หน่วยต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง และแวะทานอาหารอร่อยในร้านอาหารชื่อดังหลายร้านครับ ที่ว่ามาทั้งหมดเนี่ย อยู่ในซอยเดียวกันหมดเลยนะครับ เรียกว่าไปที่เดียว เที่ยวได้ทั้งวันเลย

และถ้าขับรถออกมาหน่อยก็ไปเที่ยวหาดนางรำ , หาดนางรอง ที่เป็นโลเคชั่นถ่้ายหนังไทยมาหลายเรื่องแล้ว ,ไปชมเรือ หลวงจักรีนฤเบศร , ไปชมแหล่งพักฟื้นและเพาะพันธุ์เต่าทะเล และอีกสารพัดที่เที่ยวในสัตหีบ ซึ่งผมก็กล้ายืนยันว่าเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยว และพักผ่อนที่เยอะที่สุดในประเทศไทยครับ (โม้นะครับ แต่เยอะจริง ๆ ผมว่าเกิน 50 ที่อ่ะครับ ถ้านับบริเวณใกล้เคียงคือพัทยา และบ้านฉางด้วย ผมว่าเกิน 100 ที่เลยเอ้า)

อย่างที่ห้า คุณจะได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดไปเต็ม ๆ เพราะต้นไม้เยอะ แค่ตอนมองขึ้นไปจากข้างล่างก็จะเห็นแล้วว่า มีต้นไม้ครึ้มขนาดไหน

อย่างที่หก มีพระอาทิตย์ตกสวย ๆ เพราะตะวันตกทิศนี้พอดี ฉากหลังเป็นทะเล และเกาะ แถมยังมีทางเดินทอดยาวลงไปในทะเลด้วย งามมากครับ ขอบอก

อย่างที่เจ็ด ถ้าคุณโชคดีพอก็อาจจะได้เห็นกระบวนเรือสวย ๆ ของเรือรบไทย วิ่งผ่านอยู่แถวนั้นพอดี แต่โอกาสเกิดค่อนข้างน้อยครับ แนะนำให้ไปช่วงที่มีประกาศฝึกประจำปีของทร. นะครับ (แต่เมื่อไหร่ ไม่บอก ความลับ)

เอาล่ะครับ เกริ่นนำไปเยอะแล้ว ตามเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์กันเลยดีกว่าครับ

อาคารพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 5 หลัง เรียงรายจากตีนเขา ถึงยอดเขา ออกแบบโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

บริเวณตีนเขา จะมีอาคารจำหน่ายบัตรเข้าชม ร้านขายของ