ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย ตอนที่ 1
posted on 06 Nov 2009 22:30 by zedth in Sa-raเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว หากเราคิดจะศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ ก็มีแต่ต้องอ่านหนังสือ หรือดูสารคดี ในช่องฟรีทีวีเพียงเท่านั้น แต่ในอีก 10 ปีถัดมา แหล่งศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ก็กว้างขึ้น นั่นเป็นเพราะเรามีอินเตอร์เน็ต , VCD , UBC , Cable TV ทำให้คนที่สนใจเรื่องไดโนเสาร์ได้มีแหล่งศึกษาเพิ่มมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ มันก็ไม่เหมือนกับการได้เห็นของจริงหรอก ว่ามั้ย???
เพราะการได้เห็นซากของไดโนเสาร์ หรือว่าฟอสซิลของจริงนั้น ถือเป็นยอดปราถนาของบรรดาคนรักไดโนเสาร์ทุกคน แต่ก็อีกนั่นแหละ สมัยก่อนนี้ ใครจะไปคิดว่า บ้านเรามันจะมีซากไดโนเสาร์ อย่างมากก็คงจะเป็นกระดูกของสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว อย่าง เนื้อสมัน กูปรี ละมั่ง ดังนั้น เราจึงได้แต่เฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่ง คงมีโอกาสได้ไปดูฟอสซิลของจริงในต่างประเทศ
แต่แล้ว ฝันที่เคยเป็นฝันก็เป็นความจริงขึ้นมา เมื่อมีการขุดค้นพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย และพบมากขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยปัจจุบันนี้ เยอะมากถึงขนาดสามารถที่จะตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงกันเลยทีเดียว ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ไปตามรอยไดโนเสาร์ในประเทศเรามาแล้ว และประทับใจมาก ๆ จนต้องนำมาบอกต่อในบล็อกเพราะอยากให้ทุก ๆ คนได้ไปดูของจริงกันครับ
ดังนั้น เอนทรี่ซีรี่ส์ (Entry Series) ในครั้งนี้ของผม จะเป็นการนำท่านผู้อ่าน ตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ของประเทศไทย ผ่านพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อไปชมซากฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆ ทั้งสัตว์ทะเลและสัตว์บก , ไม้กลายเป็นหิน และแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยผมจะนำเสนอเอนทรี่ละหนึ่งสถานที่ ซึ่งสถานที่ตามรอยโลกดึกดำบรรพ์ที่ผมจะพาไปชมนั้น ก็มีอยู่ทั้งหมด 5 ที่ใหญ่ ๆ ดังนี้ครับ
- พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
- พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี จ.นครราชสีมา
- ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว หรือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร อ.สหัสขันธ์ จ.สกลนคร
- ภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี
----------------------------------------------------
สำหรับวันนี้ ผมจะขอเริ่มจาก พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อาคารพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 5 หลัง เรียงรายจากตีนเขา ถึงยอดเขา ออกแบบโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
บริเวณตีนเขา จะมีอาคารจำหน่ายบัตรเข้าชม ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และห้องน้ำ ซึ่งบัตรที่จำหน่าย จะแยกขายระหว่างบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ กับบัตรนั่งเรือท้องกระจกเพื่อชมปะการังน้ำตื้น บริเวณเกาะขาม เกาะปลาหมึก และเกาะแสมสาร
และก่อนที่จะเข้าสู่เขตคามของพิพิธภัณฑ์ เราก็จะพบกับ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน กษัตริย์เพียงพระองค์เดียวแห่งกรุงธนบุรี ผู้กอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ถ้าใครจะแวะสักการะพระองค์ก่อน หรือจะลงมาสักการะทีหลังก็แล้วแต่ครับ
เมื่อผ่านศาลพระเจ้าตากมาแล้ว ก็จะพบกับทางลาดขึ้นเขา เพื่อเข้าสู่อาคารพิพิธภัณฑ์หลังแรก ซึ่งทางนี้เป็นส่วนของลานศึกษาซากชีวิตดึกดำบรรพ์
บริเวณสองข้างทางของทางขึ้นนี้ จะเรียงรายไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และก้อนหินรูปทรงแปลก ๆ อยู่ตลอดเส้นทาง
ซึ่งเมื่อเราเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็จะเห็นว่า หินเหล่านี้ไม่ใช่หินธรรมดา แต่เป็นหินที่มีซากฟอสซิลของสัตว์น้ำ จำพวกแพลงตอน หอย ฟองน้ำ ปะการัง และพืชทะเล จำพวก สาหร่ายทั้งหลาย โดยซากแต่ละซากก็จะมีคำอธิบายบอกว่าเป็นสัตว์หรือพืชชนิดใด มีอายุอยู่ในช่วงยุคใด
ส่วนต้นไม้ต่าง ๆ ก็จะเป็นพันธุ์ไม้ที่พบได้ตามเกาะแก่ง และชายหาด และพืชสมุนไพร
เมื่อผ่าน ลานศึกษาซากชีวิตดึกดำบรรพ์ มา เราก็จะพบกับอาคารหลังแรก ที่มีชื่อว่า อาคารเทิดพระเกียรติมหาราช ซึ่งเป็นส่วนจัดแสดง ความเป็นมาของการจัดสร้าง พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติแห่งนี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยนิทรรศการแรกของอาคารนี้ก็คือ ตามรอย เจ้าฟ้านักอนุรักษ์
จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากเราจะได้เรียนรู้จากการชมนิทรรศการ และการอ่านข้อมูลที่อธิบายอยู่ตามป้ายแล้ว เรายังสามารถเรียนรู้ได้แบบ Inter Active จากการชมภาพยนตร์ การสัมผัสและการเล่น
บนป้ายนี้ เราจะได้เห็นภาพและชื่อ รวมถึงผลงานของนักวิจัยจริง ๆ ที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทย เห็นแบบนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าอยากเป็นให้ได้แบบท่านเหล่านี้เหมือนกัน
ส่วนที่สองเป็นส่วน จากหิน สู่ดินและชีวิต เป็นส่วนแสดงถึงรากฐานของโลกคือ ดิน และการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิต จนถึงสิ่งที่เราค้นพบในดิน ก็คือ ฟอสซิล ซึ่งก่อให้เกิดคำถามต่อชีวิต และวิวัฒนาการของโลกและสิ่งมีชีวิตมากมาย
ในห้องนี้ จะมีซากฟอสซิลของสัตว์ทะเลหลายชนิดที่ค้นพบบนเกาะบอน จังหวัดพังงา และการจำลองการขุดค้นซากไดโนเสาร์ รวมถึงไดโนเสาร์จำลอง อย่าง แบรคคิโอซอรัส ซึ่งเราสามารถเข้าไปชมได้อย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว
จบส่วนที่สองของอาคารหลังแรก เราก็จะต้องเดินเท้าต่อไปอีกเล็กน้อย เข้าสู่อาคารหลังที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า ปวงปราชญ์ร่วมรวมใจ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นเดียวกับอาคารแรก ส่วนแรกนั้นแสดงแบบจำลองของระบบนิเวศน์วิทยาของป่าในประเทศไทย โดยเฉพาะ พื้นที่ป่าชายเลนและเกาะแก่งต่าง ๆ และการค้นพบพันธุ์พืชที่มีอยู่เฉพาะในประเทศไทย รวมทั้งความหลากหลายของสมุนไพร
สิ่งที่ผมชอบมาก ๆ สำหรับห้องนี้ก็คือ แผนภาพรอยเท้าของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่เป็นสัตว์สงวนของประเทศไทย โดยเค้าจะมีเกมให้เราเล่นสนุก ๆ ด้วย นั่นก็คือ เกมทายรอยเท้า ว่าเป็นของสัตว์ขนิดใด สนุกและสร้างสรรค์มาก ๆ เลยครับ
ส่วนต่อไปคือ อาณาจักรผู้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ในส่วนนี้จะจัดแสดงสัตว์และพืชที่เป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ที่ทำให้ซากสัตว์ต่างๆ นั้นย่อยสลายจนเหลือแต่กระดูก ทำให้เกิดความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์วิทยา ได้แก่ มด ปลวก หนอน แมลง เห็ด รา ฯลฯ
เครื่องมือข้างล่างนี้ เรียกว่า Berlese Funnel เป็นเครื่องมือที่ใช้ศึกษาจำนวนของสัตว์หน้าดิน และที่อยู่ในดินตัวอย่างที่เก็บมา ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณนั้น ส่วนหลักการทำงานเป็นอย่างไรนั้น ลองไปอ่านดูจากคำอธิบายในพิพิธภัณฑ์ดูก็แล้วกันนะครับ
อาคารที่ 3 และที่ 4 ตอนที่ผมไปเมื่อปีที่แล้ว ยังสร้างส่วนจัดแสดงไม่เสร็จ ซึ่งทั้งสองอาคารนี้มีชื่อว่า ใฝ่เรียนรู้ผู้ฉลาด และพิฆาตความไม่ดีที่ประจักษ์ ตามลำดับ โดยอาคารที่สามนั้น จะแสดงพันธุ์พืชและระบบนิเวศน์ป่าชายเลน ส่วนอาคารที่ 4 จะจัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก จัดแสดงปะการังและชีวิตใต้ทะเลของไทยทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ส่วนที่ 2 จัดแสดงปัญหามลภาวะต่าง ๆ และส่วนที่สามจะเป็นการปลูกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ออกจากอาคารหลังที่ 4 เราจะพบกับทางเดินขึ้นเขาอันแสนหฤโหด ซึ่งตรงนี้ขอแนะนำว่าใครที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืดหอบ ไม่ควรขึ้นไปเป็นอันขาดครับ เสี่ยงเกินไป แนะนำให้หันหลังเดินกลับเสียตั้งแต่ตรงนี้ดีกว่า เพราะว่าเดินไกลเป็นกิโล ส่วนขาลงก็หลายกิโลเลยล่ะครับ
หรือไม่ก็นั่งชมวิว ดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ อยู่ที่หลังอาคาร 4 ไปก็ได้ครับ วิวสวย ๆ กับเครื่องดื่มเย็น ๆ คงทำให้การรอคอยไม่น่าเบื่อเกินไปนัก
แต่สำหรับคนที่เดินขึ้นเขาไป ระหว่างทางก็ไม่น่าเบื่อเลย เพราะมีพันธุ์ไม้สวย ๆ และร่มรื่นให้ชื่นชมไปได้ตลอดทาง และก็มีน้ำตกจำลองด้วย เดินไปแวะถ่ายรูปไป รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงอาคารแล้ว
ระหว่างทางก็ยังมีจุดชมวิวสวย ๆ ให้ได้ชมธรรมชาติของอ่าวแสมสาร และเก็บภาพเป็นที่ระลึกด้วย
เมื่อเดินมาจนถึงยอดเขาแล้ว เราจะเห็นป้อมปืน 40 mm. ตั้งเด่นอยู่ ตรงนี้ถ้ามาตอนกลางวันจะร้อนมาก เพราะพื้นตรงนั้นเป็นเหล็ก ถ้าใครอยากรู้ว่า นักเรียนนายเรือโดนทำโทษบนเรือแล้วรู้สึกอย่างไร ให้ลองไปยึดพื้น หรือเอาตัวไปนาบพื้นเหล็กตรงนั้น ในวันที่อากาศร้อนดูนะครับ การทำโทษแบบนี้ เค้าเรียกว่า ปิ้งปลา ครับ
ภายในยังมีกล้องส่องทางไกลแบบโบร่ำโบราณที่ไม่ต้องหยอดเหรียญให้ดูวิวทิวทัศน์ด้วยครับ รู้สึกเหมือนเป็นกัปตัน แจ๊ค สแปร์โร่ว์ บ้างไหมครับ
เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวอาคาร เราจะพบรูปหล่อของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาของกองทัพเรือ ตั้งอยู่ด้านหน้า ตรงนี้ห้ามจุดธูปบูชา แต่ทำความเคารพได้ครับ
อาคารหลังนี้ มีชื่อว่า พิทักษ์ศักยภาพทะเลไทย จัดแสดงภารกิจของทหารเรือไทย ในการคุ้มครองอธิปไตยทางทะเล และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งก็จะมีการจัดแสดงแบบ Inter Active มากมาย เช่น การแสดงข้อมูลผ่านวีดีทัศน์ คอมพิวเตอร์ และเกมสนุก ๆ สำหรับเด็ก ๆ
ถ้าใครสงสัยว่า อาณาเขตทางทะเลของไทยเป็นอย่างไร กว้างใหญ่แค่ไหน ก็ลองมาดูที่แผนภาพนี้ดูครับ จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว
ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของอาคารนี้ก็คือ พระราชประวัติของอดีตพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ รวมถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ในส่วนที่ทรงอุปถัมภ์ทหารเรือไทย ทำให้ทหารเรือไทยเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้
ต่อไปก็คือ นิทรรศการแสนยานุภาพของทหารเรือไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แสดงประวัติศาสตร์การสงครามของทหารเรือไทย
และภารกิจหน้าที่อันสำคัญยิ่งในปัจจุบันก็คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติใต้ทะเล , ป่าชายเลน และเกาะแก่งต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้เข้าใจว่าทหารเรือเองก็มีส่วนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเหมือนกัน นอกจากนี้ ก็มีส่วนจัดแสดงแหล่งท่องเที่ยวภายในเขตทหารเรือ ซึ่งประชาชนทั่วไปสมารถเข้าไปท่องเที่ยวได้ ซึ่งบางคนก็อาจจะยังไม่รู้
เมื่อจบจากอาคารนี้ ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางลงเขา ซึ่งมีระยะทางไกลมาก แต่ก็เป็นทางลงตลอดทาง เดินสบายกว่าขาขึ้นเยอะ ระหว่างทางก็มีการจัดแสดง บ้านของตำรวจตระเวณชายแดน ว่าเค้ากินอยู่กันอย่างไร ซึ่งในอนาคต คงจะมีการจัดแสดงมากกว่านี้ ตอนนี้ก็มีแต่บ้านให้ดูเพียงเท่านั้นครับ
ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ้าว่ากันเฉพาะเรื่องของโลกยุคดึกดำบรรพ์ เราจะได้พบกับซากฟอสซิลของสัตว์ทะเล ที่เป็นสัตว์ในยุคแรกเริ่มของวิวัฒนาการ ก่อนที่สัตว์เหล่านั้นจะพัฒนาจนมีเปลือกแข็งและมีขา จนกระทั่งวิวัฒนาการมาเป็นไดโนเสาร์ และฟอสซิลของพืชทะเล ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นพืชที่มีระบบโครงสร้างอันซับซ้อน อย่างพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และใบเลี้ยงคู่ ดังนั้น ถ้าจะตามรอยโลกยุคดึกดำบรรพ์ ผมจึงขอแนะนำให้เริ่มจากที่นี่ เพราะที่นี่มีฟอสซิลของสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น อีกทั้งยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ก่อนที่เราจะมูฟไปสู่ดินแดนทางภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งขุดพบซากดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และกำลังเป็นที่กล่าวขานถึงของนักบรรพชีวินทั่วโลกครับ
สำหรับ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะ และทะเลไทย นี้ ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในเขตอำเภอ สัตหีบ ถิ่นทหารเรือ ซึ่งถ้าใครมาที่นี่ ผมแนะนำว่าหาเวลามาพักสัก 3 วัน 2 คืน เพราะนอกจากที่นี่แล้ว สัตหีบ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากบล็อกของผมนี่แหละครับ จะทยอยนำมาให้อ่านเรื่อย ๆ ครับ
สำหรับ เอนทรี่หน้า ผมจะพาไปแหล่งค้นพบ ต้นไม้กลายเป็นหิน และฟอสซิลช้างดึกดำบรรพ์ที่เยอะและสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ที่ จ.นครราชสีมานะครับ โปรดติดตามกันต่อไป
Link
Entry Series ตอนอื่น ๆ








#1 By catch me if u can (61.90.22.194) on 2009-11-07 11:58