สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนบล็อกมาซะนานเลยนะครับ ก็ยังคิดถึงและเข้ามาอ่านบล็อกของเพื่อน ๆ บ้าง ตามแต่จะมีโอกาสครับ ช่วงที่หาย ๆ ไปนี่ ก็ไปเรียนซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเอนทรี่ทีเขียนขึ้นในวันนี้ ก็เป็นผลผลิตจากการเรียนนี่แหละครับ เป็นบทความทางทหาร ที่เขียนส่งในวิชาการเขียนบทความทางทหาร ในหลักสูตร ชั้นต้นพรรคกลิน รุ่นที่ 38 ซึ่งบทความเที่ยวนี้ เป็นวิชาการมาก ๆ ครับ ไม่ต้องอ่านก็ได้ ผมแค่อยากนำมาเผยแพร่ไว้ในบล็อกให้รุ่นน้อง หรือนักศึกษาทางด้านวิชาวิศวกรรมต่อเรือ หรือวิศวกรรมเครื่องกลเรือ ได้มีข้อมูลไว้ใช้อ้างอิงในภายภาคหน้าเท่านั้นเองครับ เพราะบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีเรื่องนี้ที่เป็นภาษาไทยยังหาอ่านได้ยากผมกล้าการันตีเลย ว่าในเว็บไม่มีแน่ ๆ แต่ในรูปแบบหนังสือ ยังไม่แน่ใจนัก

อย่างไรก็ดี บทความในบล็อกนี้ ผมได้เพิ่มข้อมูลที่เป็นมีเดียอย่างวีดีโอ และเนื้อหาบางส่วนเพิ่มเติมจากงานที่ส่งอาจารย์ เนื่องจากว่า ในงานที่ส่งถูกจำกัดด้วยหน้ากระดาษเพียงแค่ 5 หน้า แต่ในบล็อก ผมมีพื้นที่ไม่จำกัด ดังนั้น บทความนี้จึงครบถ้วนสมบูรณ์กว่าที่เขียนส่งอาจารย์ครับ

ดังนั้นใครที่ไม่สนใจก็ข้ามไปได้เลยครับ แต่ยังคงคอมเม้นต์ทักทายกันได้นะครับ คิดถึงทุกคนครับ

แต่สำหรับคนที่สนใจนะครับ บทความนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มรูปแบบ ห้ามคัดลอกไปตีพิมพ์ , ทำรายงาน , ทำ PowerPoint ทั้งดุ้น แต่สามารถพิมพ์ออกไปอ่าน แจกให้คนอื่นอ่าน (แต่บอกที่มา) นำไปอ้างอิง และเขียนขึ้นใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง ในลักษณะการพัฒนาต่อยอดได้ หรือถ้านำข้อความส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ ขอให้มีเชิงอรรถอ้างถึงบทความนี้ด้วยครับ ขอแค่นี้ล่ะครับ โดยเฉพาะน้อง ๆ นักศึกษา การคัดลอกผลงานทางวิชาการไปทั้งดุ้น จะทำให้ติดเป็นพฤติกรรมติดตัวไปในการทำงานนะครับ อย่าเพาะบ่มนิสัยที่ไม่ดีตั้งแต่เป็นนักเรียน นักศึกษาเลยนะครับ

--------------------------------------------------

Flexible Launching TechnologyTM
เทคโนโลยีการปล่อยเรือลงน้ำด้วยเบาะอากาศ (Air Bags)

Ship Launching Using Airbags

การปล่อยเรือลงน้ำ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติควบคู่มากับการสร้างเรือนับตั้งแต่สมัยยุคเรือไม้แล้ว เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนไปสร้างเรือในน้ำ มีแต่สร้างบนบกกันทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อมีข้อจำกัดว่าต้องสร้างเรือบนบกแล้ว ก็ต้องคิดเผื่อวิธีการนำลงด้วย ซึ่งวิธีการนำเรือลงน้ำในสมัยโบราณ ก็มีตั้งแต่การลากลงน้ำ อย่างเรือของพวกไวกิ้ง ที่ใช้แค่กำลังคนก็ลากลงน้ำได้สบาย ๆ หรือการสร้างเรือไว้ริมตลิ่ง เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ขุดตลิ่งให้เป็นร่องน้ำเข้าไปหาเรือ อย่างเช่น โรบินสัน ครูโซ ที่ติดเกาะอยู่คนเดียว แต่ก็สามารถสร้างเรือขุด และนำเรือลงน้ำได้เองด้วยวิธีการนี้

การปล่อยเรือแบบไวกิ้ง

แต่ต่อมา มนุษย์มีความต้องการที่จะสร้างเรือที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งขนาดที่ใหญ่มากขึ้นนี้ ทำให้มีปัญหาเรื่องการนำเรือลงน้ำ คือไม่สามารถใช้วิธีนำลงแบบเดิม ๆ ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ในการนำเรือลงน้ำ จนเกิดเป็นวิธีการที่เรียกว่า end-on launching ซึ่งเป็นการสไลด์เรือตามแนวกระดูกงู ลงจากรางเหล็กชโลมไขมันจากสัตว์ที่เรียกว่า Slip Way แล้วปล่อยให้เรือไถลลงน้ำไปด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก และน้ำหนักของตัวเรือเอง ในการนำเรือลงน้ำแบบนี้จะเอาส่วนท้ายเรือลง เพราะท้ายเรือจะมีลักษณะป้านและต้านน้ำ ไม่ลู่น้ำเหมือนส่วนหัว ซึ่งการนำส่วนท้ายเรือลงน้ำก่อนจะทำให้เรือลงน้ำอย่างปลอดภัยกว่าการนำส่วนหัวเรือลง

วิธีการปล่อยเรือลงน้ำแบบนี้เป็นวิธีที่นิยมกันมาก และใช้กันมาอย่างแพร่หลายยาวนาน เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย และใช้ได้กับเรือทุกประเภท ทุกขนาด และนิยมใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ เรือหลวงจักรีนฤเบศร ก็ปล่อยลงน้ำด้วยวิธีนี้เช่นเดียวกัน

การปล่อยเรือลงน้ำถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขั้นตอนใด ๆ ในการสร้างเรือ อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมการตั้งแต่ก่อนที่จะวางกระดูกงูเรือเสียด้วยซ้ำ เนื่องจาก ช่วงเวลาที่เรือกำลังเคลื่อนตัวลงน้ำนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่มีแรงกระทำต่อโครงสร้างของเรืออย่างมหาศาล ซึ่งถ้าหากว่าโครงสร้างของเรือไม่แข็งแรงแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับโครงสร้างเรือได้ ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวณหาแรงที่จะเกิดขึ้นแล้วนำไปสร้างโครงสร้างรับเรือที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ในการปล่อยเรือทางท้าย จะมีแรงมหาศาลกดลงบนปลายของลานลาดปล่อยเรือ ในจังหวะที่ท้ายเรือทิ่มลงน้ำ (Tipping) ซึ่งอาจจะทำอันตรายต่อท้องเรือ ณ บริเวณเดียวกับปลายลาดของลานปล่อยเรือได้ และแรงที่กดลงบนบริเวณหัวเรือ เมื่อเรือเริ่มมีอาการหมุน (Pivoting) อันเนื่องมาจากแรงลอยตัวของเรือทางท้ายเรือ ทำให้ท้ายเรือมีกำลังลอยขึ้นมา และน้ำหนักของเรือที่เหลือทั้งหมดจะกดลงบริเวณหัวเรือ ซึ่งก็จะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับหัวเรือได้เช่นกัน

เมื่อครั้งที่ได้มีการปล่อยเรือ S.S.  Normandie ลงน้ำด้วยการปล่อยเรือทางท้ายนี้ ได้มีการคำนวณว่ามีแรงมากถึง 7,000 ตัน หรือประมาณ 25.3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักของเรือทั้งลำในขณะปล่อยเรือ (27,666 ตัน)[1] กระทำลงบนโครงสร้างที่รองรับหัวเรือ หรือที่เรียกว่า ป๊อปเป็ดหัว (Fore Poppet) ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมลานปล่อยเรือ และโครงสร้างรองรับตัวเรือขณะปล่อยเรือลงน้ำไว้เป็นอย่างดี เพื่อที่ว่าเรือจะได้ถูกปล่อยลงน้ำอย่างปลอดภัย ไม่มีสิ่งใดชำรุดเสียหาย

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาวิธีการปล่อยเรือลงน้ำขึ้นมาหลายวิธี หากแบ่งตามลักษณะของการปล่อยลงน้ำแล้ว ก็จะแบ่งออกได้ 3 วิธี ดังนี้

1.การปล่อยเรือลงน้ำโดยอาศัยน้ำหนักของเรือและแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravitational Type Launching Method) ซึ่งยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกได้เป็นอีก 2 วิธีคือ การปล่อยเรือทางท้ายด้วยรางเลื่อน (Longitudinal Slideway Launching) และการปล่อยเรือทางข้าง (Side Launching) วิธี แรกเป็นวิธีที่มีใช้กันมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยม เพราะสามารถใช้ได้กับเรือแทบทุกประเภทและขนาด ส่วนวิธีหลังจะเหมาะกับอู่ต่อเรือซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดกับแม่น้ำที่มีขนาด ของลำน้ำไม่กว้างนัก และเหมาะกับเรือขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

Longitudinal Slideway Launching Longitudinal Slideway Launching


Side LaunchingSide Launching

2. การนำเรือลงน้ำโดยให้เรือลอยขึ้นเอง (Floating-Out Type Launching) วิธีนี้ จะไม่ถือว่าเป็นการปล่อยเรือ หรือ Launching เนื่อง จากเรือไม่ได้มีอาการถูกปล่อยให้ลงสู่น้ำ แต่จะเป็นการสูบน้ำเข้ามาในอู่แห้ง หรืออู่ลอย เพื่อให้เรือลอยขึ้นด้วยแรงลอยตัวของเรือเอง ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับอู่เรือที่มีงบประมาณน้อย ๆ เนื่องจากไม่ต้องสร้างแคร่ปล่อยเรือ และทางลาด และใช้ได้ทั้งกับเรือเล็ก เรือใหญ่ ซึ่งเรือที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ก็จะต้องใช้วิธีนี้ เนื่องจากแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีมากเกินกว่าที่จะปล่อยเรือลงน้ำด้วยแรงโน้ม ถ่วงได้โดยที่เรือไม่เสียหาย

 Floating Drydock

3. การนำเรือลงน้ำด้วยวิธีทางกลอื่น ๆ (Mechanical Type Launching) วิธีนี้เป็นวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจากวิธีที่กล่าวถึงทั้งสองวิธีข้างต้น เนื่องจากมีหลายวิธี ตามแต่อู่ต่อเรือจะคิดค้นขึ้นมาได้ และก็เป็นวิธีที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เหมาะสมกับเรือบางขนาดและบางประเภท หรือเหมาะกับภูมิประเทศบางพื้นที่เท่านั้น เช่น เครื่องยกเรือ (Shiplift) , ซิงโครลิฟต์ และการปล่อยเรือลงน้ำโดยใช้เบาะอากาศ (Ship Launching Using Airbags)

สำหรับวิธีการปล่อยเรือลงน้ำโดยใช้เบาะอากาศนั้น เป็นวิธีใหม่ล่าสุด ที่คิดค้นขึ้นโดยวิศวกรจากอู่ต่อเรือ Qingdao Evergreen Shipping Supplies Co.,Ltd. ในประเทศจีน ซึ่งเป็นวิธีการปล่อยเรือลงน้ำ ที่กำลังเป็นที่แพร่หลายในอู่ต่อเรือต่าง ๆ ในประเทศจีน  โดยมีชื่อเรียกที่รู้จักกันในวงการต่อเรืออยู่หลายชื่อ ได้แก่ Flexible Launching Technology , Innovative Flexible Launching Technology , Evergreen Airbags , Rubber Roller , Air Roller เป็นต้น

วิธีการปล่อยเรือลงน้ำโดยใช้เบาะอากาศ เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีโบราณเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เทคโนโลยีโบราณที่ว่าก็คือ การใช้หลักการ Rolling หรือการกลิ้งท่อนซุง เหมือนกับทฤษฎีการขนหินขนาดใหญ่ไปสร้างพีรามิดของชาวอียิปต์ เพียงแต่เปลี่ยนจากท่อนซุงเป็นเบาะอากาศ หรือบางทีก็เรียกว่าบอลลูน และเปลี่ยนจากแท่งหินเป็นเรือเหล็ก โดยตัวเบาะอากาศนี้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เรียกว่า Holistic Screw Type Enlacing Technology ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการสร้างตัวบอลลูน หรือเบาะอากาศ ให้มีความเหนียวทนทานต่อแรงเสียดสีระหว่างตัวเรือกับพื้นอู่ และทนต่อแรงกดทับของตัวเรืออีกด้วย

หลักการข