สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนบล็อกมาซะนานเลยนะครับ ก็ยังคิดถึงและเข้ามาอ่านบล็อกของเพื่อน ๆ บ้าง ตามแต่จะมีโอกาสครับ ช่วงที่หาย ๆ ไปนี่ ก็ไปเรียนซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเอนทรี่ทีเขียนขึ้นในวันนี้ ก็เป็นผลผลิตจากการเรียนนี่แหละครับ เป็นบทความทางทหาร ที่เขียนส่งในวิชาการเขียนบทความทางทหาร ในหลักสูตร ชั้นต้นพรรคกลิน รุ่นที่ 38 ซึ่งบทความเที่ยวนี้ เป็นวิชาการมาก ๆ ครับ ไม่ต้องอ่านก็ได้ ผมแค่อยากนำมาเผยแพร่ไว้ในบล็อกให้รุ่นน้อง หรือนักศึกษาทางด้านวิชาวิศวกรรมต่อเรือ หรือวิศวกรรมเครื่องกลเรือ ได้มีข้อมูลไว้ใช้อ้างอิงในภายภาคหน้าเท่านั้นเองครับ เพราะบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีเรื่องนี้ที่เป็นภาษาไทยยังหาอ่านได้ยากผมกล้าการันตีเลย ว่าในเว็บไม่มีแน่ ๆ แต่ในรูปแบบหนังสือ ยังไม่แน่ใจนัก

อย่างไรก็ดี บทความในบล็อกนี้ ผมได้เพิ่มข้อมูลที่เป็นมีเดียอย่างวีดีโอ และเนื้อหาบางส่วนเพิ่มเติมจากงานที่ส่งอาจารย์ เนื่องจากว่า ในงานที่ส่งถูกจำกัดด้วยหน้ากระดาษเพียงแค่ 5 หน้า แต่ในบล็อก ผมมีพื้นที่ไม่จำกัด ดังนั้น บทความนี้จึงครบถ้วนสมบูรณ์กว่าที่เขียนส่งอาจารย์ครับ

ดังนั้นใครที่ไม่สนใจก็ข้ามไปได้เลยครับ แต่ยังคงคอมเม้นต์ทักทายกันได้นะครับ คิดถึงทุกคนครับ

แต่สำหรับคนที่สนใจนะครับ บทความนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มรูปแบบ ห้ามคัดลอกไปตีพิมพ์ , ทำรายงาน , ทำ PowerPoint ทั้งดุ้น แต่สามารถพิมพ์ออกไปอ่าน แจกให้คนอื่นอ่าน (แต่บอกที่มา) นำไปอ้างอิง และเขียนขึ้นใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง ในลักษณะการพัฒนาต่อยอดได้ หรือถ้านำข้อความส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ ขอให้มีเชิงอรรถอ้างถึงบทความนี้ด้วยครับ ขอแค่นี้ล่ะครับ โดยเฉพาะน้อง ๆ นักศึกษา การคัดลอกผลงานทางวิชาการไปทั้งดุ้น จะทำให้ติดเป็นพฤติกรรมติดตัวไปในการทำงานนะครับ อย่าเพาะบ่มนิสัยที่ไม่ดีตั้งแต่เป็นนักเรียน นักศึกษาเลยนะครับ

--------------------------------------------------

Flexible Launching TechnologyTM
เทคโนโลยีการปล่อยเรือลงน้ำด้วยเบาะอากาศ (Air Bags)

Ship Launching Using Airbags

การปล่อยเรือลงน้ำ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติควบคู่มากับการสร้างเรือนับตั้งแต่สมัยยุคเรือไม้แล้ว เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนไปสร้างเรือในน้ำ มีแต่สร้างบนบกกันทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อมีข้อจำกัดว่าต้องสร้างเรือบนบกแล้ว ก็ต้องคิดเผื่อวิธีการนำลงด้วย ซึ่งวิธีการนำเรือลงน้ำในสมัยโบราณ ก็มีตั้งแต่การลากลงน้ำ อย่างเรือของพวกไวกิ้ง ที่ใช้แค่กำลังคนก็ลากลงน้ำได้สบาย ๆ หรือการสร้างเรือไว้ริมตลิ่ง เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ขุดตลิ่งให้เป็นร่องน้ำเข้าไปหาเรือ อย่างเช่น โรบินสัน ครูโซ ที่ติดเกาะอยู่คนเดียว แต่ก็สามารถสร้างเรือขุด และนำเรือลงน้ำได้เองด้วยวิธีการนี้

การปล่อยเรือแบบไวกิ้ง

แต่ต่อมา มนุษย์มีความต้องการที่จะสร้างเรือที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งขนาดที่ใหญ่มากขึ้นนี้ ทำให้มีปัญหาเรื่องการนำเรือลงน้ำ คือไม่สามารถใช้วิธีนำลงแบบเดิม ๆ ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ในการนำเรือลงน้ำ จนเกิดเป็นวิธีการที่เรียกว่า end-on launching ซึ่งเป็นการสไลด์เรือตามแนวกระดูกงู ลงจากรางเหล็กชโลมไขมันจากสัตว์ที่เรียกว่า Slip Way แล้วปล่อยให้เรือไถลลงน้ำไปด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก และน้ำหนักของตัวเรือเอง ในการนำเรือลงน้ำแบบนี้จะเอาส่วนท้ายเรือลง เพราะท้ายเรือจะมีลักษณะป้านและต้านน้ำ ไม่ลู่น้ำเหมือนส่วนหัว ซึ่งการนำส่วนท้ายเรือลงน้ำก่อนจะทำให้เรือลงน้ำอย่างปลอดภัยกว่าการนำส่วนหัวเรือลง

วิธีการปล่อยเรือลงน้ำแบบนี้เป็นวิธีที่นิยมกันมาก และใช้กันมาอย่างแพร่หลายยาวนาน เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย และใช้ได้กับเรือทุกประเภท ทุกขนาด และนิยมใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ เรือหลวงจักรีนฤเบศร ก็ปล่อยลงน้ำด้วยวิธีนี้เช่นเดียวกัน

การปล่อยเรือลงน้ำถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขั้นตอนใด ๆ ในการสร้างเรือ อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมการตั้งแต่ก่อนที่จะวางกระดูกงูเรือเสียด้วยซ้ำ เนื่องจาก ช่วงเวลาที่เรือกำลังเคลื่อนตัวลงน้ำนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่มีแรงกระทำต่อโครงสร้างของเรืออย่างมหาศาล ซึ่งถ้าหากว่าโครงสร้างของเรือไม่แข็งแรงแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับโครงสร้างเรือได้ ดังนั้นจึงต้องมีการคำนวณหาแรงที่จะเกิดขึ้นแล้วนำไปสร้างโครงสร้างรับเรือที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ในการปล่อยเรือทางท้าย จะมีแรงมหาศาลกดลงบนปลายของลานลาดปล่อยเรือ ในจังหวะที่ท้ายเรือทิ่มลงน้ำ (Tipping) ซึ่งอาจจะทำอันตรายต่อท้องเรือ ณ บริเวณเดียวกับปลายลาดของลานปล่อยเรือได้ และแรงที่กดลงบนบริเวณหัวเรือ เมื่อเรือเริ่มมีอาการหมุน (Pivoting) อันเนื่องมาจากแรงลอยตัวของเรือทางท้ายเรือ ทำให้ท้ายเรือมีกำลังลอยขึ้นมา และน้ำหนักของเรือที่เหลือทั้งหมดจะกดลงบริเวณหัวเรือ ซึ่งก็จะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับหัวเรือได้เช่นกัน

เมื่อครั้งที่ได้มีการปล่อยเรือ S.S.  Normandie ลงน้ำด้วยการปล่อยเรือทางท้ายนี้ ได้มีการคำนวณว่ามีแรงมากถึง 7,000 ตัน หรือประมาณ 25.3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักของเรือทั้งลำในขณะปล่อยเรือ (27,666 ตัน)[1] กระทำลงบนโครงสร้างที่รองรับหัวเรือ หรือที่เรียกว่า ป๊อปเป็ดหัว (Fore Poppet) ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมลานปล่อยเรือ และโครงสร้างรองรับตัวเรือขณะปล่อยเรือลงน้ำไว้เป็นอย่างดี เพื่อที่ว่าเรือจะได้ถูกปล่อยลงน้ำอย่างปลอดภัย ไม่มีสิ่งใดชำรุดเสียหาย

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาวิธีการปล่อยเรือลงน้ำขึ้นมาหลายวิธี หากแบ่งตามลักษณะของการปล่อยลงน้ำแล้ว ก็จะแบ่งออกได้ 3 วิธี ดังนี้

1.การปล่อยเรือลงน้ำโดยอาศัยน้ำหนักของเรือและแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravitational Type Launching Method) ซึ่งยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกได้เป็นอีก 2 วิธีคือ การปล่อยเรือทางท้ายด้วยรางเลื่อน (Longitudinal Slideway Launching) และการปล่อยเรือทางข้าง (Side Launching) วิธี แรกเป็นวิธีที่มีใช้กันมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยม เพราะสามารถใช้ได้กับเรือแทบทุกประเภทและขนาด ส่วนวิธีหลังจะเหมาะกับอู่ต่อเรือซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดกับแม่น้ำที่มีขนาด ของลำน้ำไม่กว้างนัก และเหมาะกับเรือขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

Longitudinal Slideway Launching Longitudinal Slideway Launching


Side LaunchingSide Launching

2. การนำเรือลงน้ำโดยให้เรือลอยขึ้นเอง (Floating-Out Type Launching) วิธีนี้ จะไม่ถือว่าเป็นการปล่อยเรือ หรือ Launching เนื่อง จากเรือไม่ได้มีอาการถูกปล่อยให้ลงสู่น้ำ แต่จะเป็นการสูบน้ำเข้ามาในอู่แห้ง หรืออู่ลอย เพื่อให้เรือลอยขึ้นด้วยแรงลอยตัวของเรือเอง ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับอู่เรือที่มีงบประมาณน้อย ๆ เนื่องจากไม่ต้องสร้างแคร่ปล่อยเรือ และทางลาด และใช้ได้ทั้งกับเรือเล็ก เรือใหญ่ ซึ่งเรือที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ก็จะต้องใช้วิธีนี้ เนื่องจากแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีมากเกินกว่าที่จะปล่อยเรือลงน้ำด้วยแรงโน้ม ถ่วงได้โดยที่เรือไม่เสียหาย

 Floating Drydock

3. การนำเรือลงน้ำด้วยวิธีทางกลอื่น ๆ (Mechanical Type Launching) วิธีนี้เป็นวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจากวิธีที่กล่าวถึงทั้งสองวิธีข้างต้น เนื่องจากมีหลายวิธี ตามแต่อู่ต่อเรือจะคิดค้นขึ้นมาได้ และก็เป็นวิธีที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เหมาะสมกับเรือบางขนาดและบางประเภท หรือเหมาะกับภูมิประเทศบางพื้นที่เท่านั้น เช่น เครื่องยกเรือ (Shiplift) , ซิงโครลิฟต์ และการปล่อยเรือลงน้ำโดยใช้เบาะอากาศ (Ship Launching Using Airbags)

สำหรับวิธีการปล่อยเรือลงน้ำโดยใช้เบาะอากาศนั้น เป็นวิธีใหม่ล่าสุด ที่คิดค้นขึ้นโดยวิศวกรจากอู่ต่อเรือ Qingdao Evergreen Shipping Supplies Co.,Ltd. ในประเทศจีน ซึ่งเป็นวิธีการปล่อยเรือลงน้ำ ที่กำลังเป็นที่แพร่หลายในอู่ต่อเรือต่าง ๆ ในประเทศจีน  โดยมีชื่อเรียกที่รู้จักกันในวงการต่อเรืออยู่หลายชื่อ ได้แก่ Flexible Launching Technology , Innovative Flexible Launching Technology , Evergreen Airbags , Rubber Roller , Air Roller เป็นต้น

วิธีการปล่อยเรือลงน้ำโดยใช้เบาะอากาศ เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีโบราณเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เทคโนโลยีโบราณที่ว่าก็คือ การใช้หลักการ Rolling หรือการกลิ้งท่อนซุง เหมือนกับทฤษฎีการขนหินขนาดใหญ่ไปสร้างพีรามิดของชาวอียิปต์ เพียงแต่เปลี่ยนจากท่อนซุงเป็นเบาะอากาศ หรือบางทีก็เรียกว่าบอลลูน และเปลี่ยนจากแท่งหินเป็นเรือเหล็ก โดยตัวเบาะอากาศนี้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เรียกว่า Holistic Screw Type Enlacing Technology ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการสร้างตัวบอลลูน หรือเบาะอากาศ ให้มีความเหนียวทนทานต่อแรงเสียดสีระหว่างตัวเรือกับพื้นอู่ และทนต่อแรงกดทับของตัวเรืออีกด้วย

หลักการของการปล่อยเรือวิธีนี้ ที่แตกต่างจากการปล่อยเรือทางท้ายก็คือ การใช้แรงเสียดทานจากการหมุน (Rolling Friction) แทนแรงเสียดทานจากการเลื่อน (Sliding Friction) ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว การปล่อยเรือโดยอาศัยแรงเสียดทานจากการเลื่อนนั้น จะมีปัญหาเรื่องการควบคุมเรือเวลาปล่อยลงน้ำมากกว่า เนื่องจากไม่สามารถคำนวณความเร่งที่เรือใช้ในการเลื่อนลงน้ำได้อย่างแน่นอน ซึ่งความเร่งนี้จะมีผลต่อโมเม้นต์เมื่อเรือเกิดอาการหมุน และขนาดของแรงป๊อปเป็ดที่กระทำลงบน ป๊อปเป็ดหัวด้วย

ในการปล่อยเรือแบบใช้เบาะอากาศนี้ ยังคงเป็นการปล่อยเรือตามแนวยาวของเรือ โดยนำส่วนท้ายเรือลงเหมือนการปล่อยเรือทางท้ายด้วยรางเลื่อน เพียงแต่เปลี่ยนวัสดุรองรับจากการใช้แคร่รับเรือ (Cradle) และรางเลื่อน (Slipway) เป็นบอลลูนอัดอากาศ ตามขนาดของเรือ โดยไม่จำเป็นต้องมีแคร่รับเรือค้ำยันโครงสร้างตัวเรือ และที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ พื้นของทางลาดปล่อยเรือ ไม่จำเป็นต้องมีความเอียงเลยก็ได้

การปล่อยเรือลงน้ำด้วยเบาะอากาศ โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว มีขั้นตอนง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอนดังนี้

1. เตรียมพื้นลาดปล่อยเรือ ซึ่งพื้นลาดนี้ยังคงใช้หลักการเช่นเดียวกับการปล่อยเรือทุกวิธี คือต้องมีการเสริมความแข็งแรงภายใต้ลาน เพื่อรับน้ำหนักทั้งหมดของเรือ แต่ที่พิเศษกว่าการปล่อยเรือทางท้ายด้วยรางเลื่อนก็คือ ลานลาดไม่จำเป็นต้องมีความเอียง เนื่องจากในขั้นตอนปฏิบัติ สามารถใช้ตัวบอลลูนในการกำหนดความเอียงได้ในภายหลัง

2. คำนวณขนาดและจำนวนของบอลลูนที่ต้องใช้ทั้งหมด รวมถึงระยะห่างของบอลลูนแต่ละลูก ตั้งแต่หัวเรือจนถึงท้ายเรือ และเตรียมกำลังคน , เครน เพื่อใช้การติดตั้งบอลลูน และกว้านกับสายเคเบิ้ลเพื่อใช้ในการยึดเรือให้อยู่กับที่ รวมถึงในการค่อย ๆ หะเรียลงสู่น้ำ ในกรณีที่จำเป็น

3. เมื่อได้ต่อเรือจนถึงขั้นตอนที่จะนำเรือลงน้ำแล้ว จะทำการแทนที่บล็อกที่ใช้ค้ำยันเรือทั้งหมดด้วย เบาะอากาศ ซึ่งจะค่อย ๆ ทำการเพิ่มเบาะอากาศนี้จากส่วนท้ายไปจนถึงหัวเรือ และนำบล็อกออกจากท้ายเรือไปจนถึงกลางลำค่อนไปทางหัวเรือ เหลือไว้แต่บล็อกบริเวณหัวเรือเท่านั้น ขนาดของบอลลูน และระยะห่างระหว่างบอลลูนแต่ละลูกตามที่ได้คำนวณไว้ในขั้นตอนแรก

4. ทำการปล่อยอากาศของบอลลูนทางท้ายเรือ และเพิ่มอากาศให้กับบอลลูนบริเวณหัวเรือเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความเอียง จากนั้นจึงนำบล็อกบริเวณหัวเรือออก แล้วใช้รถบูลโดเซอร์ (Bulldozer) ดันบริเวณหัวเรือ หรือใช้กว้านดึงเคเบิ้ลที่ยึดติดกับเรือดึงให้เรือถอยหลัง ซึ่งเมื่อมีแรงกระทำเพียงเล็กน้อย เรือก็จะไหลลงน้ำเองด้วยแรงเสียดทานจากการหมุน และแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเรือจะเลื่อนลงน้ำไปพร้อมกับเบาะอากาศบางส่วน

Flexible Ship Launching

5. เมื่อเรือเลื่อนลงน้ำเรียบร้อย จึงใช้เรือลากจูงดันเรือเข้าเทียบท่า จากนั้นวิศวกรจะทำการตรวจสอบโครงสร้างตัวเรือ และเจ้าหน้าที่ของอู่จะทำการเก็บบอลลูนทั้งที่ลอยอยู่ในน้ำและบนบก

6. ทำการปล่อยลมออกจากบอลลูน ทำความสะอาด และพับเก็บรักษาตามกรรมวิธี

Ship Launching Marine Airbags

หลังจากที่อ่านขั้นตอนแล้ว ก็ลองดูวีดีโอนี้ดูครับ จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

จากขั้นตอนที่ได้กล่าวถึงไปนี้ แสดงให้เห็นถึงความง่าย และไม่ซับซ้อนของการปล่อยเรือลงน้ำด้วยวิธีนี้ เมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ ซึ่งต้องมีการเสริมโครงสร้างตัวเรือด้วยแคร่รับเรือ ต้องมีการสร้างรางเลื่อน ซึ่งอาจจะเป็นรางเลื่อนแบบที่ใช้จารบี หรือรางเลื่อนแบบใช้ล้อเหล็ก หรือเครื่องยกเรือ แต่วิธีนี้ไม่ต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์พิเศษอื่นใดนอกจากเบาะอากาศ หรือบอลลูนเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ เป็นอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่อู่เรือจำเป็นต้องมีอยู่แล้ว เช่น เครน , รถบูลโดเซอร์ , เครื่องอัดลม , กว้าน ,สายเคเบิ้ล และเรือลากจูง ด้วยเหตุนี้ วิธีนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายของอู่ต่อเรือเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ก็ยังมีข้อดีในอีกหลาย ๆ ด้าน ได้แก่

1. ประหยัดเนื้อที่ของอู่ต่อเรือ เนื่องจากไม่ต้องเสียพื้นที่ในการสร้างลานลาดปล่อยเรือ ซึ่งจะต้องวางรางเลื่อน และเมื่อไม่ได้มีการต่อเรือ ลานนี้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้อีก อีกทั้งตัวบอลลูนก็ยังสามารถพับเก็บได้ ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการเก็บรักษาบอลลูนแต่อย่างใด

2. การดูแลรักษาเบาะอากาศนี้ เพียงแค่เก็บรักษาให้ถูกต้อง ไม่ตากแดด และโดนน้ำมัน ซึ่งก็เหมือนกับการบำรุงรักษาวัสดุประเภทยางโดยทั่วไป

Ship Launching Marine Airbags

3. จากข้อ 1 และ 2 ทำให้อู่ต่อเรือประหยัดเวลา , งบประมาณ และกำลังคนในการสร้างลานลาดปล่อยเรือ รางเลื่อนเรือ , แคร่รับเรือ และการบำรุงรักษา

4. การปล่อยเรือมีความปลอดภัยเนื่องจากการที่เรือเคลื่อนลงน้ำแต่ละครั้งจะเป็นไปอย่างนุ่มนวล และเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้มีแรงกระทำต่อโครงสร้างตัวเรือโดยเฉพาะ จุดที่ท้ายเรือทิ่ม และบริเวณหัวเรือมีน้อยมาก จนไม่มีความจำเป็นต้องสร้างป็อบเป็ดหัวเรือ หรือท้ายเรือเลย

5. ตัวบอลลูนสามารถนำไปใช้ในภารกิจอื่น ๆ ได้อีก เช่นการกู้เรือจม การนำเรือขึ้นจากน้ำ การขนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ เป็นต้น ดังนั้นจึงเท่ากับเป็นการขยายขีดความสามารถของอู่ต่อเรือออกไปอีกโดยปริยาย

ส่วนข้อเสียของการปล่อยเรือวิธีนี้นั้น มีเพียงเล็กน้อยได้แก่ ไม่สามารถใช้ปล่อยเรือทางข้างได้ ดังนั้นอู่ต่อเรือที่อยู่ในบริเวณแม่น้ำที่มีความกว้างไม่มาก และต้องการต่อเรือที่มีความยาวมากกว่าหรือเท่ากับความกว้างของแม่น้ำ จึงไม่สามารถทำได้ และในปัจจุบันยังไม่สามารถใช้ได้กับเรือขนาดใหญ่มาก ๆ ได้ ซึ่งขนาดของเรือที่ใหญ่ที่สุดที่สามารถใช้วิธีนี้ในการปล่อยเรือลงน้ำได้นั้นคือ เรือขนาด 100,000 ตัน (DWT) ซึ่งข้อจำกัดด้านการรับน้ำหนักนี้ คาดว่าจะถูกกำจัดไปในอนาคตอันใกล้นี้

ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของการปล่อยเรือวิธีนี้ก็คือ ตัวเบาะอากาศหรือบอลลูน ที่เรียกว่า Evergreen Marine Airbags หรือในชื่ออื่น ๆ เช่น Ship Launching Marine Airbags , Intense pneumatic tires ดังนั้นบอลลูนนี้จึงต้องมีความพิเศษ โดยตัวบอลลูนจะประกอบไปด้วยชั้นของวัสดุ 2 ชั้น ผิวชั้นนอกทำจากวัสดุประเภทยางที่มีคุณสมบัติในการขยายตัวเมื่อมีแรงกดสูง ทนต่อแรงเสียดสี และมีผิวที่แข็งทนทานต่อการขูดขีด มีความหนาเพียงชั้นเดียว ส่วนผิวชั้นในจะเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า Synthetic-tyre-cord ผลิตด้วยเทคโนโลยี Holistic Screw Type Enlacing Technology ซึ่งได้รับมาตรฐาน  ISO17357-2002 , ISO9001:2000 และ CB/T 3795-1996 จาก China State Shipbuilding Corporation (CSSC) มีคุณสมบัติในการรับและกระจายแรงเค้นได้ดี โดยในชั้นนี้จะมีความหนาตั้งแต่ 4 - 8 ชั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่มันจะรองรับ ซึ่งจำนวนชั้นสูงสุด สามารถรับแรงกดได้มากถึง 10 ตันต่อตารางเมตร และสามารถใช้งานได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในระยะเวลา 6 - 8 ปี

Ship Launching Marine Airbags

ปลายทั้งสองข้างของบอลลูนจะประกอบไปด้วยวาล์วและเกจวัดกำลังดัน  เพื่อใช้ในการเก็บกักอากาศไม่ให้รั่วไหลออกมา และใช้ผ่อนกำลังดันในขณะปล่อยอากาศออกจากบอลลูนยามต้องการ ในขณะที่มีน้ำหนักกดทับ

End Fitting of Marine Airbags

ในการเลือกใช้บอลลูนให้เหมาะสมกับขนาดของเรือ อู่ต่อเรือสามารถเลือกบอลลูนที่มีขนาดต่าง ๆ กันได้ตามความต้องการ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ตั้งแต่ 0.8-2 เมตร และมีความยาวรวมตั้งแต่ 7-19.5 เมตร ในขณะที่ความยาวที่ต้องใช้รับน้ำหนักจริง ๆ (Effective Length) มีตั้งแต่ 6-18 เมตร และนอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกชั้นของยางได้ตั้งแต่ 4-8 ชั้น และวัสดุของยาง (synthetic-tire-cord)ซึ่งมีทั้งหมด 2 ชนิด คือ 1400 dtex/2 และ 1870 dtex/2 ซึ่งรับแรงได้แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับเรือที่ต้องการปล่อยลงน้ำมากที่สุด

จากข้อความที่เขียนอธิบายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า วิธีการปล่อยเรือลงน้ำด้วยเบาะอากาศนั้นเป็นวิธีที่ประหยัด ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นสูงมาก เนื่องจากไม่ต้องสร้างลานลาดปล่อยเรือ และมีอุปกรณ์ประกอบในการปล่อยเรือมากนัก และบอลลูนสามารถเลือกใช้ได้ตามขนาดของเรือ

Ship Launching Using Airbags

เมื่อมองกลับมายังอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศไทย โดยเฉพาะในกองทัพเรือนั้น เราจะพบว่าการปล่อยเรือลงน้ำส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต่อเรือในอู่แห้ง หรือบนซิงโครลิฟ ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดและเหมาะสมกับสภาวการณ์และขีดความสามารถในการต่อเรือของเราในปัจจุบัน แต่หากในอนาคต กองทัพเรือต้องการต่อเรือที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น หรือมีโครงการต่อเรือมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มในอนาคตก็น่าจะเป็นเช่นนั้น อู่แห้ง หรือ ซิงโครลิฟต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่เพียงพอต่อการต่อเรือใหม่ และซ่อมแซมเรือเก่าไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งหากกองทัพเรือได้ลองพิจารณาถึงเทคโนโลยีเบาะอากาศนี้เป็นหนึ่งในทางเลือกในอนาคต ก็จะสามารถทำให้กองทัพเรือประหยัดงบประมาณ และพื้นที่ในการสร้างและซ่อมเรือได้อีกมาก อีกทั้งยังสามารถบรรลุภารกิจในการซ่อมเรือ และสร้างเรือไปพร้อม ๆ กันได้อีกด้วย

นอกจากนี้ กองทัพเรือยังมีความต้องการที่จะมีอู่เรือเพื่อซ่อมทำเรือที่ประจำการที่ฐานทัพเรือพังงา ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า จะสร้างอู่แห้งหรือซิงโครลิฟต์ดี  ซึ่งทั้งสองวิธีนั้นเป็นวิธีที่ต้องใช้งบประมาณสูงทั้งในการก่อสร้างและการบำรุงรักษา แต่ด้วยเทคโนโลยีเบาะอากาศนี้สามารถครอบคลุมไปถึงการนำเรือขึ้นจากน้ำได้อีกด้วย จึงน่าจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่กองทัพเรือควรจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ ที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับอู่เรือในฐานทัพเรือพังงา

กล่าวโดยสรุป วิธีการปล่อยเรือด้วยเบาะอากาศนี้ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆในประเทศจีน และขยายวงกว้างไปยังอู่ต่อเรือในภูมิภาค เนื่องจากเป็นวิธีที่ประหยัดมาก และลบข้อจำกัดหรือข้อด้อยมากมายของการปล่อยเรือแบบเดิม ๆ ออกไป เหมาะกับอู่ต่อเรือที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการสร้าง Slipway เพื่อนำเรือลงน้ำแบบดั้งเดิม หรืออู่ต่อเรือขนาดเล็ก ที่ไม่มีพื้นที่ในการสร้างโครงสร้างสำหรับปล่อยเรือ นอกจากนี้ตัวบอลลูนที่ใช้ สามารถนำมาใช้ซ้ำได้อีกเรื่อย ๆ จัดเก็บง่าย และแทบจะไม่ต้องบำรุงรักษาเลย และที่สำคัญ เทคโนโลยีนี้มีการใช้งานและปรับปรุงมากกว่า 20 ปี ไม่ใช่เทคโนโลยีที่อยู่ในขั้นทดลอง ณ ปัจจุบันนี้ มีโครงการปล่อยเรือที่ใช้วิธีนี้สำเร็จแล้วมากมาย ซึ่งสามารถค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ไม่ยากนัก

อ้างอิง

[1] อ้างอิงจากหนังสือ Introduction to Steel Shipbuilding บทที่ XVII. Launching หน้า 232 ย่อหน้าแรก

บรรณานุกรม

  1. Introduction to Steel Shipbuilding , Elijah Baker III , Second Edition , McGraw Hill Book Company Inc. , 1953
  2. การออกแบบเรือ , พลเรือตรี วิเชียร ปิ่นกุลบุตร , กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
  3. http://marinefenders.wordpress.com/
  4. http://www.evergreen-maritime.com/products/detail-en3.html
  5. http://www.blueoceantackle.com/ship_launching_air_bags.htm
  6. http://www.alibaba.com/product/annaqian-11860325-10334277/Intense_Air_Bag_For_Ship_Launch.html
  7. http://www.ecplaza.net/product/120515_511797/marine_industrial_inflatable.html
  8. http://www.qingdaoyongtai.com/en/yj/yj.asp?id=12
  9. http://histru.bournemouth.ac.uk/Oral_History/Talking_About_Technology/shipbuilding/launching_the_ship.htm
  10. http://gcaptain.com/maritime/blog/air-bags-a-cost-effective-ship-launching-technique-interview/

ป.ล. บทความนี้ได้ลงตีพิมพ์ลงในนิตยสาร กระดูกงู ของกองเรือยุทธการ ฉบับที่ 639 ปีที่ 54 ประจำเดือนธันวาคม 2552

 

อ้างอิง

  1. http://www.navy.mi.th/ftc/Keel/Dec52.htm
  2. ผลงานได้ตีพิมพ์ลงกระดูกงูแล้ว

Related Link

Comment

Comment:

Tweet

#29 By (88.193.137.11|88.193.137.11) on 2014-09-12 00:56

โห๊ะๆๆๆ ถ้าอยู่ใกล้คงตื่นเต้นน่าดู อิอิ

#26 By Luckystar_Benz on 2011-01-09 18:03

ตอนนี้ฐานทัพเรือพังงากำลังก่อสร้างสลิฟเวย์ครับ รอมานานแล้ว ผมจะได้ใช้วิชาการอู่ที่รำเรียนมาสักที

#24 By Frank (117.47.81.78) on 2009-11-25 13:08

เอิ๊ก ๆ อ่านแล้วได้อะไรเยอะแยะเลยค่ะ - - "

แต่ว่า มันตาลายไปหน่อย ห้า ห้า ห้า

ไง ๆ ก็ ยินดีที่ได้รู้จักนะค้า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ

#20 By postcardshop on 2009-09-23 14:59

ชอบบล๊อกนี้จังค่ะ

#19 By Do-it-Yourself on 2009-09-21 23:30

เคยอ่านเรื่องปล่อยเรือลงน้ำคราวที่แล้ว
คราวนี้ดูวิชาการมากกว่าเยอะเลย
แต่น่าสนใจมากค่ะ...ความรู้เยอะมากbig smile

#18 By ยายแม่บ้าน on 2009-09-20 14:16

สุดยอด Hot!

#16 By C-C on 2009-09-19 16:55

หวัดดีครับ ท่านเจ้าชายน้อย สบายดีนะครับ

#15 By Itnow on 2009-09-19 14:15

เคยลงเรื่องการปล่อยเรือลงน้ำไว้ แบบเขียนสบาย ๆ อ่านง่าย ๆ น่ะครับ

เวอร์ชั่นนี้จะเน้นเนื้อหาทางวิชาการ และมุ่งประเด็นไปที่การปล่อยเรือลงน้ำด้วยเทคโนโลยีเบาะอากาศน่ะครับ

#14 By เจ้าชายน้อย on 2009-09-17 19:01


ได้ดูภาพจากลิงค์วีดีโอการปล่อยเรือลงน้ำที่คุณเจ้าชายน้อยเอามาลงตั้งแต่บล็อกก่อนนู้นไปอะคะ...ใช่มะค่ะ เคยลงเอนทรีเรื่องนี้ไว้ใช่ปะคะ

ดูแล้วแบบว่าตื่นตาตื่นใจมากมาย

แบบว่าไม่เคยเห็นอ่าsad smile

#13 By [MV] biZKit on 2009-09-17 16:45

อ้อ ถ้างั้นก็นับว่าน่าสนใจมากเลยครับพี่

ขอบคุณที่ไขข้อข้องใจให้ครับผม

#12 By Brandy Frisky on 2009-09-14 18:37

ขอตอบคุณ Brandy Frisky ในเอนทรี่นี้เลยนะครับ

เทคนิกในบทความนี้ ผมคิดว่าดีมากในการปล่อยเรือ แต่คงนำมาประยุกต์ใช้กับการยกเรือขึ้นบกไม่ได้ครับ

จริง ๆ แล้วได้นะครับ เพราะว่าก่อนที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการปล่อยเรือ มันเริ่มมาจากการกู้เรือก่อนครับ คือใช้บอลลูนเหล่านี้ในการกู้เรือจม จนนำมาถึงการนำเรือขึ้นจากน้ำมาสู่บกเลยครับ ดังนั้น เทคโนโลยีนี้จึงนำมาใช้นำเรือขึ้น หรือปล่อยเรือลงก็ได้ครับ แต่การขึ้น ก็ต้องมีการใช้เครน , เคเบิ้ล และกว้านมาช่วยดึงเรือขึ้นด้วยครับ

ทำไมเราถึงไม่ใช้เทคนิก "การนำเรือลงน้ำโดยให้เรือลอยขึ้นเอง" ที่ดูแล้วจะใช้ได้กับทั้งการยกขึ้นและลงหล่ะครับ?

ตรงนี้เข้าใจว่าคงเป็นอู่ลอย หรือ Floating Dock สินะครับ หรือไม่ก็คงหมายถึงอู่แห้ง ซึ่งเทคโนโลยีนี้ ก็ใช้กันอยู่ในกองทัพเรือไทย และอู่ต่อเรือเอกชนของไทยอยู่แล้วครับ ซึ่งการใช้ Floating Dock มีค่าบำรุงรักษามาก เพราะตัวอู่ลอย สร้างจากเหล็ก ดังนั้นต้องบำรุงรักษาเหมือนเรือลำหนึ่งครับ เมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องมีการปิดซ่อม ทำให้อู่ลอยนั้นใช้งานไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่าเราสูญเสียเวลาที่จะใช้อุปกรณ์นั้นไปครับ

ส่วนอู่แห้งเองก็มีค่าใช้จ่ายที่แพง ๆ ก็คือ ค่าใช้จ่ายในตอนสร้าง ซึ่งต้องมีการขุดและกั้นน้ำทะเล หรือแม่น้ำ เมื่อสร้างเสร็จ ก็มีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำออกจากอู่อีก ซึ่งก็มีปริมาณมหาศาลเหมือนกัน ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็ถือว่าเยอะพอสมควรครับ โดยเฉพาะสำหรับอู่แห้งใหญ่ ๆ อย่างอู่ราชนาวีมหิดล การนำเรือเข้าครั้งหนึ่ง มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ดังนั้น จึงไม่คุ้มค่า ถ้าจะไปใช้กับเรือเล็ก ๆ

ส่วน ซิงโครลิฟต์เอง ก็มีค่าบำรุงรักษาเช่นเดียวกับอู่ลอย แต่ถูกกว่า เนื่องจากไม่ได้จมอยู่ในน้ำตลอดเวลา และชิ้นส่วนหลาย ๆ ส่วนเป็นไม้ครับ ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ใช้ได้กับเรือขนาดไม่ใหญ่มาก

ซึ่งผมเองมองว่า เทคโนโลยีการปล่อยเรือลงน้ำด้วยเบาะอากาศนั้น เป็นเทคโนโลยีที่น่าศึกษา หากจะทำการสร้างอู่เรือในพื้นที่ใหม่ ๆ ที่กองทัพเรือยังไม่มีอู่แห้ง เช่น พื้นที่ พังงา , สงขลา , ภูเก็ต , ตราด เป็นต้นครับ

อีกทั้งเทคโนโลยีนี้ยังเหมาะที่จะนำมาใช้กู้เรือจมด้วยครับ

#11 By เจ้าชายน้อย on 2009-09-14 17:27

ขออนุญาตนะครับพี่

ผมไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรมต่อเรือมากหรอกครับพี่ แต่ทราบมาว่าการซ่อมเรือในหลาย ๆ กรณีจำเป็นต้องทำการยกขึ้นมาซ่อมบนบก (Dry Dock)

เทคนิกในบทความนี้ ผมคิดว่าดีมากในการปล่อยเรือ แต่คงนำมาประยุกต์ใช้กับการยกเรือขึ้นบกไม่ได้ครับ และก็มาสะดุดตรงที่พูดถึงการสร้างอู่ซ่อมสร้างของกองทัพเรือครับพี่

ทำไมเราถึงไม่ใช้เทคนิก "การนำเรือลงน้ำโดยให้เรือลอยขึ้นเอง" ที่ดูแล้วจะใช้ได้กับทั้งการยกขึ้นและลงหล่ะครับ? ตรงนี้อาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่ผมไม่ทราบอยู่ก็ได้ครับ ซึ่งถ้าพี่จะช่วยไขข้อข้องใจให้จะเป็นความกรุณาอย่างมากครับพี่

สำหรับโครงการสร้างอู่ซ่อมสร้าง พอดีผมได้ยินเกี่ยวกับโครงการ Tech Port ของรัฐ South Australia มาพอดีครับ และได้ยินว่ากองทัพเรืออเมริกาจะเซ็นต์สัญญาใช้อู่นี้เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงของกองทัพเรือในภูมิภาคแปซิฟิกใต้แทนสิงคโปร์ในอนาคตอยู่ครับ เลยส่งลิงก์มาให้เพื่อพี่และกองทัพเรือจะสนใจดูว่าเขาทำยังไงเพื่อใช้เป็นแนวทางครับผม

http://www.techportaustralia.com/Home.mvc/flythrough/true

#10 By Brandy Frisky on 2009-09-13 23:11

คนเรานี่ช่างคิดดีจริง ๆ เน้อ

#9 By Highwind on 2009-09-13 12:42

ตอนแรกไม่นึกว่าจะมีวิธีปล่อยเรือใหญ่หลายแบบขนาดนี้ นึกว่าเข้าอู่แห้งแล้วปล่อยน้ำอย่างเดียวซะอีก
เป็นความรู้ใหม่ค่ะ..
ไม่ค่อยได้ทราบเรื่องแบบนี้

question big smile

#7 By PunPrai on 2009-09-12 22:06

ดูลำบากๆ เล็กน้อยนะคะ อันที่จริงเคยเห็นเขาปล่อยเรือลงน้ำที่แถวสมุทรสาคร แต่ยังไม่เคยเห็นตอนเขาเอาขึ้นนะคะ ไม่รู้แบบไหนลำบากกว่ากัน

#6 By Alizzabeth on 2009-09-12 21:36

พ่อคุณเอ๋ยยยย...............

คนแก่ตาลายพร้อยเรยยยย แต่ก้อได้เปิดโลกทัศน์กว้างขึ้นล่ะ อิๆๆ คิดว่าจะรอดพ้นจาก Evergreen ไ้ด้แล้วน้า .. สุดท้าย พอมาอ่านบล๊อค ของเจ้าชายน้อย เป็นต้องเจออีกสิหน่า ..หุๆๆ


big smile

#5 By Aphrodite (113.53.56.232) on 2009-09-12 20:13

Hot! Hot! สาระน่ารู้เต็มเอี๊ยดดด เลยครับ ได้แต่เห็นๆ ว่าเรือมันค่อยๆ ไหลลงไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วมันมีกี่วิธีแล้วยังไง พี่ชายน้อยเปิดหูเปิดตาให้จริงๆconfused smile confused smile

#4 By ปอนปอน on 2009-09-12 18:41

ไม่เคยรู้ว่าก่อนเลยนะเนี่ย.. ว่ามันต้องมีเบาะด้วย
การปล่อยเรือทางด้านข้าง เหมือนจะจมเลยค่ะ น่ากลัวจัง

น่าทึ่งมากๆ นี่ขนาดวิธีการปล่อยเรือ ยังมากมายขนาดนี้เลย

ปล.หายไปนานเลยนะคะbig smile
เห็นเบาะอากาศแบบบางส่วนเหมือนเรือทับมะละกอเลยconfused smile confused smile

#1 By catch me if u can (58.11.66.194) on 2009-09-12 11:42

Facebook