หลังจากที่กลับมาจากบ้านเล้อตอโกร หมู่บ้านชาวเขาแห่งหนึ่งบนทิวเขาถนนธงชัย จ.ตาก ติดชายแดนพม่าความคิดผมเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่างเลยครับถึงกับว่าต้องหันมามองชีวิตที่ผ่านมาใหม่กันเลยทีเดียว เพราะที่ผ่าน ๆ มาแม้จะเคยไปเที่ยวบ้านเพื่อนตามต่างจังหวัดหรือไปบริจาคสิ่งของตามโรงเรียนที่ห่างไกลแต่ก็ยังไม่เห็นที่ไหนที่จะทุรกันดารและดูขาดแคลนปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพเท่านี้มาก่อน

แผนผังบ้านเล้อตอโกร

นั่นแสดงให้เห็นว่า ผมยังเห็นโลกใบนี้น้อยนัก นี่แค่ในประเทศเองนะยังไม่ใช่โลกใบโตเลย ซึ่งนี่เองที่ทำให้ผมต้องย้อนกลับมาบอกกับตัวเองว่าชีวิตนี้มันต้องแบ่งปันว่ะ ที่เรามีนี่มันถือว่าเยอะกว่าเค้ามากเลย

ผมเองได้สัมผัสหมู่บ้านนี้ผ่านการเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งเป็นพาหนะอย่างหนึ่ง ที่ชาวบ้านที่นี่เค้าก็ใช้กันแต่ก็ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะไม่มีิเงินซื้อ อันที่จริงเค้าก็ไม่ได้ใช้พาหนะอะไรเลย นอกจากการเดินเท้าแต่ก็ไม่แน่ใจว่าขี่วัวขี่ควายจะไปรอดไหม แต่ที่แน่ ๆ ไม่เห็นมีม้าสักตัวซึ่งผมคิดว่า ถ้าเค้ามีม้าหรือลา มันก็คงจะดีเพราะว่ามีหญ้าเลี้ยงม้าอยู่เยอะแยะและสัตว์เหล่านี้ก็เป็นพาหนะที่ดีสำหรับทางที่เป็นเขาและกันดารแบบนี้ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ ก็ต้องลำบากซื้อน้ำมันมาเติมอีก

เส้นทางสู่บ้านเล้อตอโกร

และนี่คือข้อมูลเส้นทางวิบาก(กรรม) ในการที่จะขึ้นไปให้ถึง บ้านเล้อตอโกร[1]

         ช่วงที่ 1   จาก ศบอ.ท่าสองยาง - บ้านแม่อุสุ ถนนลาดยาง ระยะทาง 12 กิโลเมตรใช้เวลา20นาที
         ช่วงที่ 2   จาก บ้านแม่อุสุ - บ้านปะน้อยปู่ ถนนคอนกรีต ระยะทาง 5 กิโลเมตรใช้เวลา 20 นาที
         ช่วงที่ 3   จาก บ้านปะน้อยปู่ - บ้านเรกะติ ถนนดิน ระยะทาง 7 ใช้เวลา 30 นาที
         ช่วงที่ 4   จาก บ้านเรกะติ - ทีซวยคี ถนนดิน ระยะทาง 9 กิโลเมตร ใช้เวลา 40 นาที
         ช่วงที่ 5   จาก บ้านทีซวยคี - ตะกุ้ยหนุ ถนนดิน ระยะทาง 6 กิโลเมตรใช้เวลา 40 นาที
         ช่วงที่ 6   จาก บ้านตะกุ้ยหนุ - บ้านดูบลอคี ถนนดิน ระยะทาง 3 กิโลเมตรใช้เวลา 20 นาที
         ช่วงที่ 7   จาก ดูบลอคี - เซนาเดอลู่ ถนนดิน ไม่ทราบระยะทาง
         ช่วงที่ 8   จาก เซนาเดอลู่ - มอโก้โพคี ถนนดิน ระยะทาง 3 กิโลเมตรใช้เวลา 15 นาที
         ช่วงที่ 9   จาก มอโก้โพคี - บ้านแม้ว ถนนดิน ระยะทาง 7 กิโลเมตร ใช้เวลา 20 นาที
         ช่วงที่ 10 จาก บ้านแม้ว - บ้านซอแอะ ถนนดิน ระยะทาง 7 กิโลเมตรใช้เวลา 20 นาที
         ช่วงที่ 11 จาก บ้านซอแอะ - บ้านเล้อตอโกร ถนนดิน ระยะทาง 9 กิโลเมตร ใช้เวลา 40 นาที

รวม ๆ แล้วก็ประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

ที่หมู่บ้านนี้ มีอาคารหลังใหญ่อยู่หนึ่งหลัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นโรงเรียนและที่ชุนนุมของชาวบ้าน รวมถึงเป็นที่นอนของคุณครูที่มาสอนที่นี่อีกด้วยซึ่งอาคารหลังนี้นี่แหละครับ ที่เราอยากจะสร้างใหม่ทดแทนให้ดีและมั่นคงกว่าเดิม เนื่องจากของเดิมนั้นเก่าและทรุดโทรมมาก ๆ

 อาคารเรียน โรงเรียนเล้อตอโกร

สำหรับคุณครูที่ขึ้นมาสอนที่นี่นั้นมีอยู่สองท่าน คือ ครูแหลม หรือครูพิชัย ขจรคีรีรักษ์ และครูวิฑูรย์ บิติพนาวัลย์[2] ครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง"(ศศช. แม่ฟ้าหลวง) โดยครูแต่ละคนจะขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาเหมือนที่พวกผมขี่ขึ้นมาเป็นระยะเวลา 4 ชั่วโมงกว่า ๆและจะสอนนักเรียนอยู่ประมาณ 20 วันโดยกินนอนอยู่ในอาคารเรียนเหมือนที่ผมได้บอกในตอนต้น ถึงจะลงจากเขาและผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาสอนหนังสือ เป็นแบบนี้ตลอดจนปิดเทอมครับ

นักเรียนของที่นี่ก็จะแบ่งออกเป็นสองพวก คือเด็ก ๆซึ่งส่วนมากจะเป็นเด็กในระดับเด็กอนุบาลกับผู้ใหญ่ที่ต้องการจะเรียนภาษาไทย ส่วนเด็กในระดับประถม หรือเด็กโตส่วนมากก็จะออกไปทำงานกัน ไม่ได้เรียนหนังสือ

เด็ก ๆ ชาวเขา บ้านเล้อตอโกร

ด้านหน้าโรงเรียน มีของเล่นสำหรับเด็ก ๆ เป็นไม้หมุนผุ ๆ พัง ๆอยู่อันหนึ่ง คงเล่นมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว จึงมีสภาพดั่งที่เห็นเห็นแล้วก็น่าสงสารครับ ของเล่นเหล่านี้ เราหาเล่นได้ง่าย ๆ แถวบ้านเราแท้ๆ แต่ทางนั้นกลับขาดแคลน (แต่จริง ๆ แล้วผมว่า เล่นดินเล่นทรายไกวชิงช้าใต้ต้นไม้สนุกกว่านะ)

เด็ก ๆ ชาวเขาบ้านเล้อตอโกร

นอกจากอาคารเรียน กับห้องน้ำ ที่พอจะเห็นอิฐและปูนบ้างแล้วบ้านหลังอื่นจะสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง บ้างก็มุงหลังคาด้วยใบไม้บางบ้านที่พัฒนาขึ้นมาหน่อย ก็มุงด้วยกระเบื้อง บ้านก็จะเป็นบ้านชั้นเดียวมีใต้ถุนสำหรับเก็บท่อนไม้่ไว้ใช้สร้างบ้าน ใช้งานอื่น ๆ และทำฟืน 

บ้านของชาวบ้านเล้อตอโกร

บ้านของชาวบ้านเล้อตอโกร

บ้านแต่ละหลังมีการทำรั้วไม้เพื่อแบ่งอาณาเขตกันอย่างค่อนข้างชัดเจน ส่วนที่เป็นสวน เป็นที่เลี้ยงปศุสัตว์ก็มีการล้อมรั้วเช่นเดียวกัน

รอบ ๆ หมู่บ้านเล้อตอโกร

รอบ ๆ หมู่บ้านมีการทำสวน ทำไร่อยู่บ้าง แต่เท่าที่เห็นก็จะมีกล้วย และใบยาสูบ ส่วนผักอื่น ๆ นั้นไม่ได้มีการปลูกกัน(หรืออาจจะอยู่นอกหมู่บ้าน ที่ไม่ได้เห็น)แต่จะมีการปลูกข้าวในฤดูฝนอยู่บ้าง แต่ก็ปลูกได้ไม่มากนักพอเก็บไว้กินได้เป็นฤดู ๆ ไป

สวนเล็ก ๆ ภายในหมู่บ้านเล้อตอโกร

สวนกล้วยภายในบ้านเล้อตอโกร

ข้าวเปลือกที่ได้มา็จะนำมาตำ ด้วยวิถีชาวบ้านด้วยเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เห็นในรูป โดยจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิงส่วนผู้ชายจะลงไปทำงานในเมือง หรือไปเก็บของป่า

เครื่องตำข้าวเปลือก

นอกจากนี้ก็มีการเลี้ยงสัตว์ได้แก่ วัว และหมูป่าเพื่อนำเนื้อไปประกอบอาหาร แต่ขาลงผมเห็นมีฝูงควายด้วยแต่ไม่รู้ว่าเป็นของหมู่บ้านนี้หรือไม่

ปศุสัตว์

ผู้คนที่นี่ไม่มีอาชีพ ดำเนินชีิวิตประจำวันเพื่อดำรงชีพและมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังมีการเข้าป่าเพื่อหาของป่า(ซึ่งหาได้ไม่ยากนัก) เช่น น้ำผึ้ง , รวงผึ้ง , ไม้ป่า , สัตว์ป่า และอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่ในป่า ซึ่งเมื่อได้มาแล้ว ก็จะนำไปขายในเมืองหรือนำไว้บริโภคเอง

รวงผึ้งป่า
รวงผึ้งรวงเบ้อเร่อ

กระเพาะเม่น
กระเพาะเม่น

Note : ว่ากันว่า กระเพาะเม่นเป็นแหล่งอุดมของยาชั้นดีเนื่องจากเม่นเป็นสัตว์ที่คุ้ยเขี่ยกินรากไม้ที่อยู่ใต้ดินและเมื่อกินแล้วก็จะมากักเก็บไว้อยู่ในกระเพาะเพื่อเก็บไว้เป็นแหล่งพลังงานในยามที่อาหารขาดแคลน ดังนั้น จึงมีความเชื่อว่า เมื่อนำกระเพาะเม่นมากินหรือนำมาดองเหล้า ก็จะได้ยาชั้นดี ที่มีสรรพคุณในการบำรุงกำลังและรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ สำหรับรสชาติก็จะมีรสขมครับ

ระบบสาธารณูปโภคของที่นี่ เรียกได้ว่า แทบจะไม่มีอะไรเลย ไฟฟ้าที่ใช้ได้มาจาก แผงโซล่าร์เซลล์ ที่ได้มาจาก ศศช.แม่ฟ้าหลวงซึ่งก็จ่ายไฟให้กับบ้านได้ไม่กี่หลัง แต่ที่หลัก ๆ เลยก็คือ อาคารเรียนซึ่งโหลดไฟฟ้ามีเพียงแค่ หลอดไฟธรรมดา ๆ ไม่กี่หลอดกับทีวีสีหนึ่งเครื่องที่รับสัญญาณโทรทัศน์จากดาวเทียมซึ่งคุณครูจะเปิดให้เด็ก ๆและชาวบ้านได้ดูในช่วงหัวค่ำถึงประมาณสี่ห้าทุ่ม

และที่สำคัญที่ทำให้ผมเดือดร้อนตอนไปที่นี่ก็คือในห้องน้ำไม่มีหลอดไฟเลยครับผมยอมรับเลยว่านี่เป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับผมและผองเพื่อนเลยครับเพราะไม่รู้ว่า แม้แต่ห้องน้ำก็ไม่มีไฟ ก็เลยไม่ได้เตรียมเทียนไปด้วยไฟฉายที่เอาไป ก็ใช้ไม่ได้เวลาอาบน้ำ โชคดีที่ได้เทียนจากหลวงพี่อัครกิตติ์ที่ท่านบริจาคมาให้ด้วย ก็เลยได้แสงไฟจากเทียนใช้เข้าห้องน้ำ และอาบน้ำในเวลากลางคืน

ห้องน้ำของบ้านเล้อตอโกร

แผงโซล่าร์เซลล์นี้ ปัจจุบันมีปัญหาที่แบตเตอรี่เนื่องจากว่าได้รับมานาน มันก็เสื่อมสภาพไปตามอายุเก็บประจุได้ไม่นานก็หมดดังนั้นก็เลยต้องมีการประหยัดไฟและติดหลอดไฟเพิ่มเติมไม่ได้

แผงโซล่าร์เซลล์

ส่วนน้ำ ก็จะมีแท็งก์เก็บกักน้ำ ซึ่งต่อท่อมาจากลำธารบนเขาหรือรองน้ำฝนเก็บเอาไว้ เวลาชาวบ้านจะใช้น้ำก็ต้องมาตักไปหรือมาใช้ที่หลังอาคารเรียน นอกจากนี้ก็ยังต่อท่อเพื่อนำน้ำไปใช้กับห้องน้ำที่สร้างใหม่อีกด้วย

แท็งก์น้ำ

2-3 วันก่อนที่ผมจะขึ้นไปบนเขา คุณครูได้บอกว่ามีผู้หญิงท้องเพิ่งจะตายทั้งกลมภายในหมู่บ้านทีแรกคุณครูก็ไม่ได้บอกหรอกครับ แต่มีพี่คนหนึ่งในคณะเกิดฝันว่ามีคนตายอยู่หน้าอาคารเรียน ก็เลยมาถามคุณครูถึงได้บอกว่ามีคนตาย ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ต่ำหากเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยกระทันหัน ก็สามารถจะเสียชีิวิตได้ง่าย ๆเอาแค่เป็นไส้ติ่งอักเสบ ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเมืองก็คงไปหาหมอและรักษาได้ทันท่วงที แต่ถ้ามาอยู่ที่นี่ คงต้องใช้ ฮ.มารับอย่างเดียว ถึงจะทัน แต่