ต่อจากเอนทรี่ที่แล้วครับ หลังจากที่ลงมาจากหมู่บ้านเล้อตอโกรแล้ว แต่ภารกิจของเรายังไม่จบครับ ยังต้องเอาของไปถวายพระที่วัดทางฝั่งพม่าอีก โดยเที่ยวนี้ไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปแล้ว เพราะวัดอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านของครูแหลมเลย แค่ข้ามแม่น้ำเมยไปเท่านั้นเอง

เมื่อพักดื่มน้ำดื่มท่า เอาของลงจากรถ 4WD ขึ้นรถกระบะของเราเองแล้ว ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ท่าเรือ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆเพื่อลงเรือหางยาวข้ามไปฝั่งพม่ากันต่อเลย


ริมฝั่งแม่น้ำจะมีป้ายบอกเขตแดนประเทศไทยอันใหญ่

จอดรถแ้ล้วก็เดินลงตลิ่ง ซึ่งทางการทำเป็นขั้นบันไดไว้อย่างดี แล้วก็ขึ้นเรือหางยาวที่จอดอยู่ 3-4 ลำเพื่อข้ามแม่น้ำ

แม่น้ำในเวลานี้ค่อนข้างตื้นเขิน น้ำก็ไม่เชี่ยวว่ายน้ำข้ามได้สบาย ๆ เมื่อมาถึงฝั่งพม่า เราก็ช่วยกันแบกของที่จะนำมาถวายเดินลุยป่าขึ้นไปที่วัดครับ


ทางเพื่อไปแสวงบุญ


สวนกับเณร สีจีวรเป็นสีแดงอิฐ

มาถึงที่วัดแล้วก็เห็นป้ายภาษาแปลก ๆ ถามครูแล้วก็ว่าเป็นภาษาแถว ๆ ทางจีนครับ

ที่นี่จะมีอาคารหลังใหญ่สองหลังสร้างจากไม้ ท่าทางว่าจะสร้างมาหลายสิบปี หรืออาจจะเป็นร้อยปีแล้วก็ได้ครับ ไม่เห็นว่ามีกุฏิพระแยกต่างหากเหมือนวัดไทย

เมื่อไปถึงเราก็เข้าไปนมัสการท่าเจ้าอาวาสวัดก่อน และแจ้งความประสงค์ว่าจะมาถวายสังฆทาน โดยครูแหลมเป็นล่ามให้ (ครูแหลมแกพูดได้สามภาษา ไทย กะเหรียง และพม่าครับ) ท่านก็เลยบอกให้ดื่มน้ำ กับเข้ามานั่งในศาลาก่อน (ศาลาในรูปข้างล่างนี้แหละครับ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า ศาลาได้หรือไม่) ตอนนี้เอง ที่ผมสังเกตว่า พระสงฆ์ของที่นี่ ไม่ได้โกนคิ้ว ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าพระที่นี่เป็นพระสงฆ์ในนิกายอะไร

แล้วท่านก็บอกว่า ให้แยกอาหารที่เป็นสัตว์ออก เนื่องจากว่าพระที่วัดฉันมังสวิรัติ เราก็เลยต้องมาแยกปลากระป๋อง ซึ่งเป็นอาหารประเภทเดียวที่เป็นสัตว์ แต่มาม่าท่านบอกฉันได้ เข้าใจว่าเวลาฉัน คงไม่ได้ใส่เครื่องปรุงลงไป ส่วนปลากระป๋องเหล่านั้น ก็เลยให้กับทหารพม่าที่มารักษาการณ์อยู่ที่วัดไป

เมื่อแยกแล้วก็เอาของทั้งหมดใส่รวมกันไปในกะละมัง แล้วก็ถวาย ซึ่งก็ไม่ได้มีการกล่าวคำถวายอะไรกัน อาจจะเป็นเพราะว่าพูดกันคนละภาษาก็ได้ เลยข้ามขั้นตอนตรงนี้ไป พอเสร็จแล้ว ท่านก็ให้พร พร้อมกับแจกเครื่องรางเป็นสายสิญจน์ ซึ่งมีคุณทางด้านคุ้มครองผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เมื่อรับมาแล้ว ท่านก็พาชมรอบวัด

ท่านบอกว่า ทางวัดกำลังสร้างโบสถ์กันอยู่ แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี

ในวัดมีเจดีย์เพียงแค่องค์เดียวเท่านั้น 

แล้วเราก็เดินดูรอบๆ และมาหยุดลงที่ใต้ต้นโพต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นริมผา ที่ฝั่งตรงข้ามคือประเทศไทยของพวกเรา

แล้วครูแหลมก็ชี้ให้ดูว่ายอดดอยที่เราขึ้นไปอยู่ที่ไหน และสูงแค่ไหน ซึ่งปรากฏว่าเป็นยอดที่สูงเป็นอันดับสาม ของยอดเขาในละแวกนั้นเลย ซึ่งสูงแค่ไหน ดูได้ในรูปข้างล่างเลยครับ สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,800 เมตรอัพครับ

เมื่อเดินชมวัดกันจนอิ่มหนำสำราญใจ ก็ได้เวลากลับไปขึ้นเรือ ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน เพราะว่าเราต้องขับรถกลับอีก เกือบสองร้อยกิโล เพื่อไปให้ถึงที่พักที่เราพักในวันแรก ที่ อ.แม่สอด


มีแต่ป่าทั้งนั้น


ช่วงนี้เป็นบันไดดิน เพิ่งจะเคยเห็น

เมื่อข้ามมาถึง ผมหันหลังกลับไปถ่ายรูปที่วัดแห่งนั้นอีกทีก่อนที่จะลาจากกันไป แล้วไม่รู้ว่าจะได้ข้ามไปเยือนยังวัดนั้นอีกไหม

เมื่อกลับมาถึงบ้านครูแหลมแล้ว เราก็ตั้งขบวนเดินทางกันเลย โดยขากลับนี่ทำความเร็วกันน่าดู ความเร็วมีเท่าไหร่ ก็บิดจนหมด ก็น่าจะประมาณ 100 กว่า ๆ กันทุกคัน แต่คันของผมน่ะสิ เนื่องจากว่าเป็นรถเครื่องเดิม ๆ ที่ไม่ได้แต่งอะไร เลยทำได้แค่ 95 kpm เท่านั้น เลยต้องมีเพื่อนตามประกบปิดท้าย เพราะกลัวว่าจะหลงทาง

ระหว่างทางขากลับนี้ มีรถคันหนึ่งน้ำมันเครื่องรั่วมากจนต้องยกขึ้นรถพ่วงไปอีกคัน ทำให้เหลือรถที่วิ่งได้อยู่อีก 8 คันเท่านั้น ไอ้ตอนที่หยุดเอารถขึ้นรถพ่วง พวกเราไปหยุดตรงค่ายชาวเขาเข้า โอ้โห มีคนออกมามุงดูเพียบ เรียกกันมาทั้งหมู่บ้านเลยมั้ง แอบภูมิใจเล็ก ๆ ครับว่ารถเรานี่มันดึงดูดสายตาจริง ๆ

หลังจากนั้นเราก็ต้องขับรถกลางคืนกันแล้ว เพราะว่าพระอาทิตย์ตกไปเรียบร้อย ซึ่งเส้นทางนี้ก็มืดตลอดทาง และก็มีโค้งเยอะมาก ๆ ผมว่าไม่น่าต่ำกว่าร้อย บางช่วงก็โค้งแล้วก็โค้งอีก บางที่โค้งจนจะเป็นวงกลม แต่พอช่วงมืดนี่ผมเลิกทำความเร็วแล้ว ไปแบบเซฟ ๆ ดีกว่า โดยแบ่งเป็นสองชุด ชุึดที่ขับเร็ว ขับเก่ง ก็นำหน้าไป ส่วนชุดช้าก็ค่อย ๆ ตามหลังไป โดยมีผมกับพี่และน้องอีกคน เป็นสามคน ขับกินลมชิล ๆ ไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มาถึง ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ชาวเขา (ดอยมูเซอ) อ.แม่สอด อีกครั้ง ในเวลาสามทุ่มครึ่ง ซึ่งเมื่อมาถึง เราก็ยกรถของพวกเราทั้งหมดขึ้นรถกระบะ และรถพ่วงทันที โดยอัดไปถึง 12 คัน แม่เจ้า เยอะมาก ทำลายสถิติเลยนะเนี่ย

หลังจากจัดรถขึ้นรถพ่วงเรียบร้อย พวกเราก็แบ่งกลุ่มเลย โดยมีกลุ่มที่กลับกรุงเทพฯเดี๋ยวนั้นเลย กับกลุ่มที่กลับวันรุ่งขึ้น ซึ่งผมเองก็กลับกับรถตู้คืนนั้นเลย โดยรถออกเที่ยงคืนครึ่ง ถึงกรุงเทพฯ ตีห้า ซึ่งเราก็ผลัดกันขับกันมา เปลี่ยนคนขับไป 4-5 เที่ยวตลอดทาง เพราะแต่ละคนก็ทั้งเพลียทั้งง่วง ไอ้ผมเองก็เสี๊ยวเสียว ยิ่งกว่าขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้น-ลงดอยเมื่อวานเสียอีก เพราะแต่ละคนนี่หลุดมาจากพีระ เซอร์กิต หรืองัยไม่ทราบ เหยียบมิดเลย แต่สุดท้ายพวกเราก็กลับมาถึงกรุงเทพฯ และแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกคน

ถึงแม้ว่าทริปนี้จะจบลง แต่โครงการยังไม่จบครับ เพราะว่าเงินบริจาคยังไม่ครบ ก็เลยยังสร้างอาคารอย่างที่ตั้งใจไม่ได้ ซึ่งเราก็จะเดินหน้ารับบริจาคเงินทุน และสิ่งของต่อไป แต่ตอนนี้ถ้าใครต้องการบริจาค รบกวนติดต่อผมก่อนนะครับ โดยจะติดต่อทาง ems หรือ เมล์ shaimailbox@gmail.com หรือเบอร์โทร 085-387-3895 ก็ได้ครับ 

และสุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาคทรัพย์และสิ่งของทุก ๆ ท่านเลยนะครับ ขอบคุณมากจริง ๆ

ป.ล. พอดีว่าตอนที่อยู่ที่นั่น ไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วเจอข้อความขำ ๆ เลยถ่ายมาให้ดูด้วยครับ

Note : ข้อมูลทั่วไปของแม่น้ำเมย (พม่าเรียกว่า แม่น้ำต่องยิน) เป็นเส้นกั้นเขตแดนประเทศไทยกับสหภาพพม่า มีความยาวประมาณ 327 กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้ไหลขึ้นมิได้ไหลลงเช่นแม่น้ำทั่ว ๆ ไป มีต้นน้ำอยู่ที่บ้านมอเกอ ตำบลพบพระ อำเภอพบพระ แล้วไหลผ่านอำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง ไปถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวินแล้วไหลลงอ่าวมะตะบันใน เขตพม่า

Related Link

 

Comment

Comment:

Tweet

เหมือนเป็นแกงค์ลักรถไปปล่อยชายแดนเลยครับ ฮา~*

ดีๆครับ คิดดี ทำดี มีประโยชน์ ^-^
ฝั่งพม่า ยังบ่เคยไปเหยียบแฮ๋มเตื้อเลยครับ
แอบอิจฉานะเนี่ย
ท่าทางสงบดีครับ ชอบจัง Hot!

#23 By Dragonball Fever on 2009-06-03 02:08

แอบกลัวเรือจะล่ม แฮร่ มันดูปริ่มน้ำมากๆbig smile

#22 By (^_^)/nana on 2009-06-02 21:59

ตามอ่านมาตั้งแต่วันแรก ... big smile ขับมอเตอร์ไซด์อย่างงี้น่าสนุกดีอ่ะ double wink

ว่าแต่เห็นรถเสียทุกวันเลยอ่ะ สุดท้ายแล้วเหลือกี่คันที่ไม่เสียเหรอฮ่ะ ... คันที่ไม่เสียนี้อึดจริงๆ อ่ะ cry

#21 By cherried on 2009-06-02 21:31

รูปป้ายที่เป็ฯภาษาแปลก inspire มาก

#20 By Glinda The Good on 2009-06-02 17:57

คือตู้มันเสียก็เป็นขยะทันที ก็ช่วยเอามันไปทิ้งด้วยมั้งครับ 555

#19 By เจ้าชายน้อย on 2009-06-02 17:51

อิ่มภาพ อิ่มใจ อิ่มบุญ
โบสถ์เค้าสวยเน๊อะ แม้ว่าจะสร้างไม่เสร็จ

ปล.เค้าให้ทิ้งตู้เอทีเอ็ม หรืออะไรลงถังหล่ะ 555++cry cry

#18 By ta_THINK_nhong on 2009-06-02 17:20

ลุยๆ ดีครับ น่าสนุก confused smile

#17 By Googigg on 2009-06-02 16:48

โหหหห

หน้าหนุกมากกก

อารมณ์แบบลุยๆๆbig smile

#16 By tooktiik on 2009-06-02 15:48

ทำไม blog นี้ทำให้เราอิจฉาทุกรอบที่เข้าน๊า
เหอะ เศร้าจัง อยากไปบ้างbig smile open-mounthed smile
เป็นการเที่ยวที่ดิบมาก

#14 By Deear Gaeseng on 2009-06-02 14:36

ลุย ลุย ลุย!!+ confused smile big smile

#13 By ลูกคนโตเอง on 2009-06-02 14:29

น่าสนุกเนอะ big smile

#12 By b-padung Studio on 2009-06-02 14:28

น่าไปมากก อยากไปปปปปปปจังเลยคะcry cry

#11 By Upmovie Brainstorm on 2009-06-02 13:12

ป่าเยอะดีจังนะคะ big smile

#10 By Initmate on 2009-06-02 12:58

แปลกจังที่เรือไม่ยักกะล่มbig smile
ดูลุยมากครับconfused smile

#8 By on 2009-06-02 11:31

ลุยกันเต็มที่เลย
หมวกมาเฟียมาก อิอิ
ไปแบบนี้ดูมีคุณค่ามากเลยนะคะ
มารดน้ำๆๆๆ

#6 By ยายแม่บ้าน on 2009-06-02 10:06

อ่านเพลินไปเลยค่ะ
ไว้จะมาติดตามอ่านตอนก่อนๆ
ขออนุญาต add ด้วย

ขอบคุณที่แวะไปดูน้องหมานะคะ

#5 By มุกดาว (StarPearl) on 2009-06-02 09:40

น่าสนุกมากมายครับ

#4 By AkE on 2009-06-02 09:26

เรือแจวสยิวมากเลยครับ ผมอาจไม่กล้านั่ง
แต่เป็นทริปที่น่าจดจำมากเลยครับ วิวก็ดี ได้ทำบุญด้วยครับ

กิจกรรมแบบนี้น่าสนใจครับ (อยากไปมั่ง)

#3 By มนุษย์กล่อง on 2009-06-02 09:16

ขอซ้อนท้ายมอไซค์ไปด้วยคนได้ไม๊คะเนี่ย


^^

#2 By caffeineaddict on 2009-06-02 09:09

ได้ทุกอารมณ์เลยนะคะ ทั้งรถ ทั้งเรือ เดินบุกป่าฝ่าดงconfused smile

#1 By catch me if u can (58.137.40.204) on 2009-06-02 08:55

Facebook