ต่อจากเอนทรี่แรกนะครับ ทริปเล้อตอโกร (วันแรก)

เมื่อคืนที่ผ่านมาอากาศที่นั่นหนาวพอสมควรครับ ไม่ถึงกับหนาวมาก แต่ผ้าห่มมันบางไปหน่อยก็เลยหนาว จนตื่นขึ้นมาหลายรอบเลย แต่ก็ถือว่าหลับสบาย แต่ก็มีบางคนไม่ยอมนอน ไปนั่งคุยเล่นกันรอบกองไฟ แล้วก็หลับไปตรงนั้น ตื่นมาน้ำค้างท่วมตัว อย่างกับโดนน้ำสาด พอรู้ตัวก็เลยรีบเผ่นกลับมานอนในอาคาร หุหุ

 

พอเช้าผมก็ตื่นขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ แม้ว่าจะไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้น แต่อากาศก็ยังเย็นสบายอยู่ ที่สำคัญมีหมอกลงด้วย ก็เลยไม่รอช้า รีบคว้ากล้องออกไปเก็บภาพวิวสวย ๆ ก่อนที่ความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์จะละลายหมอกให้หายไป

 
วิวยามเช้าอันสวยงาม หมอกลงทั่วอาณาบริเวณ


รอบ ๆ หมู่บ้าน ที่เป็นธรรมชาติ แทบจะไร้สิ่งปรุงแต่ง จากโลกสมัยใหม่


เจอเด็ก ๆ ระหว่างทาง ตื่นแต่เช้า เพื่อมารอรับของแจกอีกรอบ

ระหว่างที่เดิน ๆ อยู่ก็พบว่าที่บ้านหลังหนึ่ง กำลังจะจัดงานแต่งงานให้กับลูกชาย ก็เลยเข้าไปในบ้านแสดงความยินดีกับเค้าหน่อย ปรากฏว่าขึ้นไปบนบ้าน ก็เห็นว่ามีแต่เด็ก ๆ กับผู้หญิงและสาว ๆ (แต่มีลูกแล้วทั้งนั้น) กำลังนั่งล้อมวงกินเหล้าที่หมักเองอยู่ ด้วยความอยากรู้ ผมก็เลยลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามถึงประเพณีการแต่งงานว่าทำอะไรบ้าง เจ้าบ่าวหนุ่มน้อย (น้อยจริง ๆ อายุ 12 ขวบเอง) ก็บอกว่าเมื่อคืนนี้ก็มีงานเลี้ยงฉลองที่บ้าน มีการล้มหมูเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน พอเช้าก็จะมารวมตัวกัน ร้องเพลงพื้นเมือง ดื่มเหล้า พูดคุยกันเพื่อรอเวลาสาย ๆ จะออกเดินเท้าไปบ้านเจ้าสาวเพื่อทำพิธี ผมก็สงสัยว่า แล้วบ้านเจ้าสาวอยู่ที่อยู่ที่ไหน เค้าก็บอกว่าอยู่ไกล เดินไปอีก 4 ชั่วโมง ผมก็ ห๊าาาาาา 4 ชั่วโมง ก็เลยสงสัยต่อว่า แล้วไปเจอกันตอนไหน ยังงัย เค้าก็บอกว่า เจอกันตอนไปหาของป่า เจอกันครั้งเดียว ก็แต่งงานเลย ห๊าาาาาา กำัลังสองเลยครับ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อแล้ว เพราะว่ามีน้องมาเรียกว่า เดี๋ยวจะแจกของแล้ว ก็เลยต้องจำใจลาจากบ้านหลังนั้นมาอย่างน่าเสียดาย แล้วตอนนั้นก็เริ่มมึนแล้วด้วย ผมดื่มไปสองเป๊กเอง แต่มันเป็นเป๊กที่จี๊ดมากครับ อึกแรกก็บาดคอแทบขาดแล้ว แต่ก็แข็งใจสร้างสัมพันธไมตรีด้วยอึกที่สองอีก เดินกลับอาคารเรียนนี่มีเซเล็ก ๆ เลยทีเดียว (ไอ้ผมก็คอแข็งมิใช่เล่นนะ เจอสูตรนี้เข้าไปถึงกับมึน)

พอกลับ มาที่อาคารเรียน ก็เห็นเพื่อน ๆ กำลังทำกับข้าวกันแล้ว โดยมื้อนี้ มีหมูทอด ไก่ทอด และน้ำพริก สำหรับข้าว ก็ยังคงได้ข้าวกล้องหุงใหม่ ๆ จากชาวบ้านมาเหมือนเมื่อวานครับ

ทานข้าวกันเสร็จแล้ว ก็เริ่มแจกของกันต่อเลย โดยเริ่มจากการแจกทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ  ซึ่งเงินในส่วนนี้เป็นของพระอัครกิตติครับ ก็แจกเด็กทั้งหมู่บ้าน ที่ยังอยู่ในวัยเรียน 40 กว่าคน ส่วนเงินที่เหลือก็ได้มอบให้คุณครูแหลมไปซื้ออุปกรณ์ในการซ่อมแซมอาคารต่อไป ครับ


เด็กมากันทั้งหมู่บ้านเลยครับ

 


ครูแหลม หรือ ครูพิชัย ขจรคีรีรักษ์ คนทางซ้าย

หลังจากนั้นก็มาแจกของที่เหลือให้กับชาวบ้านต่อครับ โดยให้ตามความจำเป็น ดูว่าใครต้องการอะไรบ้างก็แบ่ง ๆ เฉลี่ยกันไปตามความเหมาะสม


คุณแม่ลูกยังเล็ก ก็รับไปเยอะหน่อย

หลังจากที่แจกข้าวแจกของไปเรียบร้อยแล้ว ก็รวมตัวกันถ่ายรูปและเตรียมตัวกลับ


ชาวบ้านเค้าก็อยากถ่ายรูปกับรถเท่ห์ ๆ บ้าง

หลังจากนั้นก็เก็บสัมภาระ แล้วเตรียมตัวลงเขา แต่ว่ามีรถอยู่ 3 คันลงไม่ได้ เนื่องจากยางแบนก็เลยต้องยกขึ้นรถ 4WD ลงเขาแทน และลงเขาในเวลา เกือบ ๆ เที่ยง


พี่อัคร ถึงรถจะควันขาว แต่ก็ไม่ยอมที่จะขนรถขึ้นกระบะ (ถ้าขึ้นอีกคันก็ไม่มีที่แล้ว)


เมื่อพร้อมแล้วก็ออกเดินทาง

การเดินทางขาลง รู้สึกว่าเส้นทางนี้สวยงามมากครับ บางช่วงนี่เหมือนขับอยู่บนสวรรค์ เพราะว่าเมฆลอยผ่านสัมผัสตัวเราเลยครับ ขับไปก็มองเมฆเคลื่อนผ่านเขาแต่ละลูกไปด้วย เป็นภาพที่ประทับใจมาก ๆ ในใจก็อยากแวะถ่ายรูปให้ได้เยอะ ๆ แต่ว่ามันหยุดไม่ได้ เนื่องจากเส้นทางไม่เอื้ออำนวย ถ้าหากหยุดแล้ว อาจจะเกิดอันตราย หรือหลงกันได้ เพราะมีแยกหลายแยก ขับหลงนี่ไปโผล่เชียงใหม่ไม่รู้ตัวเลย

พอพ้นช่วงที่สูงเสียดฟ้าแล้ว ก็จะเจอกับป่ารกชัฏ แต่ก็ยังไม่พ้นทางที่เป็นทางชัน และหลุมบ่ออยู่ดีและก็ขับยากเอามาก ๆ ครับ เที่ยวลงผมก็เลยล้มไปอีกหนึ่งที เที่ยวนี้ล้มหนักครับ ทำเอาเจ็บเข่า แล้วก็ปวดส้นเท้ามากเลยครับ แต่ไม่เป็นไรทนได้ อาการนี้เคยเจอมาแล้ว ตอนขี่จักรยานขึ้นเชียงดาว เข่าข้างเดียวกันเลย ตอนนั้นปั่นยังทำได้ นี่แค่บิดอย่างเดียว จิ๊บจ๊อย