ท่านทั้งหลายคงจะพอทราบแล้วนะครับ ว่าปัจจุบันนี้ ผมหนีหน้าจากวงการรถสี่ล้อ มาสู่รถสองล้อแล้ว เรียกว่าชีวิตเจริญลง ๆ เรื่อย ๆ จากขับรถเก๋ง ก็เหลือแค่มอเตอร์ไซค์ โดยผมได้เลือกรถคู่ใจเป็นรถสัญชาติเยอรมัน ยี่ห้อ SACHS Bikes รุ่น MadAss 125 xx ซึ่งก็ซื้อมาขับจริง ๆ ครับ ใช้ขับระหว่าง สัตหีบ - กรุงเทพฯ - ศาลายา และก็วนเวียนอยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละครับ

และหลังจากที่ได้มอเตอร์ไซค์มาผมก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทาง MadAss Club Thailand ทัีนทีเลย โดยกิจกรรมแรกที่ผมได้ไปร่วม ก็เป็นงานแสดงรถมอเตอร์ไซค์ 1st Bangkok Bike Festival ซึ่งผมก็ได้เอารถไปร่วมโชว์ตัวกับเค้าด้วยเหมือนกัน


1st Bangkok Bike Festival

หลังจากงานนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็ได้ไปทริปเล้อตอโกร ซึ่งเป็นกิจกรรมการกุศล ที่ผมได้เขียนถึงไปแล้วใน 3 เอนทรี่ก่อน ซึ่งทริปนี้เป็นทริปที่ประทับใจมาก ๆ ครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไกลขนาดนี้ แล้วก็เป็นทริปที่เส้นทางทรหดมาก ๆ เพิ่งมาเข้าใจคำว่า วิบาก(กรรม) ก็ครั้งนี้นี่เองครับ

ทริปนี้เราไปกัน 2 วันครับ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในคืนวันพฤหัสฯ ที่ 7 พ.ค. โดยคนไปรถตู้ และรถมอเตอร์ไซค์ไปทางรถพ่วง ซึ่งบางคนก็ขับขึ้นไปเองบ้าง ไปเจอกันที่ จ. ตากบ้าง แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล แต่ผมเลือกส่งรถไปกับรถพ่วง แล้วตัวเองขึ้นรถตู้ครับ

การเดินทางด้วยรถตู้จากกรุงเทพฯ ถึง จ.ตาก ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ได้แวะทานบะหมี่เกี๊ยวที่ จ.กำแพงเพชร และเดินทางถึงที่พัก ที่ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ชาวเขา (ดอยมูเซอ) อ.แม่สอด และนอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน

พอรุ่งเช้าก็ตื่นเพื่อเตรียมรถและสัมภาระ โดยรถของสมาชิกคนหนึ่ง ยังซ่อมไม่เสร็จเลย ก็นั่งซ่อมรถกันไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็ยกรถลงจากรถพ่วง และจัดสัมภาระลงรถกระบะ เพื่อเดินทางต่อไปยังบ้านของคุณครูแหลม คุณครูของน้อง ๆ ชาวเขาที่ อ.บ้านสองยาง


ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ชาวเขา (ดอยมูเซอ) อ.แม่สอด


รถกระบะที่ใช้ลากรถพ่วงและขนของบริจาค


รถพี่อัคร ที่ยังซ่อมไม่เสร็จ แต่ก็มาด้วยใจ

ระหว่างที่ยกรถ เก็บของ คุณป้าผู้ดูแลบ้านพัก ก็ยกข้าวต้มเห็ดสด กับหมูสับมาให้พวกเรา ซึ่งท่านก็ทำเลี้ยงพวกเราฟรี ๆ ครับ ต้องขอขอบคุณมากจริง ๆ เลยครับ ข้าวต้มมื้อนี้ ทำให้เราอิ่มไปจนถึงกลางวันเลยล่ัะครับ

ในช่วงแรกนี้มีรถทั้งหมด 9 คัน ส่วนอีกคันหนึ่งยังซ่อมไม่เสร็จ ก็เลยยกขึ้นรถพ่วงไปด้วย เส้นทางจากศูนย์ฯ ถึงบ้านคุณครูแหลม ใช้ทางหลวงหมายเลข 105 เป็นถนนลาดยางทางเรียบไปตลอดทาง แต่เป็นทางขึ้นเขา และคดเคี้ยวมาก ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร เส้นทางนี้เราใช้ความเร็วประมาณ 90 กม./ชม. ซึ่งช่วงที่ลงเขา ปรากฏว่าเบรคหลังของผมเกิดติด ทำให้เบรคไหม้ และปั๊มเบรคเสีย จนใช้การไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ยังเหลือเบรคหน้าอยู่ ก็ขับมาเรื่อย ๆ กะว่าเดี๋ยวจะให้ช่างที่มากับรถกระบะ ช่วยดูให้ที่บ้านครูแหลม

พอถึงที่ตัวเมือง อ.แม่สอด พี่อัครกับช่างต้อม ก็ขอแยกตัวไปหาซื้ออะไหล่มาซ่อมรถของแกต่อ พวกเราก็เลยขับล่วงหน้ากันมาก่อน

สองข้างทางของถนนหลวงหมายเลข 105 ก็สวยงามมากครับ มีแต่ป่า ต้นไม้ อยู่เต็มสองข้างทาง อากาศก็ค่อนข้างจะเย็นสบายครับ แต่พอสาย ๆ ก็เริ่มร้อนแล้ว บางช่วงก็ต้องผ่านชุมชนชาวเขา และด่านตรวจ โดยเฉพาะด่านตรวจนี่มีเยอะมาก ๆ แต่ก็โดนเรียกให้จอดแค่ด่านเดียว ตำรวจก็ถามว่าจะไปไหนกัน แล้วก็ถามว่านี่รถอะไร ซึ่งเป็นคำถามที่โดนถามบ่อยมาก ๆ ตั้งแต่ซื้อรถมาครับ

เราขับมาถึงบ้านครูแหลมประมาณเที่ยง ก็หาอะไรกินกันก่อน ระหว่างรอพี่อัครกับช่าง และรถกระบะ

เมื่อมาถึง ทางช่างก็ไม่รอช้าครับ ลงมือทำรถต่อเลย จนกระทั่งทำเสร็จราว ๆ 2 โมง กว่า ๆ พวกเราเห็นว่าถ้าไม่รีบขึ้นดอยตอนนี้ ก็จะไปถึงค่ำ แล้วจะเป็นอันตราย ผมก็เลยตัดสินใจยังไม่ทำเบรค เดี่ยวค่อยไปทำบนเขา แล้วก็ออกเดินทางจากบ้านครูแหลมกันเลยครับ

ที่บ้านครูแหลม มีสมาชิกมารออยู่ก่อนแล้ว 2 คน คือฟุย กับ พี่คิด ทำให้จำนวนรถ MadAss มีทั้งหมด 11 คัน และ KikAss อีกหนึ่งคัน กับรถของครู 3 คัน รวมแล้ว 15 คัน และเราก็จ้างรถกระบะ 4WD สำหรับขนของขึ้นดอยอีก 1 คัน โดยมีผู้โดยสารและคนขับอีก 3 คน รวมแล้วก็ 18 ชีวิต 

ระยะทางจากตีนเขาถึงจุดหมาย รวมระยะทางแล้ว 48 กม. แต่คุณบอมหัว หน้าโครงการในครั้งนี้บอกว่า ใช้เวลาขับกว่า 4 ชั่วโมงจึงจะไปถึง ถนนช่วงแรก ๆ ยังมีปูคอนกรีตบ้าง แต่ขับไปได้สักระยะก็เป็นดินลูกรัง มีทางลาดสลับกับทางชันเป็นระยะ ๆ

ไม่น่าเชื่อเลย ว่าชาวเขาที่นี่เค้าใช้รถมอเตอร์ไซค์ธรรมดา ๆ อย่าง Suzuki Smash ในการขี่ขึ้นเขา ที่ทั้งสูงทั้งชันขนาดนี้ ขนาดเด็ก ๆ อายุ 10 กว่าขวบยังขี่ขึ้นเขาได้หน้าตาเฉยเลยครับ เก่งมาก

แล้วเราก็มาหยุดพักที่ริมลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง ซึ่งที่นี่เค้าได้ทำท่อไม้ไผ่ซึ่งรับน้ำมาจากลำธารด้านบนลงมา สำหรับดื่มกิน ล้างหน้าล้างตา ผมเองก็ไม่พลาดที่จะทดลองดื่มดูครับ ซึ่งรสชาติก็เหมือนกับน้ำดื่มบรรจุขวดแหละครับ แถมยังเย็นอีกด้วย ขับรถมาร้อน ๆ ได้ดื่มน้ำ ล้างหน้าล้างตาที่นี่แล้วสดชื่นขึ้นมาเลย 

หลังจากนั้นเราก็ขับไปต่อเรื่อย ๆ ครับ ซึ่งทางก็เริ่มวิบากมากขึ้น ขับยากมากขึ้น โดยเฉพาะ ทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นร่องน้ำ เป็นรอยล้อของรถ4WD ซึ่งถ้าล้อตกลงไปในร่องนี้แล้ว จะทำให้เสียหลักและล้มง่าย ๆ ผมเองซึ่งเป็นมือใหม่เลยล้มไปหนึ่งครั้ง แต่ไม่บาดเจ็บอะไร แต่พักเท้าของรถงอไปเลยครับ

เราแวะพักกันค่อนข้างบ่อย เพราะว่าบางคนขับเร็ว บางคนขับช้า เลยต้องแวะพัก เพื่อรอกัน

และก็มาถึงจุดพักแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้คณะงงมาก ๆ ครับ เพราะเรามาเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่ครับ ไม่น่าเชื่อว่าขับไปขับมาจะมาโผล่เชียงใหม่ได้

เส้นทางหลังจากนี้ ทางแย่และยากมากกว่าเดิม 10 เท่า ทั้งคดเดี้ยว หักศอก ลงเขา ขึ้นเขา บางช่วงนี่เป็นเหวทั้งสองข้าง บางช่วงเป็นเหวชัน ไม่มีต้นไม้ใหญ่กำับัง ตกไปก็ตายได้เลย ดังนั้นเราเลยต้องขี่อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ก็ต้องแข่งกับเวลา เพราะพระอาทิตย์ใกล้อัสดงแล้ว

 

แล้วเราก็มาถึงจุดพักสุดท้าย ซึ่งเป็นเนินเขาขนาดย่อม ๆ ที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีแต่หญ้าเขียว ๆ แต่มองไปก็เห็นเขาสูงมากมายจนลับสายตา ไม่รู้เลยว่า แผ่นดินที่เราขับขึ้นมาอยู่ตรงไหน แต่วิวที่นี่ก็สวยมาก ๆ ครับ

ณ จุดนี้ ครูแหลมบอกว่า สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,800 เมตรเลยทีเดียว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยครับ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาสูงขนาดนี้

แล้วเราก็ขับรถมาจนถึงหมู่บ้านเล้อตอโกรในเวลา 6 โมงกว่า ๆ เมื่อมาถึง ครูแหลมก็ไปตามเด็ก ๆ พร้อมกับผู้ใหญ่ให้มาพบกับพวกเรา

เด็ก ๆ ที่นี่มีจำนวน 50 กว่าคน ตั้งแต่เด็กอ่อน ไปจนถึงเด็กโตระดับชั้นประถม 

หลังจากนั้นก็แจกขนมกันก่อนเลยครับ เพราะว่ามีเยอะมาก ๆ เพราะต้องแจกกันอีกหลายรอบ

พอแจกเสร็จก็มาเตะตะกร้อกัน เป็นการคลายเครียดและยืดเส้นยืดสาย

แล้วพระอาทิตย์ก็ตกดิน

เด็ก ๆ ที่กลับไปที่บ้านแล้วก็กลับมาหาพวกเราใหม่เพื่อรับของแจก เราก็เลยแจกขนมไปอีกรอบ

ตอนนี้เราก็แบ่งทีมกันทำกิจกรรมแล้วครับ ก็มีกลุ่มหนึ่งทำอาหารเย็น โดยพี่บอมได้นำอุปกรณ์ทำครัวภาคสนามมาอย่างครบครัน ทั้งเตาแก๊ส กะทะ หม้อ ฯลฯ  อาหารเย็นก็เป็นอะไรง่าย ๆ อย่างไข่เจียว หมูทอด หมูย่าง ที่ซื้อเนื้อหมูมาจากตลาด แกงจืดฟัก และน้ำพริกต่าง ๆ นานา ที่ซื้อสำเร็จมา


มีน้อง ๆ ชาวเขามาจุดไฟให้ด้วย

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็มาคัดแยกของที่จะแจกในคืนนี้ และพรุ่งนี้ กับที่จะเอาลงไปที่วัดทางฝั่งพม่า 

หลังจากที่แจกขนมให้เด็ก ๆ แล้ว ก็มาแจกรองเท้าแตะ และของเล่นครับ ซึ่งเด็ก ๆ ก็ดีใจกันมาก ๆ เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ แล้วก็มีความสุขครับ

สำหรับคุณแม่ที่มีลูกอ่อน ก็ให้เสื้อผ้าเด็ก ผ้าอ้อม แล้วก็ของใช้จำเป็นไปครับ

หลังจากที่แจกของเสร็จแล้ว (แต่ยังไม่หมด) เราก็พักผ่อนกันครับ โดยเริ่มจากการรับประทานอาหารกันก่อนเลยครับ เพราะว่าหิวกันมาก ๆ แล้ว (สองทุ่มกว่า) กับข้าวมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยมาก ๆ ครับ เพราะกินกันหลายคน แถมข้าวก็ยังเป็นข้าวกล้องที่หุงมาให้โดยชาวบ้านที่นี่ด้วยครับ 

พออิ่มแล้ว ครูแหลมก็แนะนำเครื่องดื่มหลังอาหารเป็น เหล้าขาวสไตล์ชาวเขา รสหวาน ๆ แต่บาดคอ และร้อนท