ได้รับ Tag "สิบปีให้หลังฉันยังจำได้" มาจากคุณลิงใจดี๊ ใจดี ครับ เป็นแท็กที่ทรมานใจคนความจำสั้นอย่างผมมาก ๆ เลย ขนาดแค่ 3 นาทีก่อนทำอะไรยังลืม นี่ให้ระลึกชาติไปถึง 10 ปี นี่ยากมากครับ อย่างแรกเลย ผมไม่รู้ว่า ปี 2543 ผมทำอะไรอยู่แถวไหนครับ แต่ที่แน่ ๆ คือ เป็นนักเรียนนายเรืออยู่ เลยหันไปถามเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ว่า

ผม : เฮ้ย ปี 43 เราอยู่ชั้นไหนวะ
เพื่อน : เดือนไหนอ่ะ
ผม : ไม่รู้ว่ะ
เพื่อน : (ทำหน้าเข้าใจ เพราะรู้ดีว่าผมมันเอ๋อ) ถ้าเดือนมกรา ก็ยังอยู่ชั้น 3 ฝึกภาคอยู่ ถ้าเดือนพฤษา ก็ขึ้นชั้น 4 แล้ว
ผม : อ๋ออออออออ

ดังนั้น จุดเริ่มต้นในการย้อนอดีต ก็อยู่ที่ตอนเป็นนักเรียนนายเรือชั้น 3 ครับ  แต่ .... ตอนปี 3 ช่วงฝึกภาค ผมทำอะไรอยู่ล่ะเนี่ย อ๊ากกกกกก ว่างเปล่า ใครมาลบโฟลเดอร์นี้ไปเนี่ย ตึ๊ง ๆ ๆ ขอนึกนิดนึง

อ้อ นึกออกแล้ว

ที่จำได้แม่น ๆ เลย ก็คือ ตอนนั้นผมฝึกภาคอยู่ในเรือหลวงโพสามต้นครับ เป็นเรือไอน้ำกำลังดันต่ำ 600 psi เป็นเรือรบที่หลงเหลือมาจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งจุดเด่นของเรือลำนี้ก็คือ เป็นเรือไอน้ำ ที่ผลิตไอน้ำจากหม้อน้ำ และส่งผ่านไอน้ำนั้นมาขับลูกสูบ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ให้ลองนึกถึงสภาพของลูกสูบรถยนต์แต่ขนาดใหญ่กว่า 10 กว่าเท่า ก้านสูบนี่สูงท่วมหัว เวลามันทำงานเคลื่อนขึ้นเคลื่อนลง สามารถมองเห็นได้ เอามือไปสัมผัสได้เลย ซึ่งเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน

และที่สำคัญเวลาเข้ายามอยู่ในห้องหม้อน้ำ ก็แสนจะเค็ญ ทั้งร้อนทั้งเสียว เหมือนเรานั่งอยู่หน้าเตาไฟขนาดใหญ่ มีไฟ ที่มีความร้อนสูงประมาณ 400 องศาเซลเซียสอยู่ข้างหน้า ถ้าบึ้มมาก็ย่างสดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละครับ และที่ห้องนี้จะมีลักษณะพิเศษคือ จะเป็นห้องที่มีประตูสองชั้น คือ ก่อนจะเข้าไปในห้องนี้ จะต้องผ่านห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ถ้าจะเข้าจะออก จะต้องเปิดประตูเข้ามาอยู่ในห้องนี้ก่อน แล้วปิดประตูบานที่เพิ่งผ่านเข้ามาให้สนิท จากนั้นจึงจะเปิดประตูอีกบานเข้าไปในห้องหม้อน้ำ สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อรักษากำลังดันในห้องหม้อน้ำให้คงที่  ถ้าหากว่าประตูมีแค่บานเดียว เวลาเปิดประตู อากาศภายในห้องที่มีความร้อนสูงกว่า จะไหลออกภายนอกห้อง ซึ่งถ้าไปแต่อากาศร้อนก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่มันจะเอาเปลวไฟที่อยู่ในเตาไหลออกมาด้วย ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าไฟมันแล่บออกมา คนนั่งหน้าเตาก็ถูกย่างแน่นอน แล้วห้องมันแคบมาก หนีไปไหนไม่ได้ ถึงหนีก็หนีไม่ทัน ตายซากอยู่ตรงนั้นนั่นแหละครับ ดังนั้นจึงต้องมีกฏห้ามเปิดประตูสองบานพร้อมกัน เพื่อป้องกันอันตรายอย่างที่เล่าครับ


ภาพเพื่อน ๆ ที่อยู่ร่วมเรือลำเดียวกัน

ส่วนประตูก็ไม่ใช่ประตูที่วางขนานหันหน้าหากันนะครับ บานหนึ่งเป็นประตูปกติวางเหมือนประตูบ้านนี่แหละ อีกบานเป็นลักษณะฝาแฮ็ทช์ (รู้จักฝาแฮ็ทช์ได้จากเอนทรี่นี้ครับ) ซึ่งจะติดอยู่ตรงพื้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ประตูกั้นห้องที่อยู่ชั้นล่าง กับชั้นบนนั่นแหละครับ เวลาเปิดก็จะยากลำบากนิดนึง เพราะต้องปีนบันไดสูง 4-5 เมตรขึ้นมา แล้วก็เอาตัวยันไว้กับขอบของฝาแฮ็ทช์ด้านใน แล้วก็เอาสองมือไปหมุนตัวขัดบานประตู ถึงจะเปิดออกไปได้


ตัวอย่างฝาแฮ็ทช์ (แต่ไม่ใช่ของเรือโพสามต้นบานที่ว่านะครับ)

ก่อนจะเปิดประตูทางเข้าทั้งสองบาน ก็ต้องมองผ่านกระจกที่ติดตรงประตูก่อนว่าไม่มีคนกำลังจะเปิดประตูอีกบานหนึ่งนะ จึงจะเปิดเข้าไปได้ แล้วมีอยู่ัวันหนึ่ง ผมจะเข้าไปในห้องหม้อน้ำนี้ครับ ตัวผมอยู่ตรงประตูที่เปิดง่าย กำลังจะเข้า ก่อนเข้าก็ว่าตัวเองส่องกระจกแล้วนะ ตอนนั้นผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเห็นเพื่อน หรือไม่เห็นเพื่อนอยู่หลังประตูอีกบาน แต่ก็เปิดเข้าไปครับ กำลังแง้ม ๆ ประตู ไอ้เพื่อนอีกคนที่อยู่หลังฝาแฮ็ทช์ ก็เปิดฝาจะออกจากห้องเหมือนกัน เรียกได้ว่า มองเห็นกัน ชนิดตามองตากันเลยครับ แต่แววตาตอนนั้นตื่นตระหนกมาก ๆ แต่ปฏิกิริยาเราทั้งคู่ก็ไวมาก ต่างคนต่างปิดประตูอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นผมจำได้เลยครับ เพื่อนมันร้อง "เฮ้ย" ดังลั่น ก่อนจะปิดประตู แต่ตัวผมร้องหรือเปล่าจำไม่ได้ พอผมปิดประตูล็อกตัวขัดเรียบร้อย ก็ยื่นหน้าไปมองในกระจกอีกครั้งครับ ดูว่าเพื่อนกูโดนไฟครอกไปหรือยัง ปรากฏว่าปกติครับ โล่งใจเลย นึกว่าฆ่าเพื่อนไปแล้ว แล้วโชคดีอีกอย่างที่มันไม่ตกกระไดลงไป ไม่อย่างนั้นก็ถึงขั้นตายได้เหมือนกันครับ

และนั่นก็เป็นปรากฏการณ์เกือบตายของเพื่อน แต่เกือบกลายเป็นฆาตกรของผม (ซึ่งจริง ๆ ไม่รู้ใครพลาดนะครับ เหตุการณ์ตอนนั้น จำไม่ได้แล้ว) แต่คนที่จะตายมันเป็นเพื่อนงัย ผมไม่มีโอกาส เพราะอยู่ข้างนอก


ผมเอง กำลังเปิดลิ้นไิออยู่

นอกจากเหตุการณ์นี้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ในตอนอยู่ปี 3 แทบจะจำอะไรไม่ได้เลยครับ ความจำหายไปเกือบปี จะบร้า 0_o มาระลึกได้อีกทีตอนปี 4 เรื่องราวคล้่าย ๆ กับของคุณลิง คือผมเป็น บก.วารสารสามสมอ ครับ เล่มที่ให้คุณกอล์ฟไปเมื่อเอนทรี่ที่แล้วนั่นแหละครับ

 

การที่ได้ก้าวเข้ามาทำวารสารเล่มนี้ มันเริ่มมาจากการที่ผมเป็นพวกอาร์ตครับ อันนี้เพื่อน ๆ พี่ ๆ รู้กิตติศัพท์ผมกันดีอยู่แล้ว แล้วยิ่งช่วงนั้น บ้าทำ Photoshop ด้วย ก็โชว์ฝีมือเรื่อยมา จนถึงขั้นไปเขียนคอลัมน์สอน Photoshop ให้ที่ Thaigraph.com ได้สมญานามว่า PsdMaster กันเลยทีเดียว (เดี๋ยวนี้ หน้าแนะนำตัวของผมยังมีอยู่เลยครับ)

 


ตัวอย่างงานเก่า ๆ

และด้วยเหตุนี้ บก.คนก่อน (ที่นี่เค้าให้นักเรียนชั้น 4 เป็น บก.ครับ) ก็เลยเลือกผมมาทำอย่างไม่ต้องคิดมาก ผมก็รับทำอย่างไม่คิดมากเหมือนกัน ตอนนั้นฟอร์มทีมงานประมาณ 4 คน เป็นกอง บก. แต่ทำไปทำมา ก็มีแต่คนส่งบทความและรูปถ่ายให้ ที่เหลือก็ทำคนเดียวเลยครับ 

กว่างานนี้จะเสร็จ ผมได้เรียนรู้การทำทุกขั้นตอนเลย โดยไปเรียนกับพี่นาวาโทท่านหนึ่ง ซึ่งท่านอาร์ตมาก ๆ  ทำหนังสือ ทำงานอาร์ตเวิร์คมาแล้วมากมาย ผมเองก็ได้พี่ท่านนี้แหละครับ เป็นครูทางด้านการผลิตงานหนังสือจนหนังสือคลอดออกมาในวันงาน Navy Day (งานราตรีประจำปีของโรงเรียนนายเรือ) หรือกำหนดวางแผงพอดีเป๊ะ ก็เป็นที่โล่งใจกันไป หนังสือมาอุ่น ๆ อยู่หน้างานเลย เป็นความรู้สึกที่ตื้นตันมาก ๆ ครับ หนังสือเล่มแรกใ