สวัสดีปีใหม่ 2552 นะครับ ปีนี้ก็ขอให้เป็นปีที่ดี และมีความสุขของแฟน ๆ บล๊อกของผมทุกท่านนะครับ สิ่งใดที่เป็นเรื่องเลวร้ายในปีที่แล้ว ขอให้มันผ่านไป ปีใหม่ปีนี้มาเริ่มกันใหม่ ขอให้มีกำลังใจสู้ ๆ ในปีใหม่นี้นะครับ

ปีนี้ขอเปิดปีใหม่มาด้วยเรื่องของ "บล๊อก" ครับ เมื่อก่อนนี้ผมเองเคยเขียนเกี่ยวกับวิธีการโปรโมทบล๊อก การหาเรื่องมาเขียนบล๊อก มากมายหลายบทความอยู่ แต่มาถึง ณ พ.ศ.นี้ วิธีเดิม ๆ อาจจะใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ดังนั้น เราจึงต้องมาปรับแผนกลยุทธ์กันใหม่อีกแล้วครับ 

สิ่งที่ผมจะบอกเล่าต่อไปจากนี้ เหมาะสำหรับคนที่ซีเรียสกับการบล๊อกเท่านั้นนะครับ แต่ถ้าเขียนเล่น เอาสนุก เอาความสุข ก็ไม่จำเป็นเลย อ่านเอนทรี่นี้เล่น ๆ เอามัน เอาไว้คุยกันในวงน้ำชาก็แล้วกันนะครับ

แต่เดิมความหมายของบล๊อกในยุคเริ่มแรกนั้น เป็นเหมือนสมุดบันทึกออนไลน์ ที่เราเอาไว้เก็บเรื่องอะไรก็ตามที่เราไปเห็นมาบนอินเตอร์เน็ต เช่น ไปเห็นภาพสวย ๆ วีดีโอแปลก ๆ เราก็ไปเอามาลงในบล๊อก ทำลิงค์ไปหา ตามความหมายของคำว่า Log ทุกประการ

ต่อมาเป็นยุคที่คนเริ่มรู้จักว่าบล๊อกคืออะไร และคนธรรมดาสามัญ สามารถมีพื้นที่ในการเขียนบล๊อกได้ฟรี และสะดวกสบายมากขึ้น จึงเริ่มมีการผลิตคอนเทนต์ หรือเนื้อหาขึ้นมาเอง โดยมาจากความชอบส่วนบุคคล เช่น บล๊อกการจัดดอกไม้ , บล๊อกทำโมเดล , บล๊อก Photoshop , บล๊อกทำ 3D ซึ่งยุคนี้ของบล๊อกนี่เอง ทำให้ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นความรู้ ประสบการณ์ตรง จากคนวงใน เริ่มหลั่งไหลออกสู่สาธารณชน ก่อให้เกิดเป็นแหล่งความรู้ขนาดใหญ่บนอินเตอร์เน็ต นอกเหนือจากเว็บไซต์ให้ความรู้ และเว็บบอร์ดทั่ว ๆ ไป

ยุคต่อมาเป็นยุคที่บล๊อก และไดอารี่ออนไลน์รวมตัวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ บล๊อกก็คือบล๊อก มีเนื้อหาเป็นแบบเฉพาะทาง ส่วนไดอารี่ออนไลน์ ก็เป็นบันทึกประจำวันจริง ๆ แต่เพราะพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในอินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการควบรวมกันระหว่างรูปแบบของบล๊อกกับไดอารี่ คนฝั่งบล๊อกเอง ก็กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น อยากโชว์อะไรมากขึ้น รวมถึงเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวให้กับแฟน ๆ ที่ติดตามบล๊อกของตนเองมากขึ้น เพราะความสนิทใจ และการได้พูดคุยสื่อสารผ่านบล๊อกกันมากขึ้นนั่นเอง ส่วนคนทางฝั่งไดอารีเอง ก็อยากจะแสดงความสามารถ ความชอบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของตนเองออกมาในวงกว้างมากขึ้น มากกว่าการจำกัดตัวเองอยู่แค่ไดอารี่ ซึ่งมีแต่เฉพาะบุคคลคุ้นเคยเพียงเท่านั้น ดังนั้น ในยุคนี้ ไดอารี่กับบล๊อกจึงแยกกันไม่ค่อยออก เป็นลักษณะกึ่ง ๆ บล๊อก กึ่ง ๆ ไดอารี่อย่างที่เราพบเห็นได้บ่อย ๆ ในทุกวันนี้

ซึ่งในยุคหลังนี้เอง เป็นยุคที่บล๊อกเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก จำนวนบล๊อกในอินเตอร์เน็ตมีเป็นหลักสิบ ๆ ล้าน (มากกว่า 60 ล้านบล๊อกในปี 2005) ซึ่งตรงจุดนี้เอง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้บล๊อกใดบล๊อกหนึ่งจะโด่งดังขึ้นมาได้โดยง่าย บล๊อกที่เขียนเรื่องธรรมดา ๆ ไม่มีจุดขาย หรือ จุดเด่นอะไร จึงไม่ีได้รับความนิยม 

เมื่อสักปีสองปีก่อน บล๊อกไทยอาจจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบนี้ เพราะจำนวนบล๊อกยังน้อยอยู่ แต่เดี๋ยวนี้จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น คือ บล๊อกที่เป็นในลักษณะไดอารี่เสียเยอะ จะไม่ค่อยน่าสนใจแล้ว เพราะเรื่องราวส่วนตัว ใช่ว่าจะน่าสนใจทุกรายไป อีกทั้งเรื่องบางเรื่อง คนอ่านก็เข้าไม่ถึง บล๊อกลักษณะนี้จึงมีคนเข้าเฉพาะในแวดวงของคนรู้จักเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งคนเขียนบล๊อกแนวนี้เอง คงไม่ได้สนใจจำนวนคนเข้าอยู่แล้ว

ส่วนบล๊อกที่มีเนื้อหาหลากหลายจนเกินไป ที่มีลักษณะเป็น Weblog แท้ ๆ ก็ต้องหาข่าว หรือหาเรื่องที่สดใหม่ และยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ไปในเว็บไซต์ดัง ๆ หรือ ในทีวี วิทยุ เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะได้แค่เขียนถึงเรื่องที่คนอื่น ๆ เค้าก็รู้กันแล้ว ซึ่งไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก ดังนั้น Blog แนวนี้ ต้องปรับตัวด้วยการอ่านข่าว หรือรับ Feed จากภายนอกประเทศมากขึ้น และอัพเดทให้ไวขึ้น เพราะเว็บไซต์ดัง ๆ อื่น ๆ เค้าก็ทำแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเราช้าเรื่องดี ๆ เจ๋ง ๆ ก็จะไปตกอยู่ในมือคนอื่นเสียแล้ว

ส่วนบล๊อกที่นิยมเขียนถึงเหตุการณ์ หรือ ข่าวสารที่สำคัญ ๆ ทุกคนก็เขียนถึงกันไปหมดเยอะแยะ บางครั้งก็ไม่น่าสนใจเสมอไป แม้เรื่องนั้น หรือเหตุการณ์นั้นจะน่าสนใจเอามาก ๆ แต่คนอ่ืานเอง เมื่อดูมาก ๆ ก็เกิดอาการเสพ content เดิม ๆ เกินขนาดเหมือนกัน เพราะไหนจะดูจากทีวี ฟังจากวิทยุ และอ่านตามเว็บบอร์ดทีตามติดอยู่ประจำอยู่แล้ว ยังมาเจอการอัพเหมือนกันเป็นพรืดเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้อยากเบือนหน้าหนีกันไปเลยทีเดียว ดังนั้น หากอยากเขียนเรื่องแนวนี้ ต้องดูจังหวะดี ๆ คือ อย่าเป็นรายแรก ๆ ที่เขียนถึง เพราะข่าวที่เรานำมาจะเงียบไปกับสายลม แต่หากเขียนถึงช้าไป ก็จะเจอกับความเอียนของผู้เสพเข้าให้ แค่เห็นหัวข้อก็เปิดหน้าอื่นหนีแล้ว อย่างกรณีของเรื่องดาวยิ้มนั้น ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เขียนถึง เขียนก่อน 2-3 วันด้วยซ้ำ ปรากฏว่าเอนทรี่นี้เงียบเป็นป่าช้าเลย แต่พอเริ่มเป็นข่าวทางทีวี เริ่มมีปรากฏการณ์ให้เห็น บล๊อกที่อัพช่วงแรก ๆ คนจะเข้าเยอะมาก ด้วยความสงสัย โดยเฉพาะยิ่งตั้งชื่อเอนทรี่ว่า รีบออกไปดูเร็ว จะเร้าความสนใจได้อย่างมาก บล๊อกในกลุ่มนี้ ถือว่าป่าช้าแตก ส่วนพวกที่มาอัพหลัง ๆ นี่ไม่ทันการณ์แล้ว เรื่องดาวยิ้ม แย่งกันโชว์หลาที่หน้าแรก เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว กรณีแบบนี้ ถ้าเราไม่รู้จังหวะให้รอคุณสรยุทธ์ หรือ สี่สาวผู้หญิงวันนี้ ประโคมข่าวให้เสร็จสรรพ์ก่อน แล้วเราก็เอาข่าวนั้นมาย่อยต่ออีกที หรือกรณีที่ข่าวนั้นเป็นข่าวด่วนมาก เราอยู่ในเหตุการณ์ หรืออยู่ใกล้เคียง ยังไม่มีทีวีช่องไหนออกข่าว กรณีแบบนี้ อัพได้ทันทีครับ ก่อนข่าวได้ยิ่งดี

อย่างที่บอกในตอนต้นครับ ถ้าเราเขียนบล๊อกเพื่อความสุข เราเขียนอะไรก็ได้ แต่ถ้าความสุขของเราคือการอยากให้คนเข้ามาอ่านเยอะ ๆ คอมเม้นต์เยอะ ๆ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางอีคอมเมิร์ซ หรือ ประชาสัมพันธ์องค์กร ณ ปัจจุบันนี้ กระแสการเขียนบล๊อกด้วยอะไรก็ได้ จึงไม่สามารถทำให้บล๊อกโด่งดังได้ เว้นเสียแต่ว่า เราจะมีจุดเด่นในเรื่องของภาษาและมุมมอง ที่สามารถเขียนเรื่องอะไรก็เป็นที่น่าสนใจได้ เขียนอะไรก็ตลกได้ หรือเขียนอะไรก็แนวได้

แต่อย่างไรก็ดี บล๊อกเก่า ๆ ที่มีฐานลูกค้าดีอยู่แล้ว จะยังคงได้รับความนิยมต่อไป เพราะความเชื่อมั่นในคุณภาพที่มีอยู่แล้ว และความสนิทสนม ความสัมพันธ์ที่สร้างกันมาแต่เก่าก่อน จะเป็นอานิสงฆ์ให้ผู้อ่านเก่า ๆ ไม่หนีไปไหน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องอัพเดทบทความอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อรักษาฐานของคนอ่านเดิมเอาไว้

ดังนั้น หากจะสรุปแนวทางของบล๊อกนับตั้งแต่ในปี 2552 นี้เป็นต้นไป  แนวบล๊อกที่จะยังคงความนิยมก็คือ

1. บล๊อกเดิม ๆ ที่ยังคงขยันอัพเดทอย่างต่อเนื่อง และมีคอนเท้นต์จำนวนมหาศาลอยู่ภายใน อย่างบล๊อกของคุณโก๋สิจ๊ะ , บล๊อกของคุณ Jedineko สาเหตุที่ยังคงได้รับความนิยมชมชอบอยู่ก็คงเป็นเรื่องของสัมพันธภาพ และความเชื่อมั่นอย่างที่บอกไปในตอนแรก และจำนวนคีย์เวิร์ดที่มีมาก ที่จะยังทำให้คำค้นต่าง ๆ ค้นเจอได้กว้าง แต่ก็จะได้เฉพาะตัวเลขคนเข้าบล๊อกมากกว่า จำนวนคนที่อ่านอย่างจริงจัง

2. บล๊อกที่ใช้ภาษาในการเขียนได้อย่างโดดเด่น แสบสันต์ อย่าง บล๊อกของเอ๊ดดี้ หรือมีสไตล์การนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์น่าติดตาม อย่างบล๊อกของ คุณภูภู่ หรือบล๊อกในลักษณะของการวิเคราะห์ วิจารณ์ ที่น่าสนใจ อย่างบล๊อก Culture Gap , บล๊อกเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา บล๊อกประเภทนี้เป็นบล๊อกที่จะได้รับความนิยมมากกว่า และเหนียวแน่นมากกว่า กลุ่มแรก ซึ่งลักษณะก็เหมือนกับการที่เราชอบดารานักร้องนั่นแหละครับ นี่เราก็ชอบในสำนวนการเขียนของเ้ค้านั่นเอง 

3. บล๊อกที่มีเนื้อหาโดดเด่น เฉพาะทาง และมีกลุ่มผู้สนใจเป็นวงกว้างพอสมควร อย่าง บล๊อกทำอาหารของเช้า , บล๊อกพงศาวดารสงครามมีมส์ , บล๊อกรีวิวอาหารของคุณดันไบน์ , บล๊อกภาพถ่าย , บล๊อกคอสเพลย์ , บล๊อกวาดการ์ตูนทั้งหลาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ความนิยมจะมาเร็ว หรือมาช้าขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย อย่างเช่น ความน่าสนใจของเนื้อหานั้น ตรงใจกับผู้คนกลุ่มเล็ก หรือ กลุ่มใหญ่ แน่นอนว่า เรื่องราวอย่างอาหารการกินย่อมเป็นที่น่าสนใจของคนหมู่มาก มากว่าเรื่อง 3D แน่ ๆ แต่ถ้าเราเขียนดีจริง ๆ บล๊อกของเราจะโด่งดังในกลุ่มคนที่รู้กันอย่างรวดเร็วครับ ซึ่งในแง่ของการจัดการองค์ความรู้แล้ว บล๊อกเหล่านี้ ถือเป็นบล๊อกที่มีคุณค่า ในการพัฒนาความรู้ การต่อยอดทางความคิด และน่าสนับสนุนมาก ๆ ครับ

4. บล๊อกประเภทสุดท้ายนี้ ผมว่าเป็นบล๊อกพันธุ์หายาก และน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุึดเลยทีเดียวครับ นั่นก็คือบล๊อกที่มีปฏิสัมพันธ์กันภายนอกบล๊อก คือนอกจากจะรู้จักการผ่านทางตัวอักษรแล้ว ผู้คนที่เข้าออกบล๊อกเหล่านี้ยังมีกิจกรรมร่วมกันในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่บ่อยครั้ง และต่อเนื่อง ซึ่งบล๊อกประเภทนี้ ผมคงยกตัวอย่างได้แค่ 2 บล๊อกเท่านั้น คือ บ