ช่วงนี้ถ้าเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงหัวค่ำ เราจะพบกับดวงดาวสุกสว่างอยู่ 2 ดวงอยู่ใกล้ชิดกัน และสวยงามมากครับ ซึ่งดาวสองดวงนั้นก็คือ ดาวพฤหัส (Jupiter) และดาวศุกร์ (Venus) นั่นเอง โดยเราจะเห็นดาวศุกร์อยู่ด้านล่างและมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนดาวพฤหัส จะมีขนาดเล็กกว่า และอยู่เหนือดาวศุกร์ขึ้นไปเล็กน้อย 

ปรากฏการณ์นี้ทางดาราศาสตร์เค้าเรียกว่า Conjunction หรือ Appulse ซึ่งมีนิยามว่า ปรากฏการณ์ในท้องฟ้า ที่เมื่อเราอยู่บนจุดใดจุดหนึ่งในอวกาศ (แต่โดยมากจะหมายถึงโลก) แล้วเราสังเกตท้องฟ้า ณ ตำแหน่งนั้น เราจะเห็นวัตถุท้องฟ้า (celestial bodies) 2 อัน ปรากฏอยู่ใกล้กัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอยู่ไกลกันมาก ๆ ซึ่งเรามักจะหมายถึง ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์

ปรากฏการณ์นี้ เป็นนิยามในสาขา Spherical astronomy หรือ positional astronomy ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ โดยจะเน้นศึกษาที่ตำแหน่งของดวงดาวต่าง ๆ และการโคจรของมัน ซึ่งวิชานี้จะต้องอาศัยความรู้ในคณิตศาสตร์เป็นอย่างสูง เพื่อคำนวนหาความสัมพันธ์ของตำแหน่งของดาวแต่ละดวง รวมถึงเวลาบนพื้นโลก และจะทำให้สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และในอวกาศได้อย่างแม่นยำ โดยสาขานี้เป็นหนึ่งในสาขาที่เก่าแก่ที่สุดในวิชาดาราศาสตร์

ตามความในเทพปกรนัมของโรมัน Jupiter ก็คือ เทพซูส (Zeus) ในตำนานของชาวกรีก ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งทวยเทพทั้งปวง เป็นเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุดในสรวงสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนเขาโอลิมปัส (Olympus) ส่วน Venus นั้นก็คือ เทพีอะโฟรไดท์ (Aphrodite) ซึ่งเป็นเทพผู้ครองความงาม


ภาพกำเนิดวีนัส ของ Botticelli ศิลปินชาว อิตาลี

ในทางดาราศาสตร์นั้น ดาวพฤหัส เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 5 ในระบบสุริยะ (Solar System) อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 778 ล้านกิโลเมตร ดาวพฤหัส เป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบฯ แต่ภายในกลับประกอบไปด้วยกลุ่มของก๊าซ ซึ่งถูกเรียกว่า Gas Giant โดยแก๊สส่วนใหญ่จะเป็น ไฮโดรเจน มากที่สุด และรองลงมาคือ ฮีเลียม

ดาวดวงนี้นั้น เป็นดาวที่สว่างเป็นลำดับที่ 3 ของวัตถุท้องฟ้าทั้งหมด ที่มองเห็นได้ในโลก โดยเรียงตามลำดับความสว่าง จากมากที่สุด คือ ดวงจันทร์ ดาวศุกร์ และดาวพฤหัส ตามลำดับ

 
ภาพดาวพฤหัสที่ผ่านการตกแต่งมาแล้วเพื่อดึงรายละเอียดของพื้นผิวออกมา

และที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับ ดาวพฤหัส ก็คือ เป็นดาวที่มีวงแหวนด้วย ไม่ใช่ดาวเสาร์เพียงดวงเดียวอย่างที่เคยร่ำเรียนมา แต่เป็นวงแหวนที่ประกอบไปด้วยฝุ่น ไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งเหมือนของดาวเสาร์ ดังนั้นจึงไม่สามารถมองเห็นได้เด่นชัดเหมือนวงแหวนของดาวเสาร์

สิ่งพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของดาวพฤหัสก็คือ จุดแดงขนาดยักษ์ หรือ Great Red Spot ซึ่งจุดที่เห็นนั้นก็คือ พายุ Anticyclone ขนาดยักษ์ ที่มีขนาดใหญ่ขนาดกลืนกินโลกได้ถึง 2 ดวงเลยทีเดียว และสามารถสังเกตเห็นได้จากโลกด้วยกล้องโทรทัศน์ด้วย (แรงกว่าแคทรีน่ากี่เท่าเนี่ย) แถมพายุนี้ยังสันนิษฐานกันว่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1665 และยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (ในรูปก็คือจุดแดงใหญ่ ทางด้านซ้าย ต่ำลงมาจากเส้นศูนย์สูตรนั่นแหละครับ)

Anticyclone คือ บริเวณที่มีความกดอากาศสูงกว่าอากาศบริเวณรอบ ๆ ซึ่งจะพัดอากาศออกมาจากจุดศูนย์กลาง ซึ่งจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับ พายุไซโคลน

ดาวศุกร์ เป็นดาวลำดับที่ 2 ในระบบสุริยะจักรวาล อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 108 ล้านกิโลเมตร และได้รับการกล่าวขานว่า เป็น ดาวพี่ดาวน้องกับโลก เนื่องจาก ขนาด ,แรงโน้มถ่วง และองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกัน

พื้นผิวของดาวศุกร์นั้น ถูกปกคลุมไปด้วย เมฆของกรดซัลฟิวริค ซึ่งทำให้เมื่อมองจากในอวกาศจะเห็นดาวศุกร์เป็นสีขาวนวล กลมเกลี้ยง


ภาพดาวศุกร์จริง ๆ

(ทบทวนความจำ : โลกเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 3 ในระบบสุริยะ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร และเป็นดาวที่มีโครงสร้างเป็นหิน (terrestrial planets) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบฯ )

และในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ จะเป็นวันพิเศษ ที่เราจะได้เห็น เทพทั้งสามองค์ในเทพปกรนัมของกรีก โคจรมาเจอกัน ซึ่งนอกจากจะมีดาวสองดวง แทนเทพสององค์ ที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ยังจะมีดวงจันทร์ ซึ่งแทน เทพีอาร์เทมิส (Artemis) ในตำนานกรีก และคือ เทพีไดอาน่า ในตำนานของชาวโรมัน เพิ่มเข้ามาอีกดวงหนึ่ง

สำหรับดวงจันทร์นั้น ชาวกรีกเค้ายกให้ เทพีอาร์เทมิส (Artemis) เป็น เทพประจำดวงดาวดวงนี้ นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นเทพีแห่งการล่าสัตว์ และหนึ่งในเทพีครองพรหมจรรย์อีกด้วย 

ในทางดาราศาสตร์ดวงจันทร์ เป็นดาวบริวารเพียงดวงเดียวของโลก ระยะทางจากแกนโลก ถึงแกนดวงจันทร์ 384,403 กิโลเมตร ความสัมพันธ์ระหว่างวงโคจรของโลก กับ ดวงจันทร์ และการหมุนรอบตัวเองของดาวทั้งสองนั้น ก่อให้เกิดการโคจรแบบซิงโครไนซ์ คือ ไม่ว่าดวงจันทร์จะอยู่ตรงตำแหน่งไหนของโลกก็ตาม มันจะหมุนหันด้านเพียงด้านเดียวมาให้โลกได้เห็น ซึ่งด้านที่ชาวโลกได้เห็น ฝรั่งเขาเรียก Near Side ส่วนอีกด้านจะเรียกว่า Far Side

 

ในครั้งนี้เราจะสามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์ Conjunction ได้ในช่วงหัวค่ำ ประมาณเวลาตั้งแต่ 1ทุ่ม ไปจนถึง 2 ทุ่ม โดยเราจะเห็นดาวทั้งสามอยู่ใกล้ชิดกันมาก ชนิดที่เรียกว่าห่างกันไม่เกินนิ้วมือเราเลย แต่ดวงจันทร์นั้น เราจะเห็นเป็นจันทร์เสี้ยว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาข้างขึ้น แถมยังจะได้เห็นปรากฏการณ์ Earthshine ไปด้วยพร้อม ๆ กันอีกต่างหาก

Earthshine คือ ปรากฏการณ์ ที่เราสามารถเห็นเงาลาง ๆ ของดวงจันทร์ส่วนที่เหลือของจันทร์เสี้ยวได้ ซึ่งเกิดจากการที่โลกสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ไปกระทบกับดวงจันทร์ในคืนข้างขึ้น 1 - 3 ค่ำ หรือ แรม 12 - 14 ค่ำ ทำให้เราเห็นดวงจันทร์ได้เต็มดวงแต่จะเห็นส่วนหนึ่งเพียงลาง ๆ เหมือนอยู่ในเงามืดเท่านั้น ส่วนอีกส่วน ก็จะเห็นเป็นจันทร์เสี้ยวตามปกติ ปรากฏการณ์นี้บางทีฝรั่งเรียก Moon's ashen glow หรือ the old Moon in the new Moon's arms (ชื่อเท่ห์ซะไม่มี) ถ้าเกิดขึ้นบนดาวดวงอื่นก็จะเรียกว่า Planetshine ครับ


ภาพแสดงการเกิด Earthshine

ซึ่งโอกาสที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ Conjunction พร้อม ๆ กับ Earthshine  ในระยะประชิดนี้ต้องขอบอกว่า มีโอกาสแค่ประมาณชั่วโมงหนึ่งเท่านั้น และจะมีโอกาสอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2052 (ข่าวจาก ABC News) หรืออีก 44 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคิดว่าจะมีอีกในวันรุ่งขึ้นนั้น ก็ไม่มีแล้วครับ เพราะวันรุ่งขึ้น ดวงจันทร์จะเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ดาวเคราะห์ทั้งสองจะยังคงอยู่ให้เห็นต่อไปอีกระยะหนึ่ง

จะว่าไปปรากฏการณ์ Conjunction นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ตามปกติ ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยะ จะโคจร มาจ๊ะเอ๋กันบ้างแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ว่า บางครั้งก็เป็นเวลากลางวัน บางครั้ง ดวงจันทร์ก็เป็นคืนเดือนมืดซะงั้น บางครั้งก็เป็นเดือนหงาย ท้องฟ้าสว่างจ้ามองไม่เห็นดาว หรือบางทีก็อยู่ในตำแหน่งที่เรามองไม่เห็น ดังนั้น โอกาสที่จะเห็นปรากฏการณ์แบบนี้บนโลกจึงมีไม่บ่อยครับ

ถ้าใครที่พลาดไปก็ไม่ต้องเสียใจครับ ดูดาวศุกร์ กับดาวพฤหัส เคียง คู่กันไปเพลิน ๆ ก่อน เพราะว่าปรากฏการณ์นี้ยังคงมีให้เห็นอยู่อีกหลายวัน โดยดูได้ตั้งแต่หลายคืนก่อนหน้าวันที่เขียนนี้แล้ว และก็จะมีไปเรื่อย ๆ แต่หลังวันที่ 1 ธ.ค. ดาวพฤหัส จะเริ่มโคจรลงต่ำลงและห่างออกไปเรื่อย ๆ และโบกมือลาดาวศุกร์ และชาวโลกไปในที่สุดในช่วงประมาณช่วงสิ้นเืดือนธันวาคม แต่ความจริงจะเริ่มมองไม่เห็นตั้งแต่วันที่ 10 กว่า ๆ แล้วล่ะ เพราะว่าตึก , ภูเขา แสงไฟจากโลกจะบังจนมองไม่เห็น

และกว่าเราจะได้ต้อนรับ ดาวพฤหัส อีกครั้งนั้น ก็จะต้องรอไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธุ์ ในยามเช้าตรู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคราวนี้เค้าจะพาดาวมาอีกสามดวงคือ ดาวอังคาร , ดาวพุธ และดาวเนปจูนครับ ซึ่งจะอยู่ใกล้กันมาก แต่จะเห็นหรือเปล่าไม่รู้นะครับ เพราะว่าจะขึ้นให้เห็นตอนเช้าตรู่ ใกล้จะสว่างแล้ว

และหลังจากนั้นเราก็จะเริ่มเห็น ดาวพฤหัส เร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไปตลอดครับ แต่ว่าไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ ดาวศุกร์ กับดาวพฤหัส จะกลับมาเคียงคู่กันอีกครั้งนะครับ

ภาพความขัดแย้งมองเห็นได้ทุกวันครับ อยากดูเมื่อไหร่ ตอนนี้ก็ได้ดู แต่ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติดี ๆ แบบนี้ เกิดมาครั้งเดียว อาจจะได้เห็นแค่ครั้งเดียวก็ได้นะครับ ดังนั้น มารอดูกันเถอะครับ อ้อ ปรากฏการณ์นี้ ไม่ต้องใช้กล้องดูดาวนะครับ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ภาวนาว่าวันนั้นเมฆไม่มากก็พอแล้ว (โชคดีเป็นหน้าหนาว ท้องฟ้าโปร่ง น่าจะได้เห็นแน่ ๆ แหละครับ)

เครดิต : ภาพจากโปรแกรม Stellarium และ Wikipedia

ป.ล.1 วันที่ 1 ธ.ค. ยังเป็นวันเอดส์โลกด้วยนะ

ป.ล.2 เราสามารถตรวจสอบ ปรากฏการณ์ Conjunction ว่าจะเกิดวันใดทางทิศใด ได้จากหน้านี้ครับ โดยมีให้ตรวจสอบจนถึงปี 20