เมื่อวานนี้ผมก็ได้แนะนำเรื่องการโทรศัพท์จากออสเตรเลียมายังประเทศไทยด้วยซิมการ์ดของ 'Yes' Optus ไปแล้ว และได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจะมาแนะนำการใช้โทรศัพท์สาธารณะบ้าง ซึ่งการแนะนำการใช้นี้ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องกดอะไรอย่างไรนะครับ เพราะโทรศัพท์มันก็หน้าตาคล้าย ๆ ของบ้านเราในปัจจุบันนี่แหละ ซึ่งถ้าใครเคยใช้โทรศัพท์สาธารณะรุ่นใหม่ ๆ ของ True ก็คงจะใช้งานโทรศัพท์สาธารณะที่นั่นได้ไม่ยาก

แต่ประเด็นที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ จะโทรอย่างไรให้ถูกที่สุด และไม่ต้องไปลองผิดลองถูกให้เมื่อยตุ้ม ซึ่งเหมือนเดิมครับ ด้วยความที่ผมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในเรื่องนี้ ทำให้ผมมีบาดแผลจากการทดลองโทรศัพท์ที่นี่ไปเป็นพันบาท เฉพาะจากซิม 'Yes' Optus อย่างเดียวก็ขาดทุนไปหลายร้อยดอลล่าร์แล้ว เพราะดันไปเลือกโปรโมชั่นผิดตั้งแต่ทีแรก เงินโบนัสที่ควรจะได้ 140 AUD ก็เลยไม่ได้ แถมยังต้องเสียเงินอีก 50 AUD เพื่อเติมเงินเข้าระบบอีก

แต่ก่อนหน้าที่จะเจ็บจากโทรศัพท์มือถือ ผมก็ไปเจ็บกับโทรศัพท์สาธารณะมาแล้ว แต่ว่าไม่เจ็บมาก แค่มดกัด เสียไป 10-20 AUD เท่านั้น ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังต่อไปครับ ตอนนี้เรามาดูกันก่อนดีกว่า ว่าถ้าเราอยู่ที่ออสเตรเลีย แล้วจะโทรกลับไทยนั้น จะ ต้องทำอย่างไร

Phone Booth in Australia

วิธีการที่เป็นสากลและใคร ๆ ก็ใช้กัน ก็คือการโทรโดยใช้ Oversea Calling Card ซึ่งจะเป็นวิธีที่ถูกที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าเราเลือกใช้ผิด ดังนั้นติดตามต่อไปครับ ว่าจะต้องเลิกใช้แบบไหน

Oversea Calling Card

ขั้นตอนการใช้งานของโทรศัพท์ระบบนี้ ก็เริ่มจากเราใช้โทรศัพท์อะไรก็ได้ โทรเข้าไปที่ Call Center ของ Oversea Calling Card ที่เราซื้อมา ซึ่งจะมีบอกอยู่ที่ตัวการ์ด (ก็แหงล่ะสิ) แต่ว่า เบอร์ที่จะโทรเข้าไปนี้ก็มีหลายเบอร์แล้วแต่รัฐที่เราอยู่ ซึ่งในการ์ดก็จะบอกอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย ก็กดเบอร์ที่เขียนว่า Nation Wide Access ครับ เสร็จแล้วก็ให้ทำตามคำแนะนำของระบบนั้ัน ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะคล้าย ๆ กันคือ

1. เลือกภาษา ซึ่งจะมีหลายภาษามาก รวมถึงภาษาไทย ถ้าเราเลือกภาษาไทย ก็ทำตามคำแนะนำต่อไปได้ง่ายขึ้น (แต่เสียงคนไทยที่พูดเหมือนไม่ใช่คนไทยเลย เหมือนคนจีน หรือประเทศเพื่อนบ้านพูดภาษาไทย ยังงัยไม่รู้ครับ)

2. กดหมายเลข PIN เข้าไป โดยหมายเลขนี้จะอยู่ทางด้านหลังบัตร ซึ่งเราจะต้องขูดแถบที่บังหมายเลขนี้ออกเสียก่อน เสร็จแล้วตามด้วยเครื่องหมาย Hatch หรือเครื่องหมายสี่เหลี่ยม # (ตอนแรกผมงงนะ ครับ เพราะเสียงในโทรศัพท์มันบอกว่า Follow by the Hatch Key ไม่รู้ครับว่า Hatch คือปุ่มไหน ดีที่ในการ์ดมันบอกไว้ ไม่งั้นคงแย่)

3. ทีนี้ก็กดหมายเลข 0011 ตามด้วยรหัสประเทศ อย่างประเทศไทยก็ 66 แล้วตามด้วยเบอร์ที่เราต้องการโทรหา แต่ตัด 0 ออกเท่านั้นเองครับ ยกตัวอย่าง 0011668xxxyyyy เป็นต้นครับ

ทีนี้มันจะเกิดปัญหาขึ้นครับ ในกรณีที่โทรไปแล้ว ต่อเบอร์ผิด , ปลายสายไม่ว่าง , ไม่รับ , สายหลุดก่อนที่จะรับ หรือเกิดอาการนิ่งอึ้งไป หรือแม้แต่โทรเสร็จแล้ว จะโทรไปเบอร์อื่นต่อ โดยไม่วางสาย เราจะทำอย่างไร ตอนแรกผมไม่รู้ครับ วางสายเลย ผลก็คือ โดนกินเหรียญครับ หรือถ้าเราโทรจากโทรศัพท์บ้าน หรือมือถือ ก็จะเสียค่าคอนเน็กชั่นไปฟรี ๆ อย่างต่ำก็ 50 เซ็นต์ล่ะครับ และสำหรับใครที่หยอดเหรียญ 1 ดอลล่าร์ลงไป อย่าหวังว่าเครื่องมันจะทอนเงินให้นะครับ มันริบไปเลยครับ ถ้าเราไม่ได้ใช้ ผมโดนมาแล้ว โคตรแค้นเลย ซึ่งถ้าเกิดกรณีที่กล่าวข้างต้นให้เรากดปุ่ม # สองครั้งครับ หลังจากนั้น ระบบก็จะบอกให้เรากดเลขหมายปลายทางใหม่

Australia Phone Booth

อย่างที่บอกในตอนต้นนะครับ ว่าเราสามารถใช้โทรศัพท์อะไรก็ได้ในการโทรเข้าไปที่ Call Center แต่ผมเคยใช้แค่โทรศัพท์สาธารณะ กับมือถือเท่านั้น ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดโดยผมจะอธิบายต่อไปครับ

หากเราใช้โทรศัพท์สาธารณะในการโทร เราจะต้องหยอดเหรียญขั้นต่ำ 50 เซ็นต์ หรือใช้ Phone Card ก่อนจึงจะโทรได้ครับ ( Phone Card นี้จะแตกต่างจาก Oversea Calling Card นะครับ Phone Card จะเป็นบัตรที่ใช้แทนเหรียญในการโทรศัพท์ เหมือนที่ TOT บ้านเราขายนั่นแหละครับ) และค่า Connection Fee ก็จะคิดแค่ครั้งละ 50 เซ็นต์เท่านั้น ในกรณีที่โทรในประเทศ

แต่มันจะมีวิธีที่เราไม่ต้องเสียค่า Connection Fee ครับ โดยเวลาที่เราเลือกซื้อการ์ดให้ดูที่มีคำว่า No Surcharge Applies ครับ ซึ่งต้องโทรเบอร์ที่เค้าบอกว่า No Surcharge Applies เท่านั้นนะครับ ถ้าโทรเบอร์อื่นก็เสียตังค์ครับ

สำหรับโทรศัพท์มือถือนั้น ค่า Connection Fee จะไม่คิดเป็นครั้งแล้ว แต่จะคิดราคาตามโปรโมชั่นมือถือของเราครับ โดยคิดเป็นนาทีด้วย ซึ่งถ้าโทรศัพท์เราไม่โทรฟรีแล้วล่ะก็ เราก็จะเสียค่าโทร 2 ต่อเลยครับ

แต่ก็ยังมีวิธีโทรฟรีเช่นกันครับ โดยการเลือกซื้อการ์ดให้เลือกซื้อที่มีเขียนไว้ว่า No charge to your Optus or Boost prepaid Mobile หรือคำว่า Powered by 'yes' OPTUS ซึ่งหมายความว่า บัตรใบนี้จะใช้โทรโดยไม่เสียค่าโทรเฉพาะกับโทรศัพท์ของค่าย Optus เท่านั้น ถ้าไปใช้กับค่ายอื่น ก็โดนฟันเละครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่าของ TelStar ก็คงจะมีบัตรแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ผมยังไม่เห็นครับ

Optus Promotion

แต่จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผมไม่ได้เจาะจงลงไปครับ ว่าใช้การ์ดของยี่ห้ออะไรดี แต่จากการที่ผมลองศึกษาจากแผ่นพับ และลองซื้อมาโทรด้วยตนเองแล้วนั้น ผมพบว่าการ์ด Lucky Dragon ของ 'yes' OPTUS นั้น ถูกสุด และดีที่สุดในขณะนั้น (ก.ค.-ส.ค. 51) ครับ โดยค่าโทรกลับไทย ตกนาทีละ 4 บาทเท่านั้นเองครับ และที่ผมสังเกตก็คือ บัตรพวกนี้จะเหมาะสำหรับโทรนาน ๆ มากกว่า โทรแป๊บ ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเค้าคิดค่าโทรแบบไหน แต่ค่าโทรต่อนาทีที่ถูกที่สุด เราสามารถเช็คได้จากเว็บไซต์ของบัตรแต่ละค่าย ซึ่งเงื่อนไขของค่าโทรนี้คือ โทรเบอร์เดียวต่อเนื่องจนเงินในบัตรหมด ซึ่งหากเราโทรหลายเบอร์ หรือโทรไม่นาน เวลาที่โทรได้จะน้อยลงครับ

Lucky Dragon Oversea Calling Slip

แต่อย่างไรก็ตาม การโทรผ่านบัตร Oversea Calling Card นี้ก็ยังถือถูกอยู่ดีครับ ซึ่งบัตรแต่ละใบจะมีราคา 10 AUD แต่ถ้าเราซื้อผ่านเคาร์เตอร์ เราสามารถซื้อเป็นสลิปได้ขั้นต่ำ 8 AUD และบัตรพวกนี้ก็สามารถเติมเงินได้ด้วยครับ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรใบใหม่ แถมยังมีโบนัสแถมให้ด้วย แต่ผมเองก็ยังไม่ได้ทดลองเติมเงินสักที รู้แค่ว่าเติมได้ผ่านเคาร์เตอร์บริการ , ที่ทำการไปรษณีย์ และทางโทรศัพท์ โดยหักเงินจากบัตรเครดิตก็ได้

ส่วนบัตรยี่ห้ออื่น ๆ นั้น ก็ัยังมีอีกเพียบครับ ไม่ต่ำกว่า 10 แบบ แต่ละแบบก็เหมาะสมกับบางประเทศ หรือโซนทวีปครับ ซึ่งถ้าคุณต้องการจะดูรายละเอียดค่าโทรหรือว่าจะใช้บัตรอะไร โทรไปประเทศไหนดี ก็ลองเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ ppscards.com.au ดูครับ

สำหรับเอนทรี่หน้า จะเป็นเรื่องของอินเตอร์เน็ตคาเฟ่บ้างครับ และคิวต่อ ๆ ไป ก็จะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือที่อินโดนีเซียบ้าง ถ้าสนใจอย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะครับ

ป.ล. บทความนี้ผมเขียนจากประสบการณ์จริงที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นในเดือน ก.ค.-ส.ค. 51 นะครับ ถ้ามาอ่านหลังจากนี้ ให้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ และโบชัวร์ต่าง ๆ ดูนะครับ

Related Link

Comment

Comment:

Tweet

confused smile
เพื่อสาวๆ เราทำได้ อิอิอิ

#12 By นายบวก on 2008-09-06 21:19

ใช้ optus อยู่เหมือนกันค่ะ ถูกกว่าเจ้าอื่น เวลาโทรกลับบ้าน เจนเนสซ่าใช้ skype โทรกลับค่า Hot!

#11 By เจนเนสซ่า on 2008-09-06 19:11

เรื่องกดเบอร์ผิดแล้วมันกินตังค์นี่
โดยบ่อยเลยค่ะ แค้นมากๆ คราวหน้ารู้วิธีแล้ว ดีจังconfused smile

#10 By chenlee on 2008-09-06 18:11

เห็นพี่อยู่โน้นใช้โทรผ่านเน็ตเอาครับ

เหมือนบ้านเราที่มีเอาตัวต่อมาขายแล้วโทรนาทีละบาท

แต่ที่นู้นโทรมาเมืองไทยฟรีครับผม

คุยกันหายเบื่อเลยbig smile

#9 By Sillva on 2008-09-06 16:24

ว้าว ใส่หมวกเท่มั่กๆ
พวกพี่ๆ ที่ทำงานส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ก็หาวิธีโทสับถูกๆ โดยซื้อการ์ดกัน ส่วนนายเฮีย มีแฟนเป็นแอร์ ก็ใช้วิธีโทสับผ่านโน้ตบุ๊คแบบ Voice Over IP เห็นแกว่าประหยัดได้แยะ

#8 By จั่นเจา on 2008-09-06 14:49

จะว่าไปก็สะดวกดีนะครับ ซื้อปุ๊บลงทะเบียนใช้ได้เลย
ตอนนี้ในประเทศไทยมีบัตรโทรต่างประเทศ แล้วใช้โทรจากต่างประเทศมาไทยได้ด้วยนะครับ ราคถูกมากๆ

เพิ่งรู้ว่าฝรั่งที่นั่นก็ใจดีเหมือนกัน

#7 By มนุษย์กล่อง on 2008-09-06 13:43

คนที่เคยไปห้วงเวลาสั้น ๆ ถ้าไม่ศึกษาก็จะไม่รู้ข้อมูลพวกนี้เลย มีประโยชน์มากครับ ผมเคยไปฝึกที่นิวซีแลนด์ ๓ เดือนไม่รู้จะโทรหาใคร เพราะฝึกกันจนไม่มีเวลา...

#6 By รีคอนดำ on 2008-09-06 11:36

เห็นแล้วก็นึกถึงที่เราใช้อยู่

ที่นิวฯมีบัตรหลายยี่ห้อมากเลยฮะ

ตอนนี้ใช้ของอาหรับอยู่ ถูกดี..

สิบดอลคุยได้สี่ร้อยนาที(ที่ไทย)
อาจจะมีการเปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่อง ภาษาวิบัติได้นะเนี่ย โปรดติดตามตอนต่อไป

#4 By เจ้าชายน้อย on 2008-09-06 11:07

เป็นความเคยชินอ่ะน้องจ๋า จะว่าไปมันก็ไม่ถูกทั้งสองอย่างรึเปล่า ถ้าจะให้ถูกต้อง อย่างไร ใช่มั๊ยครับ แล้วใช่มั๊ย นี่จะเขียนเป็น ใช่ไม๊ ใช่ใม๊ ใช่ไม้ หรือ ใช่ใม้ ดีล่ะเนี่ย แต่ถ้าจะให้ถูกก็ใช่ไหม ใช่ไหมครับ สรุปว่า พี่เขียน ยังงัยแล้วมีความสุขกว่าละกันนะ

กลายเป็นคนสองมาตรฐานไปซะแล้ว หึหึ

#3 By เจ้าชายน้อย on 2008-09-06 11:06

^
คอมเมนต์บนพูดซะฮา 555+ ให้ดาวเพื่อความต่อเนื่อง Hot!
ติงนิด ถ้าพี่ชายพิมพ์ ยังงัย เป็น ยังไง ตามปกติก็ดีสิคะ ทั้งเอนทรี่ไม่ได้มีทำอะไรประหลาดเท่าไหร่นอกจากคำนี้ นิดเดียวจริงๆdouble wink

#2 By เมพหมี shakri on 2008-09-06 11:04

เครื่องประเทศไหนก็ชอบกินเงินกันทั่วโลกเลยนะคะbig smile

#1 By Catch me if u can (203.155.120.42) on 2008-09-06 10:57

Facebook