ภาษาวิบัติ ... ตรงไหน???

posted on 04 Nov 2007 18:16 by zedth in Sa-ra

ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ผมเองไม่เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับภาษาไทยวิบัติเลยสักที เคยเห็นหลาย ๆ คนเขียนถึงอยู่บ่อยมาก ทั้งในและนอก Exteen และผมก็จะเข้าไปคอมเม้นต์อยู่เสมอ โดยในแต่ละครั้งก็มักจะเขียนไปในแนวทางที่ว่า ภาษาเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ที่ย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง และลงท้ายว่า ภาษาก็มีวงจรชีวิตเป็นของตัวเอง มีเกิด พัฒนา ซบเซา และดับไป เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์

ซึ่งสาเหตุที่ไม่ได้เขียน เพราะว่ายังไม่มีโอกาสได้รวบรวม กลั่นกรองความเห็นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที พอดีว่าวันนี้ (ตอนที่ปวดขี้นั่นแหละครับ) ได้อ่านเรื่อง ภาษาไทย ของ คุณประภาสเข้า ทำให้รู้สึกมีกำลังใจที่ี่จะเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะมีคนที่คิดเหมือนกับเราด้วย ทำให้มั่นใจมากขึ้นนั่นเองครับ ซึ่งความเห็นของคุณประภาสนั้น น่าสนใจมาก ๆ ครับ ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ผมขอแนะนำให้หาอ่านได้จาก พ๊อกเก็ตบุ๊คเรื่อง แมงกะพรุนถนัดซ้าย นะครับ

เราคงจะเคยได้ยินการพูดถึง ภาษาวิบัติกันเป็นวงกว้างใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นใน exteen เอง หรือว่า เป็นข่าวใหญ่ระดับชาติก็ตามที ข่าวคราวทำนองนี้นั้น เป็นข่าวขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วแต่ว่าใครจะเปิดประเด็นขึ้นมา ทั้งเรื่องภาษาแช็ท , คำศัพท์ใหม่ , ภาษาวัยรุ่น ฯลฯ สรุปว่าเยอะแยะครับ และที่เห็นชัด เห็นเร็วกว่าการรอดูข่าว ก็คือ เราสามารถพบเห็นการใช้ภาษาเหล่านี้ได้แทบทุกที่ในอินเตอร์เน็ต และนี่เองเป็นบ่อเกิดแห่งความรำคาญของคนหลา่ย ๆ คน

ซึ่งจำเลยก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นเด็ก ๆ วัยรุ่นนี่แหละ ที่นำพาภาษาไปสู่ความวิบัติ ซึ่งผู้ใหญ่มักจะก่นด่ากันมากกว่าชื่นชม ซึ่งผมเองนั้น ขออยู่ตรงกลางครับ ไม่ส่งเสริม และไม่ชื่นชม แต่ก็ไม่คิดว่าผิดแต่อย่างใด (แต่แอบรำคาญ ตอนที่ยังไม่คุ้นชิน) เพราะอย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า ผมมองว่าภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ดังนั้นภาษาจึงมีชีวิต มีเกิด พัฒนา และตาย เช่นเดียวกับ วัฒนธรรม

ถ้าเราพิจารณากันดี ๆ เราจะพบว่า ในโลกนี้มีภาษาที่ตายไปแล้วมากมาย เช่น ภาษาภาพของมนุษย์ยุคหิน ภาษาเฮียโรกริฟของอียิปต์ , ภาษาโรมัน , ภาษากรีกโบราณ , ภาษาขอมโบราณ ฯลฯ

บางภาษาไม่ตาย แต่ไม่พัฒนา นิ่งอยู่กับที่ หรือถูกกลืน และรอว่าจะตายเมื่อไหร่ อย่างภาษาบาลี สันสกฤต

แต่อย่างภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี สเปน ฯลฯ ที่ยังใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ยังถือว่ามีชีวิต และมีพัฒนาการตลอดเวลา ดังนั้น จึงมีคำที่เกิดและพัฒนา และบางคำหมดวงจรชีวิตไปก็มี

คำไทยตายไปหลาย ๆ คำแล้ว เช่น หมวกก๊อกแฮต , หมวกแฮลเมต , การบ่าวสาว , ทหารมะริน , บุตรหมู่ ,โฮเต็ล , ลายสือ , กม (แปลว่าทั้งหมด) , ทับ (ที่แปลว่าบ้าน) , เนด , เทียว ,แดง (เงินเหรียญชนิดหนึ่ง) ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวอักษรอย่าง ฅ ฃ ก็ไม่มีคำไหนสักคำมารองรับ

บางคำเปลี่ยนแปลงพัฒนาไป เช่น แล เป็น และ , เปน เป็น เป็น , ตวัน เป็น ตะวัน , ภายน่า เป็น ภายหน้า , เหน เป็น เห็น , เพ็ชร์ เป็น เพชร , มรกฎ เป็น มรกต , โอกาศเป็น โอกาส , บาญชี เป็น บัญชี , หม้าย เป็น ไม่ , ยีบ เป็น ยี่สิบ ฯลฯ ตรงนี้มีใครว่าบ้างครับ ว่าภาษาวิบัติ ไม่มีใช่ไหมครับ ทั้ง ๆ ที่รูปแบบมันไม่ได้ต่างจากภาษาวิบัติที่เราพบเห็นอยู่ในตอนนี้เลยสักนิด อย่าง เธอ เป็น เทอ , ไป เป็น ปาย เป็นต้น (คนบางพื้นที่ ควาย ยังเป็น ฟาย ได้เลย)

นั่นก็เป็นเพราะว่า ทุกคนยอมรับมันแล้วนั่นเอง สมัยตอนที่มีการเปลี่ยนแปลง อาจจะมีคนไม่ยอมรับ แต่สุดท้าย เราเกิดมา เราก็ได้เรียนคำพูดเหล่านี้เสียแล้ว โดยไม่รู้เลยว่า คำเหล่านี้มันวิบัติมาแล้ว

คำที่เกิดใหม่ และใช้เป็นทางการก็มี เช่น โลกาภิวัฒน์ , โลกานุวัฒน์ , สมานฉันท์ , เทคโนโลยี ฯลฯ ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์เหล่านี้ขึ้นมา ด้วยเพราะมีเหตุให้ต้องบัญญัติสองกรณีคือ แทนคำศัพท์ใหม่ ๆ ของต่างประเทศ กับ คำศัพท์ที่คนในชาติใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนี่เป็นการเกิดขึ้นของคำศัพท์อย่างเป็นทางการ กับไม่เป็นทางการ และกลายมาเป็นทางการทีหลัง

การเกิดขึ้นของคำศัพท์ใหม่ ๆ ส่วนใหญ่แล้ว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เกิดขึ้นมาจากผู้ใช้ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า ประเทือง นักร้องคนหนึ่งคิดคำนี้ขึ้นมาใช้ในเพลง แล้วเพลงนั้นฮิต พาลทำให้คำ ๆ นี้ ฮิตไปด้วย แบบนี้ไม่วิบัติเหรอ คนชื่อประเทืองเค้าเสียหายนะนี่ แต่ก็มีคนใช้มัน จนกลายเป็นคำศัพท์ที่ได้รับการยอมรับไปในที่สุด

นอกจากนี้ ภาษา ยังผสมข้ามพันธุ์ได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการ ยืมมาใช้ ผสมคำ แปลคำ ทับศัพท์ อะไรก็แล้วแต่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ภาษาไทย ซึ่งรับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศเยอะมาก ๆ เหล่านี้คือธรรมชาติของภาษาครับ ไม่แน่นะ อนาคตข้างหน้า โลกทั้งโลกอาจจะมีภาษาแค่้ภาษาเดียวก็ได้ ใครจะไปรู้

อีกประเด็นที่เป็นที่อิดหนารำคาญใจมาก เหลือเกิืนคือ การใช้วรรณยุกต์ผิด เช่น คะ ค่ะ ค๊ะ อันนี้แอบเห็นด้วยนิดนึงว่า เค้ามีกฏเกณฑ์ทางภาษามาให้แล้ว ใช้ให้มันถูกต้องก็ดีแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ ภาษามันมีข้อยกเว้นเสมอ คำที่มันลงกฏไม่ได้ ก็มักจะมีข้อยกเว้นเสมอ อย่างคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ ทำไมไม่เขียนเป็น คอมพิ้วเต้อร์่ หรืออ่านว่าคอม-พิว-เตอ ให้ถูกต้องไปเลย แลัวยัง ไดรเวอร์ , เบราเซอร์ , อัพโหลด , ลิงค์ , เซ็นเซอร์ อีกล่ะ ทำไมไม่เขียนให้เหมือนอ่านล่ะ

บอกกันแบบไม่กลัวขัดใจใครเลยว่า ภาษาเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ

แต่ในเกือบทุก ๆ กรณี สังคมมักจะเว้นช่วงให้คำนั้นได้เิกิด และพิสูจน์ตัวเอง ว่าคำ ๆ นั้นจะสามารถอยู่รอดได้ในสังคมหรือไม่ คล้าย ๆ กับช่วงเดบิว หรือช่วงพิสูจน์ความสามารถของดารา นักร้องบ้านเรา ถ้าได้รับความนิยมก็ผ่าน ก็ใช้กันไป พอหมดความนิยม ก็ดับ ซึ่งวงจรชีวิต จะยาวจะสั้นนั้นก็ไม่อาจที่จะคาดเดาได้ครับ ซึ่งบางครั้งก็เป็นแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว พอกลิ่นอายความหวือหวามันจางไป ทุกอย่างก็จะเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งกรณีอย่างนี้ ก็ไม่ถือว่าน่าเป็นกังวลเท่าใดนัก

สุดท้าย คำศัพท์ วิธีการพูด วิธีการเขียน จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็แล้วแต่ ตราบใดที่มันยังสามารถสื่อสารระหว่างคนได้เข้าใจได้ มันก็ได้ทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่ว่า อยากกินข้าว แต่สื่อสารให้คนอื่นรู้ไม่ได้ว่าอยากกินข้าว อย่างนี้ล่ะวิบัติขนานแท้

เพราะฉะนั้น ใครที่กล่าวว่า ภาษาไทย ต้องอย่างนั้น อย่างนี้ แสดงว่า เค้ายังเข้าใจภาษา สังคม วัฒนธรรม น้อยอยู่ รวมไปถึงยังไม่เข้าใจโลกด้วย ตรงที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง แปรเปลี่ยน ใจเรายังไม่นิ่ง ไม่คงที่ ยังรวนเรเลย แล้วประสาอะไรกับคำ กับภาษา จะดิ้นไม่ได้เชียวหรือ

วันนี้ผมอาจจะไม่คิดว่าเรื่องภาษาวิบัติ เป็นเรื่องซีเรียสอะไร แต่อีกห้าปีข้างหน้า ผมอาจจะค้านหัวชนฝาก็ได้ เพราะของมันเปลี่ยนแปลงกันได้ครับ

ป.ล.1 ผมได้ edit บทความไปบ้างเพราะความคิดเห็นของเพื่อน ๆ นะครับ เพื่อความถูกต้อง คนมาอ่านทีหลังจะได้ไม่รับอะไรผิด ๆ ไปนะครับ (เอ หรือว่ามันผิดที่ความคิดของเราตั้งแต่ต้น)

ป.ล.2 ขอบคุณที่แสดงความคิดเห็นกันเข้ามาเยอะแยะนะครับ มีประโยชน์มาก ๆ เลยครับ

ป.ล.3 ดูท่าว่าเอนทรี่นี้จะถกกันยาวนะครับ ใครสนใจจะรอรีเฟรชหน้านี้ เล่นเกม Tetris ที่ด้านข้างรอไปก่อนก็ได้ครับ กด play แล้วเ่ล่นได้เลย

Comment

Comment:

Tweet

ภาษาทุกภาษา หากวิัวัฒนาการแล้วจะทำให้อ่านง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและที่สำคัญเขียนง่าย
แต่ภาษาไทยที่วิบัติหรือว่ากันว่าวิวัฒนาการแล้วนั้น ล้วนแต่จะอ่านยากขึ้น คำที่เคยเขียนสั้นๆ กลับทำให้ยาว ใช้เสียงมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรค์ต่อการส่งสาร และเท่าที่ผมสังเกตมา ศัพท์เหล่านี้ล้วนแต่คิดขึ้นมาเพื่อที่จะให้พิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่มันก็ไม่ช่วยให้อ่านง่ายขึ้่นเลย อีกเหตุผลหนึ่ง ถ้าเกิดประโยคทั้งประโยคเราพิมพ์เป็นภาษาวิับัติทั้งหมด จากเดิมที่เคยแค่ 1 บรรทัดจะกลายเป็น 10 บรรทัดโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหมดก็แค่่ความคิดเห็นส่วนตัวครับผม

#61 By Anonymous (114.128.106.2) on 2009-03-05 18:35

ชอบหนังสือของคุณประภาสเหมือนกันค่ะ ^ ^

ประเด็นเรื่องภาษาวิบัติ มันวิบัติเพราะเด็กเอามาใช้จนติดในชีวิตประจำวัน และคนอื่นๆ ไม่สามารถรับได้ค่ะ
ถือเป็นการดิ้นของภาษาที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ แต่...มันก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษาไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง

ภาษาวิบัติในตอนนี้มันไม่ใช่แค่คำบางคำ หรือการตั้งคำใหม่ แต่มันเป็น "การเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งยวด" ในความคิดของคนที่คัดค้านค่ะ อย่างคำว่า "ก็" เป็น "ก้อ" เหล่าคนที่คัดค้านคงไม่อยากเห็นคำว่า "ก้อ" ในหนังสือราชการ หรือเอกสารสำคัญ หรอกค่ะ ถึงได้ออกมาค้าน และพยายามแก้ไขให้ถูก

ดังนั้น ภาษาวิบัติ คือ การดิ้นของภาษที่มีกลุ่มคนไม่ยอมรับ รับไม่ได้ และพยายามเปลี่ยนแปลง มันสามารถดิ้นได้ แต่มันจะดิ้นรอดหรือไม่ อันนี้ต้องลุ้นค่ะ
สำหรับคนนี้ ไม่เห็นด้วยกับภาษาวิบัติ
แล้วคนอื่นๆ ล่ะคะ

#60 By blackrain on 2009-02-03 21:40

แต่ก็อีกนั่นแหละ ภาษามันมีข้อยกเว้นเสมอ คำที่มันลงกฏไม่ได้ ก็มักจะมีข้อยกเว้นเสมอ อย่างคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ ทำไมไม่เขียนเป็น คอมพิ้วเต้อร์่ หรืออ่านว่าคอม-พิว-เตอ ให้ถูกต้องไปเลย แลัวยัง ไดรเวอร์ , เบราเซอร์ , อัพโหลด , ลิงค์ , เซ็นเซอร์ อีกล่ะ ทำไมไม่เขียนให้เหมือนอ่านล่ะ

ความเห็นต่อเรื่องคำที่ถอดความมาจากภาษาต่างประเทศ
- เคยทราบว่าจะไม่ใส่เสียงวรรณยุกต์ เดาว่าเพราะเป็นเรื่องของสำเนียง และคงใช้กับคำที่ถอดความมาจากภาษาอังกฤษ เท่านั้น เนื่องจากการออกเสียงในภาษาอังกฤษขึ้นอยู่กับรูปประโยคด้วย และภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางที่ใช้ในหลายชนชาติ มีการเปลี่ยนแปลงการสะกด(แต่ออกเสียงเดิม) หรือสะกดเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกันก็ได้

- คำที่มาจากภาษาจีน ใส่วรรณยุกต์เสมอ เพราะอะไรไม่รู้
แต่มันทำลายกฏที่ว่า ไม่ใส่วรรณยุกต์กับคำที่มาจากภาษาต่างประเทศไปหมดสิ้น เช่น ก๋วยเตี๋ยว, เจ๊ก, กุ๊ย, กุ่ยช่าย, ติ่มซำ

#59 By PoY on 2009-01-08 08:04

คุณแววครับ แท้จริงแล้ว แค่ต้องการอยากจะบอกว่าอย่าไปยึดติดกับอะไรมันมากเท่านั้นเองครับ

#57 By เจ้าชายน้อย on 2007-12-24 16:58

ความเปลี่ยนแปลงเป็นของคู่โลก ฮาฮา เมื่อเวลาเปลี่ยน อะไรๆก็เปลี่ยนได้

#56 By Copywriter (203.130.134.132) on 2007-12-24 08:47

อืมม์..คิดว่าเข้าใจประเด็นแล้วล่ะค่ะ คุณคงพูดถึงว่า..ถ้าการเขียนแบบวิบัตินี่มันเป็นที่น่ารำคาญของคนส่วนมาก ประเดี๋ยวมันก็ตายไปเอง แต่ถ้ามันจะอยู่ ความรำคาญของเราก็จะกลายเป็นยอมรับได้ ..ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจะต้องปรับตัว แต่ทั้งหมดนี่เป็นกลไกทางธรรมชาติของสังคมที่สมดุลดีอยู่แล้ว

ถูกป่าวอะ เราเห็นด้วยค่ะ แม้จะรำคาญ แต่ก็จับตามองมากกว่าจะออกมาบ่นว่าเขียนอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะตัวเองก็ไม่ได้กะจะอยู่โลกนี้ไปอีกสองร้อยปีน่ะquestion
ความเห็นของ คุณ mnop ถูกต้องมากเลยครับ เพราะภาษาคือการสื่อสารระหว่างคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป ถ้าไม่มีคนมาเกี่ียวข้องเราก็คงไม่ต้องมีภาษาที่ถูกต้องใช้กัน นี่แหละครับ จุดประสงค์ของภาษา ถ้าใช้แล้วสังคมยอมรับว่าสื่อสารกันได้ก็ถือว่าภาษาได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว

เรื่องจุลภาค ผมติดมากครับ ใช้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่่อาจารย์ไม่เคยสอนว่า ต้องใช้อย่างไร ถึงจะถูกที่สุดนะครับ เหมือนจะเป็นส่วนที่ถูกละเลยในการสอนจริง ๆ บอกตรง ๆ ครับว่า ไม่รู้ว่าใช้เยอะจะผิด

#54 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-30 10:26

เรื่องภาษาวิบัตินี่ก็พูดยากนะครับ เพราะขึ้นอยู่กับว่าภาษาที่ใช้ เขียนให้ใครอ่านและอ่านให้ใครฟัง ถ้าเป็นวงกันเองจะแอ๊บกันยังไงก็ไม่มีใครว่ามันจะวิบัติ เพราะทุกคนไม่เห็นว่ามันจะไม่ดีตรงไหน เว้นเสียแต่ว่าจะเห็นและผ่านเข้ามารู้สึกว่ามันสื่อสารไม่ได้ และใช้คำฟุ่มเฟือย (แต่มันก็สนุกสนานอะนะ ว่าไป ไม่เห็นเป็นไรเลย ปนไปปนมาไม่น่าเบื่อ) คือถ้าใช้เขียนบล็อกหรือคุยเอ็มก็คงโอเค แต่ถ้าเขียนการบ้านส่งอาจารย์ หรือเขียนเรียงความส่งประกวด คงโดนตีกลับแหง

อย่างตัวอย่างที่เขียนหน้านี้ ที่ใช้เครื่องหมายจุลภาค (รู้จักกันในนาม เครื่องหมายลูกน้ำ) ปกติแล้วเขาก็ไม่ใช้กันมากเหมือนภาษาอังกฤษที่ใช้ทุกครั้งที่แสดงรายการ เพราะภาษาไทยมีการเว้นวรรคเป็นการแบ่งแยกอยู่แล้ว ขณะที่ภาษาอังกฤษเว้นวรรคคือการแบ่งคำ ตอนแรกอ่านก็รกตานิดหน่อย แต่ก็เขียนในบล็อกก็อ่านเล่นสนุกสนานดีครับไม่น่าเบื่อ confused smile

#53 By manop on 2007-11-30 09:09

ชอบเอนทรี่นี้มากๆค่ะ ชอบหลายๆคอมเมนท์มากๆด้วยเพราะทำให้ความคิดแตกหน่อ
ออกดอกออกผลเยอะแยะมากมาย

สุดท้ายมันก็เกิด ฮิต ดับ หรือ เกิดแล้วก็ดับเลย เป็นอย่างนี้แหละครับ
^
^
เห็นด้วยกับเมนท์ที่๒๕double winkของท่านเจ้าชายน้อยมากๆ
ใดๆในโลกล้วนอนิจจังค่ะ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ว่าภาษาไทยงดงามที่สุดในโลกอยู่ดี อี่ๆๆๆๆๆๆๆ


sad smile

#52 By ongki on 2007-11-06 12:04

ภาษามันดิ้นได้อยู่แล้วค่ะ

เพียงแต่คนส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่กับความเคร่งครัดในการใช้ภาษา
เพราะมนุษย์เราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลง จะมีคนที่ส่งเสริมสนับสนุน
และคนที่ออกมาค้าน

ซึ่งก็ถือว่าต่างคนต่างความคิด

เพียงแต่เราควรจะเลือกใช้ให้ถูกกาลเทศะและไม่น่าเกลียดจนเกินไปได้รึเปล่า

แต่เรามองว่าภาษาวิบัติไม่ใช่จุดที่จะไปวิตกจนเกินควร
เพราะส่วนมากคนที่ใช้คำสมัยใหม่ คือคนที่ใช้ภาษาไทยไม่เป็นมากกว่า

สุดท้ายเลยรวบรัดตัดความ เอาสะดวกตัวเองเป็นสำคัญ

ว่างั้นมั้ยตะเอง~ lol

#51 By BD401 on 2007-11-06 11:59

...

ทั้งเนื้อเรื่อง และ คอมเม้นท์ ก็ให้อะไรมากมาย เห็นด้วยกับหลากหลายความคิดค่ะ โลกเปลี่ยนไป เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเข้ามา แต่โดยส่วนตัว ยังชื่นชมทุกคน ทุกแห่ง ทุกที่ ที่ยังรักษาการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง แล้วสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทย คือ เลขไทย

ลืมกันแล้วหรือยังคะ

big smile

#50 By กะจิ๋วหลิว on 2007-11-06 10:59

มันก็ต้องปรับๆกันไปอ่ะนะคะ
โดยส่วนตัวแล้วคิดเหมือนกัน
open-mounthed smile

#49 By Na - th (นัท) on 2007-11-05 15:45

khun_aut เข้าใจผมเลยนะครับเนี่ย

#48 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-05 15:17

เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่้เลยครับ ที่ไม่ชอบคือ เพี้ยนแต่คำ
ก็พอทน แต่เพี้ยนสำเนียงเช่น พยายามให้ฟังดูน่ารัก
(แต่น่ารำคาญมากกว่า)อะไรแบบนี้นี่ ไม่ไหวครับ

#47 By @ri on 2007-11-05 14:50

ถ้ามองจากมุมเรื่อง ไตรลักษณ์ ... อะไรก็เปลี่ยนไป(ตามเหตุปัจจัย) ไม่หยุดนิ่ง เป็นอนิจจัง ว่างั้น

ส่วนว่า เปลี่ยนไปดีขึ้น หรือแย่ลง เราคงต้องประคับประคองกันไป แก้ไขที่ Output ไม่ได้ หรือแก้ไข Input ก็ไม่ได้ ... คงต้องพยายามกันที่ Process กระมัง??

: )

#46 By ขุนอรรถ on 2007-11-05 14:12

โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน
เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก
ศิลปะ ยังมีการเปลี่ยนแปลง
ดนตรี หนัง เพลง ก็เปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัย
ภาษา ก็เช่นกัน ย่อมเปลี่ยนไปตามกาล

ทุกเรื่องจะบอกว่าเก่าถูก ใหม่ผิด ก็ตัดสินได้ยาก
อย่างศัพท์เทคโนโลยี บางคำในอดีตไม่มีก็ต้องมีคำใหม่ๆ แต่ไม่ยักกะเรียกว่าวิบัติ

รัฐธรรมนูญกะกฎหมายยังแก้ไขกันได้ ฉีกทิ้งทำใหม่ทั้งเล่มก็ได้

เดินตามกรอบบางเรื่องก็ดี แต่ความก้าวหน้าหลายๆ อย่างเกิดจากคนที่คิดนอกกรอบ

สรุปว่าเปลี่ยนแปลงแต่พอดีๆ ละกัน

#45 By จั่นเจา on 2007-11-05 12:42

ภาษามีการพัฒนาเสมอ ผมไม่ว่าอะไรหรอก
เเต่ที่รับไม่ได้ เพราะการเขียนเเบบภาษาวิบัติ
มันทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง ทำให้ไม่รู้จะสื่อถึงอะไร

เเล้วอีกอย่าง มันเป็นการผิดเเบบจงใจจะผิดด้วย
เเบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหน sad smile

#44 By Red on 2007-11-05 11:28

คอมเม้นท์ยาวมาก อ่านไม่หมดค่ะ

ภาษา ก็คล้าย ๆ กับวัฒนธรรมค่ะ เปลี่ยนแปลงได้ (ใช้เวลานาน) ถ้าคนในสังคมนั้นเลิกนิยม ไม่ยอมรับ อยากปรับเปลี่ยน

อย่างที่ตอนนี้เรียกว่า ภาษาวิบัติ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นศัพท์ที่วัยรุ่น ผู้คน ใช้การพูดคุย แชท เขียนอะไรที่ไม่จริงจังมากนัก มากกว่า

อ่านศัพท์ประเภทนี้มาก ๆ ก็ปวดหัวนะคะ คือ เล็กน้อยพอเป็นอารมณ์ก็พอไหว เล่นทั้งประโยค คงไม่ได้

เมื่อก่อนไม่เคยใช้ศัพท์พวกนี้เลย จนเริ่มเล่นเอ็มฯ น้องๆ เพื่อน ๆ ใช้ ก็เริ่มใช้ตามไป สนุก ๆ แต่เวลาเขียนจริง ก็ไม่ใช้อยู่แล้ว กับคนไม่สนิทก็ไม่ใช้

คิดว่า วัยรุ่นเอง เวลาเขียนรายงาน กรอกใบสมัครงาน คงไม่มีใครเขียนแบบนี้อยู่แล้ว

ขึ้นกับกาละเทศะ นั่นแหละค่ะ

เราเป็นพวกชอบพิสูจน์อักษรเหมือนกัน เห็นใครเขียนผิด ต้องบอก (ในงาน)หรือซื้อหนังสือมา เล่มไหนมีคำผิดเยอะ จะหงุดหงิด รู้สึกว่าเค้าไม่ละเอียด ฝ่ายพิสูจน์อักษรบกพร่อง question

ขอบคุณที่แวะไปคอมเม้นท์ให้นะคะ ดูหนังไม่เกี่ยงสัญชาติค่ะ ขอแก้ตัวนิดนึง

big smile
คุณ Choco คอมเม้นต์มาทาง ems. นะครับ เอามาลงไว้ด้วย

อ่า เป็นบทความที่น่าอ่านดีค่ะ ส่วนตัวเห็นด้วยในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะเรื่องผันวรรณยุกต์

แต่ ที่จะพูดนี่ไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของบทความนี้เท่าไหร่ แค่สะดุดตาอยู่นิดนึง คือคำว่า ละมุนภัณฑ์ , กระด้างภัณฑ์ , แท่งหรรษา ที่ในบทความนี้กล่าวว่าเป็นศัพท์ที่เป็นทางการแต่ไม่มีคนใช้

คนส่วน มากยังเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถาน เป็นคนบัญญัติศัพท์ 3 คำนี้ขึ้น (แน่นอนว่าจิกกัดกันน่าดู ว่าราชบัณฑิตคิดศัพท์พิลึกแบบนี้ได้ไง) จริงๆ แล้วใครเป็นคนคิดก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ราชบัณฑิต

คำชี้แจงอ่านได้ที่นี่ค่ะ

http://www.royin.go.th/th/news/news-content.php?ID=172

ขอบคุณ คุณ Choco มาก ๆ เลยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ผมเพิ่งรู้ และนี่คือตัวอย่างว่า อะไรที่มันผิด ๆ มันมักจะล่องลอย อยู่้ในความทรงจำนานมาก ๆ (กรณีนี้ผมว่าเกือบสิบปี เพราะได้ยินมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ)และเวลาที่จะแก้ให้มันถูกเนี่ย แก้อย่างไร ก็ไม่หมด ดังนั้นผมเลยต้องแก้ไขบทความผมด้วย เพื่อไม่ให้ใครอ้างอิงของที่ผิดไปด้วยครับ

ป.ล.ถึงแม้นี่จะเป็นแค่บทความในบล๊อก แต่ผมว่าคนอินเตอร์เน็ตก็เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้จากที่นี่เยอะมากเหมือนกัน โดยดูจากสถิติ ดังนั้น เรามาเขียนเรื่องดี ๆ ที่มันถูกต้องกันเถอะครับ

#42 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-05 10:46

sad smile
การบัญญัติคำขึ้นมา ผมไม่คิดว่าเป็นภาษาวิบัติครับ
นั่นคือการเติบโต เปลี่ยนแปลง ของภาษา
แต่คำที่มีมาอยู่แต่เดิม ผมก็ไม่เห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไร
ออกแนวใช้ผิดกันเสียมากกว่า อย่าง รสชาติ เนี่ยครับ เห็นผิดประจำ
ส่วน คะ ค่ะ เนี่ย ก็ไม่น่าจะผิดกันง่ายๆ นะครับ แต่ก็ผิด
((เนี่ย ก็เพี้ยนมาจาก นี่ ใช่ไหมครับ))
ส่วนที่เป็นภาษาวัยรุ่นที่ตั้งใจพิมพ์แบบผิดๆ อันนี้ผมรำคาญครับ
ทำความเข้าใจได้ยาก

#41 By AkE on 2007-11-05 09:05

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันภาษาไทยแห่งชาติ
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕)
"..เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้

ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ

อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน

อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ

ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้

...

สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นทางวิชาการไม่ใช่น้อย
แต่บางคำที่ง่าย ๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้วไม่ควรมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก...

แต่การตั้งคำใหม่นั้นมีหลักหลายประการ และผู้ที่ตั้งศัพท์นั้นต้องรู้คำและหลักของภาษาลึกซึ้งทั้งภาษาไทยทั้งภาษา ต่างประเทศ..."

#40 By riddler on 2007-11-05 06:52

ภาษาวิบัติถ้าเป็นการพูดเล่นในกลุ่มก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าติดตัวจนออกไปทำงานจะทำให้ดูไม่มีการศึกษา ยิ่งถ้าหลุดออกไปให้ลูกค้าหรือคู่ค้าเห็นหรือได้ยินเข้า ก็เสียชื่อมาถึงหน่วยงานค่ะ

#39 By RogerWilco on 2007-11-05 04:32

เห็นด้วยกับคุณ``Fein ` ๏_๏ ่':๏๏๏๏๛ และคุณ *บลาสท์ เลยค่ะ

คำใหม่ๆที่คิดกันขึ้นมาเราก็พอรับได้เหมือนกัน แต่ถ้าการพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ยานคางแบบ "ปายหนายอ่า ทามมายเร๋อ ม่ายรู้อ่า" มันดูน่ารำคาญมากๆเลยค่ะ แล้วก็พวกตัวสะกดด้วย เช่น อ่านประหวัดของเขามา, แม่อนุยาดแล้ว อะไรแบบนี้ค่ะ ไม่อยากจะคิดว่าคนที่พิมพ์นั้นตั้งใจหรือมักง่ายกันแน่ อยากให้เด็กสมัยใหม่อนุรักษ์ภาษาไทยกันบ้าง ไม่ใช่เอาแต่พิมพ์ตามใจฉัน...

อีกสิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญใจมากคือคนที่พูดไทยคำอังกฤษคำ...หลายคนที่เรารู้จักก็เรียนจบนอก พูดภาษาต่างชาติได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เห็นทำตัวเหมือนคนในทีวี หรือคนทั่วไปบางคนที่อวดภูมิ พูดไทยคำอังกฤษคำโดยไม่จำเป็นทั้งๆที่ภาษาไทยมันก็มีให้ใช้อยู่แล้ว

อยากให้คนไทยรักความเป็นไทยมากกว่านี้จังเลยค่ะ

#38 By ::SALENDXY:: on 2007-11-05 02:26

ภาษาวิบัติ ก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสเท่าไหรค่ะ... ถ้าหากใช้ให้ถูกกาละเทศ และทราบว่า อันไหนคือคำที่เขียนอย่างถูกต้อง และคำไหนคือคำที่ผิด
เพราะมีหลายคนที่เข้าใจผิดไปว่า คำที่เขียนอยู่ทุกวันนั้นเป็นคำที่ถูกต้อง
ถ้าหากเราไม่ใส่ใจและปล่อยให้เข้าใจผิดไปเรื่อยๆ อย่างงี้ ย่อมมีผลอย่างแน่นอนค่ะ

#37 By หนูพุก on 2007-11-05 01:06

ภาษาดิ้นได้.. ก้อคิดอย่างนั้นเหมือนกัน
แต่มันเปลี่ยนเร็วไป.. รับไม่ทัน sad smile

#36 By Nancy อารมณ์ดี on 2007-11-05 00:23

วันนี้ดู เถื่อนๆ นะครับ

#35 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-11-05 00:05

เห็นด้วยนะครับ
กับเรื่องการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
และผมก็พยายามที่จะใช้ภาษาอย่างถูกต้อง
เช่นเดียวกัน

แต่บางครั้งอาจจะใช้ผิดๆถูกๆบ้างครับ
big smile
จริง ๆ ลองถามกลับไปดูก็ดีนะครับ ว่าทำไมถึงต้องพิมพ์อย่างนั้นด้วย บางทีเค้าอาจจะตอบกลับมาว่า ไม่รู้เหมือนกัน

เพื่อนผมก็มีคนนึง ขนาดอายุเยอะแล้วนะ ยังพิมพ์เว้นวรรคอย่างที่ว่าอีก เลยด่าแม่มเลย

#33 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-04 22:19

ถ้าเป็นบางคำผมก็ไม่หนักใจเ่ท่าไหร่ครับ เพราะบางทีคำพวกนี้ก็เหมาะกับรูปประโยชน์
ทำให้ดูัทันสมัยและเหมาะกับรูปการณ์มากขึ้น...
แต่ถ้าใช้ัทั้งหมดเลย อันนี้คงไม่สนับสนุนหล่ะครับ
เดี๋ยวมันจะกลืนและเราก็เผลอลืมต้นกำเนิดของมันไป
แต่บางคำก็อยู่ได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ก็อยู่เป็นยุคๆไป surprised smile

แต่ี่ผมเกลีัยดที่สุดคือพิมพ์แบบนี้ครับ
สบาย ดี ไหม งับ . . . เปน ยัง งัย บ้าง งับ?
คือไม่ทราบจะเว้นไปทำไม? อันนี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน embarrassed

#32 By mondaytakeshi on 2007-11-04 22:05

ผมเซ็งกรณีคำที่พวกตลกคาเฟ่มันคิด แล้วไปๆมาๆโบ้ยว่าทางการเป็นคนคิด ขุดหาเท่าไรก็ไม่เจอหลักฐานว่าหน่วยงานไหนคิด มีแต่เขาว่ากันว่า บลาๆๆ

#31 By chubby on 2007-11-04 21:40

พวกภาษาวิบัติบางส่วนผมมองแค่ว่ามันก็แค่พวกเขียนผิดแล้วขี้เกียจพิมพ์ เลยกลายเป็นแค่ภาษาปัญญาอ่อน มากกว่าครับ

เเจ้าพวก คัย เปง พาสา จัย หั้ย เหยอ เง้ออออ เนี่ย อ่านแล้วมันดูปัญญาอ่อนสิ้นดีครับ ถ้าพิมพ์ตกพิมพ์ผิดมันยังพอทน แต่นี่มันจงใจเขียนผิด ดูแล้วไงมันเหมือนคนปัญญาอ่อนครับ พูดตรงๆ โดยเฉพาะพวกตามเว็บ เด็กดีเนี่ย อ่านตามกระดานข่าวแล้วจะเป็นลม อ่านไม่รู้เรื่องเลยซักนิด...[แรงไปขอโทษทีนะครับ]

ส่วนภาษาวัยรุ่นพวกแอ๊บแบ๊วนั่นผมเฉยๆครๆับ ...ไม่เคยมองว่ามันวิบัติ แป๊บๆเดี๋ยวก็มีอันใหม่โผล่มา

#30 By Shuu Exteen on 2007-11-04 21:34

ถ้าเป็นพวกคำศัพท์ใหม่ๆที่วัยรุ่นใช้กัน
อย่างพวก แหล่ม แอ๊บแบ๊ว อะไรพวกนี้
หนูไม่คิดว่ามันเสียหายนะคะ เพราะคำพวกนี้
เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปแล้วก็เกิดคำใหม่ๆขึ้นมา

แต่ว่า ไอ้ที่เขียนยานคางมากๆ แบบพร่ำเพรื่อ
อย่างเช่น "ม่ายปายหนายเหรอคะ"
แบบนี้มันน่ารำคาญมากๆค่ะ จะยานไปไหนกัน
อ่านแล้วเหนื่อย sad smile

#29 By daranee on 2007-11-04 21:19

จริงๆ ภาษาปกติ และภาษาวิบัติ ก็ใช้กันทั้งสองแบบนั่นแหละค่ะ
ฝ้ายว่าภาษาปกติน่าจะเป็นภาษาทางการ ส่วนภาษาวิบัติ ก็จะเอาไว้พูด สื่อสาร แบบไม่เป็นทางการมากกว่า

ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้ใช้ภาษาวิบัติมากก็เหอะ แต่คนรุ่นฝ้ายก็จะมีภาษาแปลก ๆ ของตัวเอง ที่เด็กสมัยนี้เค้าไม่รู้จัก หรือไม่ใช้
ส่วนบางคำที่เด็กสมัยนี้ใช้กัน เราก็จะไม่รู้จักเหมือนกัน confused smile

#28 By Fein on 2007-11-04 20:31

เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า รูป avatar ของคุณแชมป์ (เดี๋ยวน้อง เดี๋ยวคุณ จะเอางัยกันเนี่ย) ที่อยู่ข้าง ๆ ชื่อมันทำให้โค้ดบอลลูนคำพูดแสดงผลขึ้นมาด้วยแฮะ เท่ห์เลย เป็นอยู่คนเดียว

#27 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-04 20:13

พูดได้ แต่ในการเขียนอยากให้เพลาๆ หน่อย โดยเฉพาะตัวอิโมชั่นเยอะๆ ในนิยาย มันอ่านลำแบกมากเลย(ลำแบก จะดูรำเค็ญกว่าลำบาก)

#26 By August on 2007-11-04 20:04

ความเห็นของคุณ ~Alpha~ น่าสนใจครับ

ภาษาดิ้นได้ กับภาษาวิบัติ ไม่เหมือนกัน

ทีนี้เราต้องมาดูแล้วล่ะครับ ว่ามันต่างกันตรงไหน

วิบัติ หมายถึง ความผิดพลาด ความบกพร่อง ความเสียหาย

ดิ้นได้ แปลว่า จับไม่อยู่ มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ดังนั้น ภาษาวิบัติ ก็คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาษา

ภาษาดิ้นได้ ก็น่าจะแปลได้ว่า ภาษาไม่มีการอยู่เฉย มีการเปลี่ยนแปรอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งมันไม่เหมือนกันแน่นอนอยู่แล้ว แค่แปลก็ไม่เหมือนกันแล้ว แต่ถ้าเราจะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างสองคำนี้ ก็พอจะมองได้ว่า การที่ภาษาวิบัติ ก็เพราะว่าภาษามันดิ้นได้ เพราะภาษาเป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับจิตใจ กับสังคม วัฒนธรรมมันไม่ใช่คณิตศาสตร์ ที่มีกฏเกณฑ์ มีสูตรตายตัว ดังนั้น มันจึงดิ้นได้

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกไม่ดีกับการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่เกิดขึ้น เพราะนั่นมันกระทบกับจิตใจของเรา กระทบกับความเชื่ออะไรบางอย่าง นั่นเพราะภาษาอยู่กับเรามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ส่วนตัวแล้วผมก็ใคร่ที่จะรู้เหมือนกัน ว่าผู้มีปัญหาเรื่องการได้ยิน การพูด เค้าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร เรื่องภาษาวิบัติ เค้าอาจจะไม่สนใจเลยก็ได้ เพราะเค้าไม่ได้สัมผัสกับสิ่งนี้ แต่ตรงนี้ผมไม่รู้นะครับ ถ้ามีผู้รู้ท่านใดผ่านมาอ่านเรื่องนี้เข้า กรุณาตอบเป็นวิทยาทานหน่อยเถอะครับ จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

วกกลับมาที่เรื่องกระทบจิตใจ กระทบไม่กระทบเปล่า แต่มาบั่นทอนความเชื่อที่มีอยู่เดิม ทำให้รู้สึกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงนี่สิ เรื่องใหญ่ ถ้ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนไป นี่จะไม่รู้สึกอะไรเลยนะ

ยกตัวอย่างเช่น มีโปรแกรมอยู่โปรแกรมหนึ่ง เราเป็นผู้ใช้ วันหนึ่งมีโปรแกรมเมอร์มาดูแล้วบอกว่า โหย โปรแกรมนี้ไม่ได้เรื่องเลย เปลี่ยน ๆ ๆ เราซึ่งเป็นผู้ใช้คงต้องบอกว่า จะมาเปลี่ยนของชั้นทำไม ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่โปรแกรมเมอร์คนนั้น ไม่สนใจ เค้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึ่มอะไรบางอย่าง สุดท้ายได้เป็นโปรแกมใหม่ ที่เราใช้งานได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย เค้าเปลี่ยนแต่สิ่งที่อยู่ภายในเท่านั้น เราก็จะไม่เกิดการต่อต้าน และไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงกระทบต่อความเคยชินของเราเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราต้องโวยวายไว้ก่อนล่ะ

เช่นเดียวกับเรื่องภาษา การเปลี่ยนแปลงทางภาษานั้น กระทบกับชีวิตภายนอกของเราอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนภายในเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ต้องกระทบกับเราอยู่ดี เราจึงรู้สึกได้ว่า มันน่ารำคาญเสียเหลือเกิน มันอยู่ของมันดี ๆ พวกแก(เกรียน) จะมาเปลี่ยนของชั้นทำไม (วนไปวนมา ผมจะวกเข้าเรื่องธรรมะว่า อย่าไปยึดติดทุกที) ดังนั้นจึงเกิดเป็นพฤติกรรมต่อต้านอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่

แต่ก็อีกนั่นแหละมีคนบางกลุ่มซึ่งในกรณีนี้คือวัยรุ่น กลับให้การยอมรับ และพร้อมที่จะเปลี่ยน ตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องของวัยเป็นหลัก คงมีฮอร์โมนอะไรบางอย่างที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น ตรงนี้จะไปว่าเค้าทั้งหมดก็ไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นอ่ะนะ ผมมองว่ามันก็เหมือนกับการโดดเรียนนั่นแหละ รู้ว่าผิด แต่อยากจะทำน่ะ สักครั้งในชีวิตโว้ย อะไรแบบนี้ แล้วยิ่งเรื่องภาษานี่ ง่ายเลย ใช้กันในกลุ่ม ไม่มีใครมาว่า ว่าผิด ดังนั้นก็เลยมีการใช้ในกลุ่มเล็ก ๆ แต่สุดท้ายมันก็ขยายตัวออกไป เหมือนไวรัสที แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ทั่ว ๆ ไป จนได้

แต่สังเกตกันไหมครับ คำส่วนใหญ่ ใช้ได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ตาย เพราะมันเป็นอะไรที่ฉาบฉวยเกินไปอย่างไรล่ะครับ สังคมมันมีอะไรบางอย่างที่เป็นอำนาจเร้นลับ อำนาจที่ค้านสิ่งนี้อย่างเงียบ ๆ และทำให้พฤติกรรมเหล่านี้ล้มหายไป แต่ไม่ตายหรอก มันจะไปซุ่มพัฒนาต่อไป แล้วเกิดเป็น ภาษาวิบัติใหม่ ๆ มาอีก แต่รูปแบบก็เหมือน ๆ เดิม ไม่ได้ต่าง สุดท้ายมันก็เกิด ฮิต ดับ หรือ เกิดแล้วก็ดับเลย เป็นอย่างนี้แหละครับ

โอว คอมเม้นต์นี้ เขียนเอนทรี่ใหม่ได้เลยนะเนี่ย

#25 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-04 19:59

จริงๆเรื่องนี้ผมก็เคยเขียนในบล็อกของผมนะครับ ผมว่าจริงๆมันก็ไม่ได้ทำให้ภาษาวิบัติหรอก แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ กลัวการที่ผู้ใช้ จะติดภาษาที่เราดัดมาใช้ ไปใช้จริงๆเมื่อเป้นช่วงที่ต้องใช้ภาษาทางการ เพราะเด็กวัยรุ่นบา่งคน หรือผู้ใหญ่บางคนก็ตาม ยังเผลอเอาไปใช้กันอยู่บ่อยๆ

สุดท้ายผมว่า ที่ใช้แล้วแยกแยะได้ รู้ว่าคำที่ถูกต้องจริงๆสะกดอย่างไร และไม่เผลอนำไปใช้ผิดที่ ผิดทาง ผิดงาน ผิดจังหวะ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรให้น่าวิตกหรอกครับ ผมกลับมองซะอีกว่า มันเป็นสีสันของภาษานะครับ ขนาดภาษาอังกฤษเขายังมีทำกันเลย

#24 By บอมเบย์ on 2007-11-04 19:47

ถ้าเรื่องกังวลเกี่ยวกับคำใหม่ ผมไม่กังวลครับ
ผมกังวลเรื่องการสะกดคำมากกว่า

เพราะหลักเกณฑ์ที่แน่นอนมีอยู่ ถ้าฟั่นเฝือไปก็จะทำให้เข้าใจกันไม่ได้์

เรื่องที่ชัดเจนเลยคือ "ราชาศัพท์" ครับ
ก็เคยคิดว่าแล้วภาษาที่ถูกต้องในปัจจุบัน ไม่ใช่ภาษาที่วิบัติมาก่อนหรอเหมือนกันค่ะ
แต่ว่า ยังไงก็ยังไม่ชอบที่จะใช้และเห็นคนใช้อยู่ดีอ่ะ
และภาษาวิบัติในปัจจุบันนี้ การเขียนมันก็หลากหลาย เช่นคำว่า ไม่ ก็มีคนเขียนได้ทั้ง มั่ยและม่าย มันเลยดูไม่ตายตัว-*-... เอ่อ... ยังไงดี สรุปว่ายังไงก็ยังไม่ชอบค่ะsad smile ถ้าหากมันเปลี่ยนไปหมดจริงๆ คนทั่วประเทศและหนังสือทุกประเภท แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ก็ยังใช้หมด จนถึงตอนนั้นค่อยยอมรับล่ะ

#22 By [AdeLiNe] on 2007-11-04 19:41

ขอออกตัวเลยว่า ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ลึกซึ้งซักเท่าไร แต่เห็นแล้วก็อยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยค่ะ

ตั้งแต่จำความได้ ก็ได้เห็นการนำคำเก่า ๆ มาดัดแปลงแล้วนำมาใช้ หรือไม่ก็บัญญัติคำขึ้นมาเอง ให้มันสะใจวัยรุ่น แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นดังเช่นความคิดเห็นของคุณเจ้าชายน้อย ที่ว่า
ไม่ว่าภาษาจะวิบัติไปซักเท่าไร แตุ่จุดประสงค์หลักที่ภาษามีตัวตนอยู่ ไม่ว่าจะไทย ลาว ญี่ปุ่น จีน หรือภาษามือ ก็คือ เป็นตัวกลาง ที่ "ผู้ส่งสาร" (ผู้พูด) ต้องการให้ "ผู้รับสาร" (ผู้ฟัง) เข้าใจหรือฟังแล้วนำไปปฏิบัติ

หากผู้พูดพูดแต่ศัพท์ที่ตนเข้าใจคนเดียว ผู้ฟังไม่รู้ความหมาย นำไปใช้หรือปฏิบัติตามไม่ได้
แต่ถ้าหากภาษาที่ได้วิบัติหรือคิดขึ้นใหม่นั้น ๆ ได้แพร่หลาย จนคนส่วนใหญ่เข้าใจไปในทำนองเดียวกันแล้ว ก็คงต้องทำใจยอมรับมันค่ะ
(ซึ่งการแพร่หลายนั้น 90% มาจากพวกดารา นักร้อง ตามสื่อต่า่ง ๆ ที่คนทั่วไปพบแล้วนำไปใช้ตาม กระจายตัวเร็วยิ่งกว่าไข้หวัดนก)

บอกตามตรงว่า เมื่อก่อนเราทำใจยอมรับภาษาวิบัติไม่ได้เหมือนกันค่ะ อย่างเพลงวัยรุ่น (เราก็วัยรุ่นนะ แต่ผ่านการเลี้ยงดูมาแบบหัวเก่านิดนึง) ที่ชอบร้องคำว่า "เธอ" เป็น "เชอ" ไม่รู้จะร้องให้ออกเสียงแบบนี้ทำไม
แต่จะไปบังคับให้นักร้องมาร้องตรงตามไวยากรณ์เปรี๊ยะ ๆ คงไม่ได้ มีหวังโดนแฟนคลับรุมกระทืบค่ะ แต่เขาจะร้องแบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะการสื่อสารของเขาสมบูรณ์ เพราะประโยคที่มีช่วยชี้ให้เข้าใจว่า ไอ้ที่เขาร้องว่า เชอ ๆ นั่น หมายถึง เธอ นั่นแหล่ะ
ตรงนี้ก็เลยต้องยอมรับไป เพราะอย่างที่คุณเจ้าชายน้อยบอก ภาษามันดิ้นได้

ส่วนการใช้วรรณยุกต์ผิด เราก็มีผิดบ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดจะทำให้ภาษาวิบัติแต่อย่างใดนะคะ ก็คนเราไม่ได้รู้ไปหมดทุกอย่างนี่นา
(น้าน มีเข้าข้างตัวเองด้วย)

ตอนนี้เราเองก็ใช้ภาษาวิบัติ อย่างคำว่า "แอ๊บแบ๊ว" ฯลฯ เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา แต่แอบบอกว่าไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "แหร่ม" ที่กำลังฮิตติดลมบนกันอยู่ตอนนี้ค่ะ ถ้ามีใครมาใช้คำพูดนี้กับเรา เราคงไม่สามารถเป็นผู้รับสารที่ดีได้นะคะ ขอบอก (คำนี้ก็วิบัติใช่ไม๊คะ)sad smile

#21 By sora no hime★空のひめ on 2007-11-04 19:40

ภาษาดิ้นได้ กับภาษาวิบัตินี่เราคิดว่ามันไม่เหมือนกันนะ
อย่างเดี๋ยวนี้มีคนใช้เสียงวรรณยุกต์ผิดๆถูกๆเยอะมาก ใช้ไวยกรณืผิดๆก็มี ซึ่งถ้าติดไปใช้ในการทำงานจริงๆจะเป็นปัญหามาก

#20 By alpha on 2007-11-04 19:28

ภาษาที่มันทับศัพท์
บางทีก็ไม่รู้ว่าจะเขียนยังไง

ภาษาที่มันเป็นอันใหม่ที่เป็นแบบ
" เสือไบ , แอ๊บแบ๊ว , เกรียน , จ๊าบ , แหล่ม "
แบบนี้ เราว่ามันเป็นภาษาใหม่ เดี๋ยวมันก็หายไปเอง
แบบคำว่า จ๊าบ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครพูด

แต่เวลาใน msn ที่เขียนว่า
"หวาดเดร ทัมมัย " อะไรอย่างนี้ ไม่ชอบ ไม่ชอบ
เวลาใครพิมพ์มาก็จะพิมพ์ตอบว่า อ่านไม่ออก sad smile

#19 By shimeatsky on 2007-11-04 19:25

กรี๊ดดดด..พี่เจ้าชายน้อยจะหอมแก้มมมม..ถ้าเฮีย ก.รู้ปอนคงโดนตบกระเด็นแน่ๆ เลยครับ..แต่ไม่เป็นไรเฮีย แกคงไม่เห็นแน่ๆ อิอิ...ยื่นให้แล้วครับ

/ผลั่ว..โดนหอมแก้มด้วยฝ่ามือ

#18 By ปอนปอน on 2007-11-04 19:20

เห็นด้วยบางประเด็นครับ big smile

#17 By UnknowPerson on 2007-11-04 19:19

คุณ Catch me กับ น้องปอนพูดถูกเลยครับ

"น่าจะเป็นเรื่องกาละเทศะมากกว่าว่าใช้ที่ไหน กับใคร เมื่อไหร่ เขียนหรือพูด เป็นทางการไม่เป็นทางการ"

"ระดับของภาษาเป็นสิ่งสำคัญ แล้วก็กาลเทศะที่จำเป็นต้องเข้าใจและใช้ภาษานั้นๆ ให้ถูกกับระดับแล้วก็เวลาและสถานที่ ครับ"

มาหอมแก้มที

#16 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-04 19:16

ใหญ่ เป็น หย่าย

ไม่ต่างอะไรกับ เปน เป็น เป็น เลยใช่ไหมครับ

แต่ มันต่างกันตรงที่การยอมรับ คำล่างเรายอมรับแล้ว หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเคยเป็น เปน มาก่อน ต่างกับคำบน ที่เราไม่คุ้นชิน

ธรรมชาติของมนุษย์ 99.99% ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงครับ

#15 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-04 19:13

อ๋อ ถ้าพูดถึงศัพท์ใหม่ๆ ผมค่อนข้างจะรับได้ครับ เพราะว่าคำใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะ "สื่อ" กว่า อย่างที่คุณพายบอกจริงๆ
ปอนก็คิดเหมือนกับพี่เจ้าชายน้อยนะครับ...
แต่ๆๆๆๆๆ..... ระดับของภาษาเป็นสิ่งสำคัญ แล้วก็กาลเทศะที่จำเป็นต้องเข้าใจและใช้ภาษานั้นๆ ให้ถูกกับระดับแล้วก็เวลาและสถานที่ ครับ

ปอนเคยเจอ เด็กมาพรีเซ็นต์หน้าห้องด้วยการทำเปเปอร์และพาวเวอร์พ้อยต์ เป็นภาษาที่ใช้คุยกันในเอ็มเอสเอ็น เช่นคำว่าร การ ก็เป็น กาน, หรืออีกหลายๆ คำครับ ซึ่งปอนไม่ซีเรียสหากจะเอามาใช้พูดคุยกันในชีวิตประจำวัน หรือการพูดคุยในขณะที่ไม่เป็นทางการ

ที่น่ากลุ้มใจในเรื่องนี้ก็คือเรื่องกาลเทศะที่เด็กในสมัยนี้ไม่คำนึงถึง และไม่ใส่ใจว่าระดับของคำและรูปแบบควรจะใช้ที่ไหนเมื่อไหร่ต่างหากครับ... แต่ถ้าเห็นภาษาแบบนี้ในเอ็นทรี่ปอนก็รับไม่ค่อยได้นะครับ เพราะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่sad smile

หรือว่าวัยของเรา...ใกล้เข้าไปทุกทีครับ

#13 By ปอนปอน on 2007-11-04 19:10

จริง ๆ เรื่องที่ น้องแชมป์ (เดี๋ยวคุณ เดี๋ยวน้อง เอางัยแน่วะ) และหนู Revamp บอกมา จะอยู่นอกขอบเขตเรื่องนี้ครับ แต่ก็อยู่แบบติด ๆ เลยแล้วกัน คือบทความนี้จะมุ่งที่เรื่องของคำศัพท์ที่เกิดใหม่มากกว่า ลักษณะการใช้งานน่ะครับ ซึ่งอย่างกรณีของหนู Revamp จะพบเห็นได้ในเว็บบอร์ด ในเอ็มอะไรแบบนี้ แต่ในชีวิตประจำวัน จะไม่ค่อยพบเจอคนพูดแบบนี้กัน เพราะมันใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ ยานคาง กว่าจะพูดขอตังค์แม่ได้ แม่เดินหนีไปแล้ว อะไรแบบนี้

ก็คงต้องบอกว่า ขอบเขตของบทความนี้ เน้นที่คำศัพท์ และการพูดนะครับ

ป.ล. Discuss กันได้นะครับ สนุกดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้บริหารสมองกันครับ

#12 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-04 19:09

พายรู้สึกว่า คำใหม่ๆ ที่คิดขึ้นมาใช้กันนั้นไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่นะคะ อาจเกิดเป็นคำใหม่ที่ทำให้สื่อถึงสิ่งๆ นั้นได้มากขึ้นไปเลยก็ได้

แต่ที่ไปเปลี่ยนแปลงคำเดิมๆ ที่คนเข้าใจตรงกันอยู่แล้วนี่น่าจะเรียกว่าภาษาวิบัติค่ะ เช่น ใหญ่ๆ กลายเป็น หย่ายหย่าย sad smile

#11 By p-i-e on 2007-11-04 19:08

Facebook