Seize The Day

posted on 08 Jun 2007 07:26 by zedth  in Diary
หลังจากที่กลับมาจากงาน a book fair ผมตั้งใจว่าจะพักจากการอ่านหนังสืออ่านเล่น สักระยะหนึ่งครับ เพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ และทบทวนตำรับตำราได้มากขึ้น แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ทำยากเสียเหลือเกินครับ มาถึงวันนี้ (วันพุธที่ 6 มิ.ย. 50) ผมอ่าน Wake uP! จบไปแล้ว และกำลังเปิด a day story ของ พี่โหน่ง วงศ์ทนง อ่านอยู่ และอัพบล๊อกติดกันทุกวัน (น่าตีนะจริง ๆ)

การตัดใจจากสิ่งที่เรารัก เราชอบ นี่มันยากเย็นนักนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตัดใจจากสิ่งที่รัก ไปสู่สิ่งที่ไม่รัก ด้วยความจำเป็นบังคับ บ่อยครั้งครับ ที่ชีวิตเราจะเป็นแบบนี้ และสำหรับคนที่เดินมาผิดทางอย่างผมแล้ว ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ถี่หน่อยล่ะครับ


จากการที่ได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ผมพบว่า พี่
โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และ วชิรา รุธิรกนก ต่างก็พูดถึง Dead Poet Society และ วลี Seize The Day อยู่บ่อยครั้ง ผมว่าการได้พบเห็นวลีนี้ คงเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งหรอกครับ แต่ครั้งนี้มันบ่อยเสียจนกระตุกปม ๆ หนึ่งของผมเข้าจนได้

. . .


ถ้าคุณยังจำเรื่อง Love Peace Music Freedom ได้ นอกจากสี่คำนี้แล้ว ยังมีวลี
Seize The Day และคำว่า Carpe diem อีกคำ ที่ก้องอยู่ในใจผมตลอดมา ตั้งแต่เกิดวิกฤตชีวิต ดั่งที่ได้เล่าไว้ นั่นเป็นช่วงชีวิตนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 ซึ่งผมค้นพบแล้ว ว่าชีวิตผมไม่เหมาะกับการเป็นนักเรียนนายเรือ เพราะความโหยหาอิสระ และความไม่ยอมถูกปิดกั้นทางความคิด

Carpe diem นั้นเป็นคำที่มีความหมายว่า Seize The Day หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ฉกฉวยวันเวลาไว้ ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังเรื่อง Dead Poet Society และอินกับหนังเรื่องนี้ ผมว่าคุณจะทำความเข้าใจกับคำ ๆ นี้ได้ไม่ยาก ผมอินถึงขนาดเขียนคำ ๆ นี้มันไปทุกที่ตั้งแต่ แผ่นซีดีเพลง , สมุดจด , ชายเสื้อยืด ไปยันหมวกแก๊บ (สมัยนั้นเข้าใจผิด คิดว่าเขียนว่า Capadium)

Capadium = Seize the Day

ในเรื่อง Dead Poet Society นั้น เป็นเรื่องของโรงเรียนประจำชายล้วนแห่งหนึ่ง ที่มีกฏระเบียบเข้มงวด และเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ที่ผู้ดีทุกคน อยากจะส่งลูกเข้าเรียน เพื่อให้ลูกจบออกมา พร้อมด้วยความเป็นผู้ดี อยู่ในกฏระเบียบ และเป็นหน้าเป็นตาในสังคม (ของพ่อแม่)

Dead Poet Society

ชีวิตในโรงเรียนน่าเบื่อ และกดดันเด็กนักเรียนในโรงเรียนนี้มาก ๆ ไม่มีใครกล้าคิดนอกกรอบ จนนักเรียนขาดความมีชีวิตชีวา อย่างที่เด็ก ๆ ควรจะมี จนกระทั่งวันหนึ่ง ครู John Keating ผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งนำแสดงโดย Robbie William ได้เข้ามาแหกกฏนั้น และดึงนักเรียนออกสู่การคิดแบบนอกกรอบ ด้วยการปฏิวัติรูปแบบการเรียนการสอน ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เค้าสนับสนุนให้เด็ก ๆ รู้จักใช้จินตนาการ คะยั้นคะยอให้เด็ก ๆ ร่วมกันแต่งกลอน แสดงละครเวที และแอบหนีออกจากหอพักเพื่อมาชุมนุมกันใน ถ้ำลับแห่งหนึ่ง โดยตั้งชื่อสมาคมลับนี้ว่า
Dead Poet Society

John Keating (Robbie William)

หลังจากนั้น เด็ก ๆ ในชั้นเรียนของเค้า ก็กลับกลายเป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ไฟฝันถูกจุดขึ้นมาใหม่ภายใต้ความหนาวเย็นของบรรยากาศ แต่สุดท้าย เหตุการณ์น่าสลดก็เกิดขึ้นกับเด็กชายคนหนึ่ง เมื่อพ่อแม่ ผู้คาดหวังในตัวลูกชายมาก พบว่า ลูกชายกำลังทำตัวออกนอกลู่นอกทางอันสวยหรู ที่พ่อแม่อุตส่าห์วางไว้ให้ จนท้ายสุด เด็กชายตัดสินใจลั่นไกปืน ใส่ตัวเอง และจบชีวิตลง พร้อมกับความรู้สึกสำนึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่


เหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เอง ซึ่งนำพาผมไปสู่ตำแหน่งเดียวกับ เด็กชายคนนั้น คือมือกำปืนอยู่ในมือ และลังเลว่าจะลั่นไกสังหารตัวเองดีหรือไม่ แต่แล้วผมก็ไม่กล้าพอ ภาพฉากที่พ่อแม่ของเด็กชายคนนั้นกำลังร้องไห้ ซ้อนทับเข้ามา และผมก็ตัดสินใจ เก็บปืนกระบอกนั้นเข้าที่เดิมของมัน และกลับขึ้นห้องนอนทั้งน้ำตา


ผมรู้สึกผิดหวังกับการที่ต้องเดินหน้าต่อไป บนเส้นทางอันทนทุกข์นี้ แต่ผมก็ต้องเดิน ผมสงสารแม่เกินกว่าที่จะเห็นใจตัวเอง ดังนั้น ทางออกของผมต่อไปก็คือ การตั้งสมาคมลับ
Dead Poet Society ขึ้นบ้าง ผมเลือกใช้ห้องซ้อมดนตรีของเป็นที่ชุมนุม เพราะห้องนี้เป็นห้องที่เงียบสงบ เสียงจากภายในจะไม่มีทางรอดออกไปภายนอกได้ เพราะเป็นห้องเก็บเสียง และห้องนี้ก็เป็นห้องที่มีม่านปิดมิดชิด มีลำโพงเบสขนาดใหญ่ ซ้อนหนาบังแสงไฟจากภายในไม่ให้เล็ดลอดออกสู่ภายนอก

Dead Poet Society ของผม และเพื่อนนอกคอกอีก 3 คน เริ่มต้นขึ้น ณ ห้องแห่งนี้ ไม่ต่างไปจาก ถ้ำลับในหนัง พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ซึ่งชีวิตของแต่ละไม่ต่างไปจากในนิยายน้ำเน่าเลย ผมพบว่าเพื่อนทั้งสามคนมีปัญหาชีวิตหนักหนาสาหัสกว่าผมยิ่งนัก เพราะพ่อแม่แยกทางกัน และไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เหมือนผม ถ้าจะนับความรันทดแล้ว ผมอยู่ในอันดับท้าย ๆ เลย และเป็นบุคคลที่ไม่ควรจะเป็นเด็กมีปัญหาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น ผมก็มีปัญหาครับ

พวกเราอยู่ในโรงเรียนนายเรือ ทำตัวเหมือนคนอื่นปกติ แต่พอตกค่ำ หลังแตรนอน และตรวจเวรทำความสะอาดเสร็จแล้ว เราจะแอบมารวมตัวกันที่ห้องนี้ โดยเราจะมีวิธีในการเปิดห้องลับนี้ และมีรหัสลับสำหรับเคาะประตูให้คนที่อยู่ข้างในมาเปิดห้องให้ ในกรณีที่มีคนอยู่ในห้องแล้ว เราจะไม่สามารถเปิดห้องได้ ต้องให้คนข้างในมาเปิดห้องให้เท่านั้น


เราแทบจะใช้ทุกช่วงเวลาที่ว่างมาหลบซ่อนอยู่ในห้องนี้ นั่งคุยกัน ถกปัญหา ด่ารุ่นพี่ ปรึกษาปัญหาความรัก ทำการบ้าน ฟังเพลง แต่งเพลง แกะเพลง เล่นกีต้าร์เบา ๆ กันในห้องนี้ ภายใต้แสงไฟจากดวงไฟอ่านหนังสือ ขนาด 40 วัตต์

ที่นี่และช่วงนี้่เองที่ผม
เริ่มซึมซับดนตรีแจ๊ส , บลูส์ , คลาสสิค , เวิล์ดมิวสิค , ดิสโก้ , alternative ยุค 80s-90s เพราะเราต่างคนต่างก็มีดนตรีในแบบที่เราชอบ และเราก็นำมาแบ่งกันฟัง มาศึกษา และวิจารณ์ รวมถึงบางทีก็ช่วยกันแกะเพลงที่เราชื่นชอบ มาร้องเล่นด้วยกัน ในเวลาซ้อมจริง ๆ ของชมรม

พอ ดึก ๆ เริ่มง่วง ก็จะค่อย ๆ ย่องออกจากห้อง เพื่อกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง แต่บางครั้งเราก็นอนกันที่นี่เลย โดยเฉพาะช่วงสอบ พวกเรามักจะมานั่งอ่านหนังสือรวมกัน เนื่องจากเราเรียนเหมือน ๆ กัน ดังนั้น จึงช่วย ๆ กันติวได้


หลัง จากที่จบชั้นปีที่หนึ่ง ขึ้นปีที่สอง เพื่อนเราคนหนึ่งจากไป ปราชญ์ เอมสมโต ขอลาออกจากโรงเรียน เนื่องจากทนแรงกดดัน และการขาดอิสรภาพทางความคิดไม่ได้ ปราชญ์มีความฝัน อยากจะเป็นนักดนตรี อยากเป็นมือกีต้าร์ เขาจึงลาออกไป เพื่อทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง พวกเราเข้าใจในเหตุผลของ
ปราชญ์ดี และเราก็คงเหลือสมาชิกกลุ่มเพียงแค่สามคน

ขึ้น ปีที่สอง เพื่อนผมคนหนึ่งใส่ไข่ ซ้ำชั้นไม่ได้ตามขึ้นชั้นสามมาด้วย จริง ๆ เพื่อนคนนี้เป็นคนเรียนเก่ง หัวดี แต่สาเหตุที่ตกมาจากความกดดันทางครอบครัว เป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่มันบอกว่า บัดซบมาก ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เราทั้งสามก็ยังรวมตัวกันที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้ จนจบ


. . .


ตลอด เวลาที่เป็นนักเรียนนายเรือ ผมพยายาม ฉกฉวยวันเวลาเอาไว้ รวมถึงโอกาสต่าง ๆ นานาด้วย ผมมีกิจกรรมที่ไม่เหมือนนักเรียนนายเรือคนไหน ๆ มี เช่น ส่งงานออกแบบสมุดโน๊ต เข้าประกวด , เป็นครูสอนคอมพิวเตอร์เด็กอนุบาล , ทำบทความสอน Photoshop ที่ Thaigraph.com , เข้าร่วมสัมมนาของ Adobe Macromedia Mac , ร่วมเสวนากับสมาคมเว็บมาสเตอร์แห่งประเทศ และ Thaiclean.net , เป็นบรรณาธิการวารสารสามสมอ ซึ่งทำเองเกือบทั้งเล่ม ไปขลุกอยู่ในโรงพิมพ์หลาย ๆ วัน , ใช้เครื่อง Mac (ก่อน Mac ยุคสตีฟ จ๊อบส์กลับมานะครับ) , ทำหนังสือรุ่น (คนเดียวอีกเช่นกัน) , เดินถ่ายภาพเล่น ภายในโรงเรียนนายเรือ ซึ่งในสมัยนั้น มันไม่มีใครเค้าทำกัน , ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน โดยเฉพาะงานเล่นดนตรีตามงานต่าง ๆ และงานสามสมอ ผมมีความสุขกับการได้ทำงานเหล่านี้ครับ

ด้วย การใช้ชีวิตแบบนี้ ถ้านำไปเปรียบเทียบกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ผมคงเป็นนักกิจกรรมตัวยง แต่ด้วยสภาพความเป็นนักเรียนนายเรือ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผมทำแบบนั้นได้บ่อยนัก ดังนั้น ผมจึงฉกฉวยโอกาสได้เท่าที่มีกำลังความสามารถ

ผมอิจฉา นักศึกษา ที่สามารถทำกิจกกรรมได้อย่างอิสระ และหลากหลายกว่าผมมากนัก บอกตามตรงครับ ผมอ่าน
Wake uP! แล้ว ผมอิจฉา บ.ก. ทั้งสามท่าน อิจฉาน้อง ๆ a team junior อิจฉา Monotone ที่สามารถฉกฉวยเวลาดี ๆ เหล่านั้นไว้ได้

Seize The Day - Carpe Diem


หากจะให้เลือกหนัง ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของผมสักเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้น จะเป็นเรื่องใดไปไม่ได้นอกจาก
Dead Poet Society และผมเชื่อว่า หนังเรื่องนี้ได้มอบความคิดขบถ ให้กับใครหลาย ๆ คนอีกมากมาย ทั้ง คุณ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และ คุณ วชิรา รุธิรกนก คงจะได้ความคิดขบถ มาจากหนังเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้น เราคงไม่ได้เห็น a day หรอกครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ปัญหาบางอย่างเกิดในช่วงอายุที่ยังเด็กนักก็ไม่แปลกที่คิดไม่ตก คุณเจ้าชายน้อยโชคดีที่ผ่านช่วงวิกฤตไปได้

#1 By Catch me if u can (58.137.40.195) on 2007-06-08 08:27

Seize The Day !!!

#2 By เด็กจิตตก on 2007-06-08 08:43


ความขยัน ความตั้งใจ ที่น่าชื่นชมครับ

#3 By AkE on 2007-06-08 09:01

Seize The Day !!! (too) ^o^ /

#4 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-06-08 09:31

เป็นหนังที่ให้แรงบันดาลใจเช่นกันค่ะ ดูแล้วทำให้คิดได้ว่า

ชีวิตนี้ยังอีกไกล เราไม่ควรตัดสินปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย

เราเลือกที่จะทำสิ่งที่เราชอบได้

#5 By *บลาสต์ on 2007-06-08 09:37

ขอแสดงความยินดีที่ได้ผ่านช่วงชีวิตที่ถูกกดดันมาได้ด้วยสติและความอดทน

ปัจจุบันได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการและชอบแล้วใช่ไหมคะ

#6 By MayaKniGht on 2007-06-08 10:10

มาพยายามกันเถอะ
มีคนมากมายได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้และคำสองคำนี้
แม้แต่ในบทละครเวทีเรื่องแอนน์ แฟรงค์ยังมีเลยค่ะ
ถ้าจะให้นิยามเป็นภาษาไทย อาจจะพูดได้ว่า คว้าโอกาสหรือไม่ก็ ทำทุกวันให้มีค่า คงจะได้เหมือนกัน
ชอบเรื่องนี้มากเหมือนกันค่ะ
สมัยก่อนลงทุนไปซื้อวีดีโอมาเก็บเป็นสมบัติเลย
เปิดดูก็หลายรอบ
หวังว่าจะเห็นทหารเรือแนวใหม่สักคนนะคะ

#9 By ยายแม่บ้าน on 2007-06-08 12:25

แวะมาบอกว่า... คืนวันเสาร์ผมไปสัตหีบค๊าบบ ค้าง ๑ คืน กลับรถ ขส.ทร.เที่ยวสุดท้ายจากสัตหีบครับ ถ้าพี่ชายน้อยอยู่ สัตหีบ จะได้แวะไปทักทายครับป๋ม

#10 By เด็กจิตตก on 2007-06-08 12:46

หนังเรื่องนี้ชอบมาก และสะเทือนใจกับตอนท้ายของเรื่องที่เด็กตัดสินใจจบชีวิตลงเพื่อเป็นการจบปัญหา ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาไม่เคยจบลงพร้อมกับชีวิตของใคร

#11 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-06-08 12:54

เคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ยังใช้ได้เสมอๆนะคะ เรื่องการคิดนอกกรอบ เพื่อค้นหาสิ่งต่างๆที่ซ่อนอยู่

คุณเจ้าชายน้อยโชคดีนะคะที่ไม่คิดสั้นเสียก่อน

#12 By reafre on 2007-06-08 14:24

อุปสรรคสอนให้เราเติบโต
แล้วคุณก็ผ่านมันมาได้
นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่คุณภูมิใจ
เพิ่งได้รู้ครับว่าชีวิตตอนเรียนคุณเจ้าชายน้อยกดดันมากๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องปิดกั้นทั้งทางความคิด การกระทำ มันทำให้พวกเขาควบคุมเราได้ง่ายหรือไง ผมไม่อาจรู้ได้ว่าเรื่องปืนในมือที่คุณถือตอนนั้นคืออะไรเป็น metaphor หรือเปล่า แต่ทุกอย่างก็หล่อหลอมคุณให้ออกมาเป็นคนดีจนถึงทุกวันนี้ครับ

#14 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-08 20:55

ตอบคุณมนุษย์ในกล่องครับ

เรื่องจริงครับ ไม่ได้โม้ (เป็นปืนของพ่อครับ)

#15 By เจ้าชายน้อย on 2007-06-08 21:29

แต่เมื่อผ่านวันนั้นมาได้ ก็น่าภูมิใจมากเลยนะคะ

พออ่านเรื่องของคุณเจ้าชายน้อยแล้วทำให้รู้สึกเลยว่าปัญหาที่เราพบเจอมันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วจริง ๆ
ลองอ่าน underdog talk ดูค่ะ

สนุกมากๆ

ฮาทั้งเล่มเลย เล่มเล็กจี๊ดเดียวเอง ไม่อยากรีบอ่านให้จบเลยค่ะ

ถึง คุณเจ้าชายน้อย
จำได้ว่าตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเป็นวิดีโอ
ซึ้งมากเลยครับ ตั้งแต่นั้นมาหนังเรื่องไหน
โรบิน วิลเลี่ยม เล่นเป็นต้องหามาดูทันทีครับ

#18 By Old Mustang on 2007-06-08 22:32

จะว่าไปผมก็เป็นนะ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องออกมาทำอะไร อยู่คนเดียวๆเงียบๆก็เพียงพอแหล่ะ

#19 By Fenix M. Lastwaltz on 2007-06-09 07:55

เชื่อว่าใครที่อ่าน a day ก็คงเคยได้ยิน ได้ดู หรือผ่านตากับหนังเรื่องนี้ทุกคน
ยังไม่เคยดูเลยค่ะ น่าสนใจมากๆ

คนเรามักจะหาทางออกให้กับตัวเองค่ะ เพราะมนุษย์ปรับตัวได้เก่ง ถ้าทนไม่ได้ก็หมายถึงอยู่ไม่ได้ บางที่ก็เหมาะสำหรับแค่บางคนด้วยซ้ำ ใครที่หาตัวเองเจอก่อนว่าเกิดมาเพื่ออะไรนั่นล่ะสุดยอดแล้วค่ะ

#20 By sorbet* on 2007-06-09 10:04

ถ้าเป็นเรื่องของการทนอยู่ไม่ได้ละก็

ผมยกย่องมนุษย์นี่แหล่ะคับ

เพราะถ้ามองถึงส่วนเล็กๆ น้อยๆ แล้ว

แม้แต่ร่างกายเราก็ยังต้องเปลี่ยน อิริยาบทอยู่ตลอดเวลาเพื่อหนีทุกข์

จิตใจยังไม่ต้องกล่าวถึง มันยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก เพราะทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้

ไม่แปลกเลยนะคับที่ทุกคนจะต้องพยายามหาทางที่จะได้เจอกับความสุข

แต่ก็ยังไม่พบซะที ผมเองก็ยังคับ ....ยังไม่พบความสุขที่แท้จริง เลย

#21 By Q... on 2007-06-09 15:28

ปกติไม่ค่อยจะอ่านบล๊อคที่อัพยาว ๆ แบบนี้หรอกนะคะ (ทั้งที่ตัวเองก็เขียนยาวโคด ๆ)
แต่วันนี้อ่านแบบตั้งใจจริง ๆ
ถึงนาน ๆ จะเข้ามาที แต่อ่านทีไรก็รู้สึกว่าได้อะไรกลับไปหลายอย่างจริง ๆ ค่ะ
ขอบคุณสำหรับแนวคิดดี ๆ ขอบคุณจริง ๆ

#22 By ~นางฟ้าไซส์ XL~ (203.114.115.75) on 2007-06-09 22:52

ดีแล้วครับที่คุณไม่ได้ปลดเซฟตี้ล๊อค แล้วเหนี่ยวไก ไม่งั้นคงไม่ได้มาเจอกัน

#23 By มนุษย์กล่อง on 2007-06-09 23:18

มาแล้วๆ

#24 By ::NamWarn:: on 2007-06-10 12:47

อิจฉาคนได้อัพบลอกติดกันๆ
เปิดเทอมมา ยุ่งเป็นลิงเข้าห้องเชียร์ทุกวันเล้ยยย
เราก็ อ่านหนังสือที่ได้จาก a book fair จบไป2เล่มแล้ว ชอบ "ถูกและดี" จัง ดีจริงๆ อ่า

#25 By chenlee on 2007-06-10 17:18

- - เมื่อเราผ่านมันมาได้

- - ทุกอย่างก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

- - แต่สำหรับพี่เจ้าชายน้อย

- - คงจะเป็นความทรงจำที่หนักหน่อยอ่ะคะ

- - แต่ก็เป็นความทรงจำที่ดี

- - เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

#26 By Evil-minded Angel on 2007-06-10 23:46

seize the day! คำพูดสำหรับคนที่ยังมี"ชีวิต"จริงๆ

Dead Poet Society หนังที่ได้ข้อคิดหลายแง่เหมือนกัน แต่จำเนื้อเรื่องตอนกลางๆไม่ค่อยได้แล้วแฮะ

#27 By reed on 2007-06-11 00:29

เข้ามาตอบ เรื่องสูตรบานอฟฟี่ค่ะ
ขนมปังไดเจสตีฟ ก็ คือ พวกแครกเกอร์ รสจืด อ่าค่ะ หรือจะเป็นขนมปังบุหรี่(เรียกงี้ป่าวไม่แน่ใจ)ที่ขายเป็นปี๊ปๆ ก็ได้ค่ะ
ส่วนอัลมอลด์ ฝาน มีขายแบบ อบเรียบร้อยที่วิลล่า แล้วก็ foodland ค่ะ

#28 By chenlee on 2007-06-11 20:28

บล็อกของเจ้าชายน้อยสนุกดีค่ะ

Dead poet Society หนังที่ทำให้เราต้องกินน้ำตาตัวเองเลยนะนี่ ตอนจบเศร้ามั่กๆ เราชอบตอนที่ทุกคนขึ้นไปยืนบนโต๊ะค่ะ

เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่ได้เรียนในสิ่งที่เราฝันไว้นะ เราเรียนคณะที่ที่บ้านเลือกให้ ปรากฏว่าเราเข้าเรียนน้อยมากจริงๆ เราว่าทุกคนควรได้เรียนและทำในสิ่งที่เรารักนะ จะได้เป็นคนขยันเนอะ

แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็ทำสิ่งที่เรารักได้อยู่ดีแหละ ตัวอย่างเช่น คุณเจ้าชายน้อยเป็นต้น

เราดีใจที่คุณเจ้าชายน้อยเก็บปืนได้ทันเวลา ไม่งั้นเราคงอดอ่านเรื่องราวดีๆมากมายที่นี่ รวมทั้งอดดูรูปหมีขาวอันแสนน่ารัก (ในใจลึกๆอยากให้เป็นหมูขาว)

เราว่าได้มีโอกาสเรียนร.ร.นายเรือดีออก ทุกคนจะรักกันมาก เรารู้มาว่าโดนจับไปปล่อยเกาะด้วยกันด้วย น่าสนุกออก

ได้ยินมาว่าทหารเรือใจดี และทำกับข้าวอร่อย

ตอนแรกเรากะจะไม่เม้นต์บล็อกนี้นะเนี่ย เพราะเราฝันจะเป็นโจรสลัด เส้นทางของเราขนานกัน ไว้เจอกันในทะเลนะ ถึงตอนนั้นเราคงไม่ยิ้มให้อย่างงี้หรอก

#29 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.143) on 2007-06-12 04:15

ช่างเป็นโรงเรียนที่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้าจริงๆนะเออ โรงเรียนทหารเนี่ย

#30 By อังคาร 22 on 2007-06-12 09:41

สงสัยช่วงนี้พี่ชายน้อยไม่ว่างแหะ ไม่เห็นมาอัพ ไม่เป็นไรครับ แค่จะแวะมาบอกว่า นู๋เป๋อเลิกดองแล้วครับ

#31 By เด็กจิตตก on 2007-06-12 16:15

เป็นอีกคนนึงที่ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ก็ผ่านมันมาได้ แต่ชีวิตวัยเรียนช่วงนั้นก็มีทั้งสุขทั้งเศร้าผสมปนเปกันไปอ่ะนะ

ปล.ดูหนังแบบผู้กองไม่ได้อ่ะ เครียดค่ะเครียด

#32 By Nemo on 2007-06-13 12:43

เม้นหั้ยนะ

ท่าทางจะขยันมากอ่ะ พิมสะยาว

:)

ยังไม่เคยดูหรอกนะคะ

แต่อ่านแล้ว

ก้อยากดูนะ

แต่ ข้าพเจ้าจะหาได้จากที่ใด*

#34 By ๐ is • am • are ๐ on 2007-06-14 09:56

หลงเข้ามาเพราะ ชื่อบล๊อกแท้ๆ
แต่... อ่านแล้วชอบบล็อกนี้นะคะ
เป็นบล็อกที่ดีจริงๆ ค่ะ

#35 By ครูหลังเขา* on 2007-06-15 14:41

ขยันอ่านจังครับ
ชอบ Dead Poet Society เหมือนกัน

#36 By CaNDY CoME BaCK on 2007-06-16 20:54

แวะมาเยี่ยม..คะพี่ชาย

นอนหลับฝันดีคะ

#37 By Nindë Faelivrin on 2007-06-16 23:19

ถึง คุณเจ้าชายน้อย
แวะเข้ามาเยี่ยมครับ ช่วงนี้เรียนหนักไหมครับ
ยังไงระวังเรื่องสุขภาพด้วยนะครับ เพราะช่วงนี้
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยครับ

#38 By Old Mustang on 2007-06-17 01:59

ดะพัคะพรึค

#39 By งง (203.147.10.27 /192.168.1.219) on 2007-07-06 15:22