Seize The Day

posted on 08 Jun 2007 07:26 by zedth in Diary

หลังจากที่กลับมาจากงาน a book fair ผมตั้งใจว่าจะพักจากการอ่านหนังสืออ่านเล่น สักระยะหนึ่งครับ เพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ และทบทวนตำรับตำราได้มากขึ้น แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ทำยากเสียเหลือเกินครับ มาถึงวันนี้ (วันพุธที่ 6 มิ.ย. 50) ผมอ่าน Wake uP! จบไปแล้ว และกำลังเปิด a day story ของ พี่ โหน่ง วงศ์ทนง อ่านอยู่ และอัพบล๊อกติดกันทุกวัน (น่าตีจริง ๆ)

การตัดใจจากสิ่งที่เรารัก เราชอบ นี่มันยากเย็นนักนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตัดใจจากสิ่งที่รัก ไปสู่สิ่งที่ไม่รัก ด้วยความจำเป็นบังคับ บ่อยครั้งครับ ที่ชีวิตเราจะเป็นแบบนี้ และสำหรับคนที่เดินมาผิดทางอย่างผมแล้ว ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ถี่หน่อยล่ะครับ

จากการที่ได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ผมพบว่า พี่ โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และ วชิรา รุธิรกนก ต่างก็พูดถึง Dead Poet Society และ วลี Seize The Day อยู่บ่อยครั้ง ผมว่าการได้พบเห็นวลีนี้ คงเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งหรอกครับ แต่คราวนี้มันบ่อยเสียจนกระตุกปม ๆ หนึ่งของผมเข้าจนได้

. . .

ถ้าคุณยังจำเรื่อง Love Peace Music Freedom ได้ นอกจากสี่คำนี้แล้ว ยังมีวลี Seize The Day และคำว่า Carpe diem อีกคำ ที่ก้องอยู่ในใจผมตลอดมา ตั้งแต่เกิดวิกฤตชีวิต ดั่งที่ได้เล่าไว้ นั่นเป็นช่วงชีวิตนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 ซึ่งผมค้นพบแล้ว ว่าชีวิตผมไม่เหมาะกับการเป็นนักเรียนนายเรือ เพราะความโหยหาอิสระ และความไม่ยอมถูกปิดกั้นทางความคิด

Carpe diem นั้นเป็นคำที่มีความหมายว่า Seize The Day หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ฉกฉวยวันเวลาไว้ ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังเรื่อง Dead Poet Society และอินกับหนังเรื่องนี้ ผมว่าคุณจะทำความเข้าใจกับคำ ๆ นี้ได้ไม่ยาก ผมอินถึงขนาดเขียนคำ ๆ นี้มันไปทุกที่ตั้งแต่ แผ่นซีดีเพลง , สมุดจด , ชายเสื้อยืด ไปยันหมวกแก๊บ (สมัยนั้นเข้าใจผิด คิดว่าเขียนว่า Capadium

Capadium = Seize the Day

ในเรื่อง Dead Poet Society นั้น เป็นเรื่องของโรงเรียนประจำชายล้วนแห่งหนึ่ง ที่มีกฏระเบียบเข้มงวด และเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ที่ผู้ดีทุกคน อยากจะส่งลูกเข้าเรียน เพื่อให้ลูกจบออกมา พร้อมด้วยความเป็นผู้ดี อยู่ในกฏระเบียบ และเป็นหน้าเป็นตาในสังคม (ของพ่อแม่)

Dead Poet Society

ชีวิตในโรงเรียนช่างน่าเบื่อหน่าย และกดดันเด็กนักเรียนในโรงเรียนนี้มาก ๆ ไม่มีใครกล้าคิดนอกกรอบ จนนักเรียนขาดความมีชีวิตชีวา อย่างที่เด็ก ๆ ควรจะมี จนกระทั่งวันหนึ่ง ครู John Keating ผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งนำแสดงโดย Robbie William ได้เข้ามาแหกกฏนั้น และดึงนักเรียนออกสู่การคิดแบบนอกกรอบ ด้วยการปฏิวัติรูปแบบการเรียนการสอน ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เค้าสนับสนุนให้เด็ก ๆ รู้จักใช้จินตนาการ คะยั้นคะยอให้เด็ก ๆ ร่วมกันแต่งกลอน แสดงละครเวที และแอบหนีออกจากหอพักเพื่อมาชุมนุมกันในถ้ำลับแห่งหนึ่ง โดยตั้งชื่อสมาคมลับนี้ว่า Dead Poet Society

John Keating (Robbie William)

หลังจากนั้น เด็ก ๆ ในชั้นเรียนของเค้า ก็กลับกลายเป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ไฟฝันถูกจุดขึ้นมาใหม่ภายใต้ความหนาวเย็นของบรรยากาศ แต่สุดท้าย เหตุการณ์น่าสลดก็เกิดขึ้นกับเด็กชายคนหนึ่ง เมื่อพ่อแม่ผู้คาดหวังในตัวลูกชายมาก พบว่า ลูกชายกำลังทำตัวออกนอกลู่นอกทางอันสวยหรู ที่พ่อแม่อุตส่าห์วางไว้ให้ จนท้ายสุด เด็กชายตัดสินใจลั่นไกปืนใส่ตัวเอง และจบชีวิตลง พร้อมกับความรู้สึกสำนึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่

เหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เอง ซึ่งนำพาผมไปสู่ตำแหน่งเดียวกับ เด็กชายคนนั้น คือมือกำปืนอยู่ในมือ และลังเลว่าจะลั่นไกสังหารตัวเองดีหรือไม่ แต่แล้วผมก็ไม่กล้าพอ ภาพฉากที่พ่อแม่ของเด็กชายคนนั้นกำลังร้องไห้ ซ้อนทับเข้ามา และผมก็ตัดสินใจ เก็บปืนกระบอกนั้นเข้าที่เดิมของมัน และกลับขึ้นห้องนอนทั้งน้ำตา

ผมรู้สึกผิดหวังกับการที่ต้องเดินหน้าต่อไป บนเส้นทางอันทนทุกข์นี้ แต่ผมก็ต้องเดิน ผมสงสารแม่เกินกว่าที่จะเห็นใจตัวเอง ดังนั้น ทางออกของผมต่อไปก็คือ การตั้งสมาคมลับ Dead Poet Society ขึ้นบ้าง ผมเลือกใช้ห้องซ้อมดนตรีของโรงเรียนเป็นที่ชุมนุม เพราะห้องนี้เป็นห้องที่เงียบสงบ เสียงจากภายในจะไม่มีทางลอดออกไปภายนอกได้ เพราะเป็นห้องเก็บเสียง และห้องนี้ก็เป็นห้องที่มีม่านปิดมิดชิด มีลำโพงเบสขนาดใหญ่ ซ้อนหนาบังแสงไฟจากภายในไม่ให้เล็ดลอดออกสู่ภายนอก

Dead Poet Society ของผมและเพื่อนนอกคอกอีก 3 คน เริ่มต้นขึ้น ณ ห้องแห่งนี้ ไม่ต่างไปจาก ถ้ำลับในหนัง พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ซึ่งชีวิตของแต่ละคนไม่ต่างไปจากในนิยายน้ำเน่าเลย ผมพบว่าเพื่อนทั้งสามคนมีปัญหาชีวิตหนักหนาสาหัสกว่าผมยิ่งนัก เพราะพ่อแม่แยกทางกัน และไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เหมือนผม ถ้าจะนับความรันทดแล้ว ผมอยู่ในอันดับท้าย ๆ เลย และเป็นบุคคลที่ไม่ควรจะเป็นเด็กมีปัญหาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น ผมก็มีปัญหาครับ

พวกเราอยู่ในโรงเรียนนายเรือ ทำตัวเหมือนคนอื่นปกติ แต่พอตกค่ำ หลังแตรนอน และตรวจเวรทำความสะอาดเสร็จแล้ว เราจะแอบมารวมตัวกันที่ห้องนี้ โดยเราจะมีวิธีในการเปิดห้องลับนี้ และมีรหัสลับสำหรับเคาะประตูให้คนที่อยู่ข้างในมาเปิดห้องให้ ในกรณีที่มีคนอยู่ในห้องแล้ว เราจะไม่สามารถเปิดห้องได้ ต้องให้คนข้างในมาเปิดห้องให้เท่านั้น

เราแทบจะใช้ทุกช่วงเวลาที่ว่างมาหลบซ่อนอยู่ในห้องนี้ นั่งคุยกัน ถกปัญหา ด่ารุ่นพี่ ปรึกษาปัญหาความรัก ทำการบ้าน ฟังเพลง แต่งเพลง แกะเพลง เล่นกีต้าร์เบา ๆ กันในห้องนี้ ภายใต้แสงไฟจากดวงไฟอ่านหนังสือ ขนาด 40 วัตต์

ที่นี่และช่วงนี้่เองที่ผมเริ่มซึมซับดนตรีแจ๊ส , บลูส์ , คลาสสิค , เวิล์ดมิวสิค , ดิสโก้ , alternative ยุค 80s-90s เพราะเราต่างคนต่างก็มีดนตรีในแบบที่เราชอบ และเราก็นำมาแบ่งกันฟัง มาศึกษา และวิจารณ์ รวมถึงบางทีก็ช่วยกันแกะเพลงที่เราชื่นชอบ มาร้องเล่นด้วยกัน ในเวลาซ้อมจริง ๆ ของชมรม

พอดึก ๆ เริ่มง่วง ก็จะค่อย ๆ ย่องออกจากห้อง เพื่อกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง แต่บางครั้งเราก็นอนกันที่นี่เลย โดยเฉพาะช่วงสอบ พวกเรามักจะมานั่งอ่านหนังสือรวมกัน เนื่องจากเราเรียนเหมือน ๆ กัน ดังนั้น จึงช่วย ๆ กันติวได้

หลังจากที่จบชั้นปีที่หนึ่ง ขึ้นปีที่สอง เพื่อนเราคนหนึ่งจากไป ปราชญ์ ขอลาออกจากโรงเรียน เนื่องจากทนแรงกดดัน และการขาดอิสรภาพทางความคิดไม่ได้ ปราชญ์มีความฝัน อยากจะเป็นนักดนตรี อยากเป็นมือกีต้าร์ เขาจึงลาออกไป เพื่อทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง พวกเราเข้าใจในเหตุผลของ ปราชญ์ดี จริงๆ แล้วผมอยากมีความกล้า และทำให้ได้อย่างปราชญ์ด้วยซ้ำ และเราก็คงเหลือสมาชิกกลุ่มเพียงแค่สามคน

ขึ้นปีที่สอง เพื่อนผมคนหนึ่งใส่ไข่ ซ้ำชั้นไม่ได้ตามขึ้นชั้นสามมาด้วย จริง ๆ เพื่อนคนนี้เป็นคนเรียนเก่ง หัวดี แต่สาเหตุที่ตกมาจากความกดดันทางครอบครัว เป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่มันบอกว่า บัดซบมาก ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เราทั้งสามก็ยังรวมตัวกันที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้ จนจบ

. . .

ตลอดเวลาที่เป็นนักเรียนนายเรือ ผมพยายาม ฉกฉวยวันเวลาเอาไว้ รวมถึงโอกาสต่าง ๆ นานาด้วย ผมมีกิจกรรมที่ไม่เหมือนนักเรียนนายเรือคนไหน ๆ มี เช่น ส่งงานออกแบบสมุดโน๊ต เข้าประกวด , เป็นครูสอนคอมพิวเตอร์เด็กอนุบาล , ทำบทความสอน Photoshop ที่ Thaigraph.com , เข้าร่วมสัมมนาของ Adobe Macromedia Mac , ร่วมเสวนากับสมาคมเว็บมาสเตอร์แห่งประเทศ และ Thaiclean.net , เป็นบรรณาธิการวารสารสามสมอ ซึ่งทำเองเกือบทั้งเล่ม ไปขลุกอยู่ในโรงพิมพ์หลาย ๆ วัน , ใช้เครื่อง Mac (ก่อน Mac ยุคสตีฟ จ๊อบส์กลับมานะครับ) , ทำหนังสือรุ่น (คนเดียวอีกเช่นกัน) , เดินถ่ายภาพเล่น ภายในโรงเรียนนายเรือ ซึ่งในสมัยนั้น มันไม่มีใครเค้าทำกัน , ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน โดยเฉพาะงานเล่นดนตรีตามงานต่าง ๆ และงาน