สวัสดีครับ วันนี้ขอเขียนเรื่องเครียด ๆ สักเรื่องหนึ่งก็แล้วกันนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับข่าว นักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) กรัณฑ์ อรชน ที่เสียชีวิตจากการลงโทษของรุ่นพี่น่ะครับ

ซึ่งข่าวนี้เป็นที่โด่งดังอยู่พอสมควร เพราะโดยปกติ คนทั่ว ๆ ไป จะไม่ค่อยได้รู้เรื่องภายในของโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ โรงเรียนเหล่าสักเท่าไหร่ แม้แต่ พ่อแม่ ผู้ปกครองยังแทบไม่รู้เลย ว่าลูก ๆ ของตนที่ส่งไปเรียนนั้น เจอะเจออะไรกันมาบ้าง ดังนั้น พอมีข่าวใหญ่อย่างการถูกทำโทษจนเสียชีวิต จึงเป็นที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

แต่ที่สำคัญ คงเป็นเพราะการเขียนข่าวที่มุ่งประเด็นไปที่ รุ่นพี่ทั้ง 6 นั้น ทำโทษรุนแรงเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ นักข่าว คอลัมนิสต์ ที่เขียนทราบมากขนาดไหนเราก็ไม่รู้ แต่ข่าวที่ออกมา เหมือนจะประนามรุ่นพี่ ให้เหมือนกับการรับน้องโหด ๆ ซึ่งในสายตาของคนที่จบเตรียมทหาร และโรงเรียนเหล่ามาก่อน ผมว่ามันไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน

พวกเรารุ่นพี่ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว ที่จะลงโทษน้อง เพื่อความสะใจหรือ ความสนุกสนาน แต่ลงโทษเพื่อให้รุ่นน้องหลาบจำ และอยู่ในระเบียบวินัย พวกเรารุ่นพี่เคยโดนมาก่อนแล้ว เรารู้ว่าเหนื่อย เครียด หิวมันเป็นอย่างไร และรู้ว่า ระเบียบวินัยของทหารจะดีได้ มันต้องมีการลงโทษ ถ้าไม่มีการลงโทษลงทัณฑ์ ก็จะไม่เกิดระเบียบวินัยติดตัวไปจนตายได้ ดังนั้น เมื่อทำผิดก็ต้องลงโทษ ตามสมควรแก่โทษ ไม่ได้นึกอยู่ดี ๆ อยากทำโทษเพื่อการกลั่นแกล้ง ก็ทำ อย่างนั้นไม่มีแน่นอน ถ้าใครไม่ได้ทำผิดวินัย เราก็จะไม่ลงโทษอยู่แล้ว ตรงกันข้าม คนทำดี เราก็จะส่งเสริมด้วยซ้ำ

เหตุหนึ่งที่ผมไม่ชอบหนังสือพิมพ์ เพราะว่าพวกนี้มั่วข่าวกันพอสมควรครับ เพราะเคยประสบกับคนใกล้ชิดมาแล้ว เมื่อหลายปีก่อน ที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง เขียนข่าวในลักษณะหวือหวา เป็นอาชญากรรม เพื่อให้ข่าวน่าสนใจและขายข่าวได้ แต่คนที่ตกเป็นข่าวนั้น เดือดร้อนอย่างหนัก ถึงขั้นต้องพักราชการและต้องสู้คดีอยู่ถึงปีกว่า ๆ จึงพ้นมลทิน ส่วนคนเขียนข่าวนั้น รับเงินค่าข่าว แล้วก็ลืมเรื่องนั้นไป และหาข่าวมาใส่ไข่ต่อไป

นี่ล่ะครับ มันเป็นอย่างนี้ ผมถึงไม่อยากเชื่อข่าวบ้านเราสักเท่าไหร่นัก กรณีนักเรียนเตรียมทหารนี้ก็เช่นกันครับ
แต่เอาล่ะ ผมจะไม่พูดว่าใครผิดใครถูก ถ้าจะพูด คงต้องบอกว่า แก๊สโซฮอลล์นั่นแหละผิด (ยังจะปล่อยมุขอีกนะ) เพราะผมไม่รู้ข้อเท็จจริงครับ และไม่อยากจะตัดสินใครด้วย เพราะเห็นใจทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายน้องที่เสียชีวิต และ นตท.ทั้ง 6 นาย

ฝ่ายที่เสียชีวิต ก็แน่นอนว่าเห็นใจที่ ต้องมาเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้ง ๆ ที่เริ่มต้นอนาคตของตนเองได้ดีแล้วแท้ ๆ รวมถึงเห็นใจทางพ่อแม่ของน้องด้วย ที่ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักยิ่ง เป็นใคร ใครก็ต้องเสียใจ และข้องใจในสาเหตุการเสียชีวิตของน้องทั้งนั้น

ส่วนน้อง ๆ นตท. ทั้ง 6 นาย ที่ตอนนี้ตกเป็นจำเลยสังคมไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็เห็นใจครับ ซึ่งถ้าเรามองด้วยความเป็นกลางแล้ว เราจะพบว่า น้อง ๆ เหล่านี้ล้วน อายุไม่ถึง 18 สักคน ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ย่อมมี ตามประสาเด็ก ซึ่งเราก็คงเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยครั้ง ว่าแม้แต่ผู้ใหญ่เอง บางทีก็ทำอะไรที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงได้เหมือนกัน

ไม่ใช่ว่าผมเข้าข้างคนผิดนะครับ ความผิดอย่างไรเสียก็เป็นความผิด แต่คนทำผิด ก็ใช่ว่าจะเป็นคนชั่วช้าสามานย์ไปเสียทุกคนเสียเมื่อไหร่ อย่างน้อง ๆ กลุ่มนี้ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ต้องเสียอนาคตในการเป็นนักเรียนเตรียมทหารเกือบจะ 100% แล้ว และไหนจะความรู้สึกผิดที่จะตามหลอกหลอนไปจนตลอดชีวิตอีก จริง ๆ เด็กกลุ่มนี้สมควรที่จะได้รับการเยียวยาจากจิตแพทย์แล้วนะครับ ไม่งั้นอาจจะคิดฟุ้งซ่านอะไรอีกก็เป็นได้ ใครจะรู้ และเด็กเหล่านี้ต้องสมควรได้รับการปกป้องด้วยสิทธิของเยาวชนเช่นเดียวกันนะครับ

ส่วนทางโรงเรียนเตรียมทหาร ผมเองก็เห็นใจเช่นเดียวกัน ที่ต้องตอบคำถามสังคม ต้องสั่งพักการเรียนนักเรียนเตรียมทหาร ต้องหาคนทำผิดมาลงโทษ และก็ไม่พ้นนักเรียนอีกเช่นกัน ถ้าเปรียบโรงเรียนเตรียมทหารเป็นพ่อแม่คน มีลูกคนหนึ่งเสียชีวิต เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของลูกกลุ่มหนึ่ง หรือคนหนึ่ง คนเป็นพ่อแม่นั้น คงไม่อยากลงโทษลูกอีกหรอก นอกเสียจากโทษตัวเอง และทำอย่างไร ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก แต่ไม่ว่าจะลงโทษตัวเองอย่างไร ลูกคนนั้นก็คงไม่ฟื้นกลับมาอีก

แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปก็คงสุดแล้วแต่ การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการตัดสินใจของผู้ใหญ่ ต่อไปคงจะต้องหามาตรการว่าทำอย่างไร จึงจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ได้เป็นอย่างดี ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องใส่ใจกับเรื่อง เวชศาสตร์การกีฬา และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการให้ความใส่ใจกันอยู่บ้าง แต่จะเน้นไปในเรื่องของ โภชนาการกับการออกกำลังกายอย่างไร ให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่า และเราจะไปเน้นในเรื่องของอุปกรณ์ป้องกัน วิธีการป้องกันการบาดเจ็บทางกาย ที่เรามองเห็น เช่น อุบัติเหตุ ขาหัก แขนหัก คอเคล็ด หัวแตก ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่จะมีการป้องกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

แต่เรื่องลึก ๆ อย่างเรื่อง ลิมิตของร่างกาย ที่เราไม่สามารถสังเกตได้ง่าย อย่างเช่นการออกกำลังกายแล้วน๊อค เราอาจจะนึกว่าเกิดเฉพาะกับผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เท่านั้น แต่จริง ๆ คนหนุ่ม คนแข็งแรง ก็อาจหัวใจวายตายเฉียบพลันได้

ร่างกายมนุษย์ต่อให้แข็งแรงหยั่งกับยักษ์กับมารมาจากไหน ก็จะมีอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมาะสมเกณฑ์หนึ่ง ซึ่งถ้าออกกำลังกายจนอัตราการเต้นของหัวใจมากเกินเกณฑ์นี้ ก็อาจจะหัวใจวายตายได้ เรื่องนี้ไปอ่านได้ที่เรื่อง ทำไมการออกกำลังกายอันตรายถึงชีวิต ของ คุณมนุษย์ในกล่อง นะครับ พี่เค้าอธิบายไว้ได้ดีเลยครับ

ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรจะให้ความรู้แก่นักเรียน ในเรื่องการออกกำลังกาย การทำโทษที่จะทำให้เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ และกระดูก ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ผมก็เห็นว่ามีการยกเลิกท่าทำโทษบางอย่าง ที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพ เช่นท่าสก๊อตจัมพ์ หรือที่เรียกว่า สลับเข่า ไปแล้ว แต่กับเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจ ผมยังไม่เห็นว่ามีการสอนสักเท่าไหร่

นอกจากนี้ก็ต้องให้ความสำคัญ กับวิชาปฐมพยาบาล ซึ่งไม่ค่อยได้สอนกันในโรงเรียนเตรียมทหาร หรือโรงเรียนเหล่า แต่สมัยรุ่นผมมีการสอนการปั๊มหัวใจ การช่วยเหลือผู้ป่วยจมน้ำ และหัวใจหยุดเต้น โดยมีการใช้หุ่นยนต์สำหรับการฝึก CPR (ปั๊มหัวใจ) โดยเฉพาะ แต่ไม่รู้ว่ารุ่นหลัง ๆ ยังมีอยู่หรือเปล่า

ส่วนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีต่าง ๆ จะไปเรียนก็ต่อเมื่อเข้าเรียนหลักสูตรพิเศษของเหล่าทัพเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ ผมว่ามีประโยชน์มาก ๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การฝึก และในสนามรบได้อีกด้วย แต่ไม่ค่อยมีคนใส่ใจและพูดถึง

ผมเข้าใจว่าเรื่องของการฝึกความอดทนจิตใจ ก็มีส่วนสัมพันธ์ กับการทำโทษอย่างหนัก อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ผมคิดว่าน่าจะมีหนทางซึ่งโรงเรียนเหล่าทัพ กับหน่วยแพทย์ ต้องมาคุยกัน แล้วหามาตรการที่เหมาะสม ให้อยู่ในหลักวิชาการ ไม่มาก และไม่น้อยเกินไป ไม่อย่างนั้น นายทหารที่จบออกมาก็จะไม่แกร่งพอ ทำงานรับใช้ชาติด้วยความเข้มแข็งไม่ได้อีกครับ

สุดท้าย ผมอยากบอกว่า ในฐานะรุ่นพี่ ผมเห็นใจน้อง ๆ ทั้งหกคน ในขณะเดียวกัน ในฐานะ มนุษย์คนหนึ่ง ก็เห็นใจพ่อแม่ของน้องกรัณฑ์ และเห็นใจโรงเรียนเตรียมทหารด้วย ในฐานะศิษย์ที่จบมาจากสถาบันแห่งนี้ ผมยังเชื่อว่า ระบบของโรงเรียนนี้ดี และสามารถสร้างเด็กคนหนึ่ง ให้แกร่งสมเป็นชายชาติทหารได้

หวังว่า เหตุการณ์เช่นนี้คงจะไม่เกิดขึ้นอีก

ขอไว้อาลัยให้กับ นตท. กรัณฑ์ อรชน และแสดงความเสียใจต่อพ่อแม่ และพี่ชายของน้องด้วยครับ ขอให้น้องไปสู่สุคติยภูมิ และอยู่ในความทรงจำของเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เตรียมทหารทุกคนตลอดไป

ป.ล. ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ เอนทรี่นี้ยาวมาก และเครียดมากครับ

Comment

Comment:

Tweet

#38 By (103.10.228.21|192.168.50.71, 103.10.228.21) on 2015-05-17 11:44

เป็นรุ่นพี่น้องกรัณฑ์อยู่หลายปีครับ ไม่เคยพบ ไม่เคยรู้จักกันครับ บทความนี้ก็เขียนขึ้นจากความรู้สึกที่เคยผ่านโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายเรือมาก่อน และปัจจุบันก็เป็นนายทหารเรือคนหนึ่งครับน้อง ยังงัยก็เมลล์มาคุยกันได้นะครับ ยินดีเสมอ

#37 By เจ้าชายน้อย on 2007-09-22 14:56

อยากรู้จังว่าใครเขียนเรื่องนี้ คุณเป็นเพื่อนกะพี่แฟรงค์เหรอ

#36 By น้องนตท.กรัณฑ์ อรชร (222.123.94.32) on 2007-09-22 13:55

อยากรู้จังว่าใครเขียนเรื่องนี้ คุณเป็นเพื่อนกะพี่แฟรงค์เหรอ

#35 By น้องนตท.กรัณฑ์ อรชร (222.123.94.32) on 2