วันอาภากร

posted on 19 May 2007 12:24 by zedth in Navy-Story

วันนี้ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของทหารเรือไทย ซึ่งหลาย ๆ คน คงจะรู้จักพระองค์ท่านเป็นอย่างดี เพราะพระองค์ท่านทรงเป็นที่เคารพสักการะ จากบุคคลทั้งหลายทั่วประเทศ ดังจะเห็นได้จากว่า มีศาล และพระอนุสาวรีย์ของพระองค์ตามที่ต่าง ๆ แทบทุกจังหวัดของประเทศไทย

สำหรับพระประวัติของพระองค์ท่านนั้น คุณสามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์ และหนังสือต่าง ๆ มากมาย ไม่ยากเย็นนัก ดังนั้น วันนี้ผมจึงขอเล่า เหตุแห่งการขนานพระนามพระองค์ท่านว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย"

หลาย ๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับ คำว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย" แต่อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า "พระบิดาแห่งทหารเรือไทย" มากกว่า แต่ที่ถูกต้อง และเป็นทางการนั้น จะใช้คำว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย" ครับ ดังมีที่มาดังนี้

หลังจากที่ เสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ลงนั้น กองทัพเรือ และทหารเรือทุกนายยังคงรักและอาลัยในพระองค์ท่าน จึงได้ประกอบพิธีทางศาสนาอุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระองค์ท่านอยู่เสมอมา
ต่อมา น.อ.สวัสดิ์ จันทนี (น.อ. อ่านว่า นาวาเอก) ได้ปรารภในคอลัมน์ นิทานชาวไร่ ของหนังสือนาวิกศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2502 ว่า ทหารเรือควรถือเอาวันสิ้นพระชนม์ของ เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ เป็น "วันอาภากร"

จนต่อมาในสมัยของ พล.ร.อ. วิเชษฐ การุณยวนิช (พล.ร.อ. อ่านว่า พลเรือเอก) ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น ได้รับหนังสือรายงานจาก พล.ร.ต. กรีฑา พรรธนะแพทย์ (พล.ร.ต. อ่านว่า พลเรือตรี) ประจำกองบัญชาการกองทัพเรือ ช่วยราชการกรมจเรทหารเรือ โดย พล.ร.ต. กรีฑา ได้เสนอความคิดเห็นว่า สมควรที่กองทัพเรือจะได้ประกาศให้วันที่ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น "วันอาภากร" เป็นการภายในอย่างเป็นทางการ สำหรับกิจกรรมที่กองทัพเรือจะจัดให้มีขึ้นในวันนั้น คงเป็นไปตามปกติดังที่เคยปฏิบัติมา

ผบ.ทร. (ผู้บัญชาการทหารเรือ) จึงได้สั่งการให้กรมกำลังพลทหารเรือ และกรมยุทธการทหารเรือ ร่วมหารือกับหน่วยเกี่ยวข้อง ให้กำหนดวันที่ 19 พฤษภาคมเป็น "วันอาภากร" ซึ่งในขณะนั้น ได้คิดไว้ 2 ชื่อ คือ "วันอาภากร" อันหมายถึงชื่อเดิมของเสด็จในกรมฯ และเป็นเกียรติแก่ราชสกุล "อาภากร" ด้วย แต่มีข้อจำกัดคือ ประชาชนโดยทั่วไปจะรู้จักพระองค์ในชื่อ "กรมหลวงชุมพรฯ" มากกว่า ส่วนอีกชื่อคือ "วันกรมหลวงชุมพรฯ" ซึ่งชื่อนี้ประชาชนทั่วไปรู้จัก และตรงกับความประสงค์ของพระองค์ท่านที่ต้องการให้ทุกคนเรียกชื่อท่านว่า "กรมหลวงชุมพรฯ"

ดังนั้น กรมยุทธการทหารเรือจึงได้มีหนังสือถึงทูล หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตรแจรง อาภากร ซึ่งท่านหญิงฯ ทรงเป็นทายาทอาวุโสที่สุดในราชสกุลอาภากร เพื่อขอประทานอนุญาตกำหนดวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึงเสด็จในกรมฯ ซึ่ง ท่านหญิงฯ ได้รับสั่งกลับมาว่า "ฉันดีใจมากที่ทหารเรือไม่ลืมเสด็จพ่อ" และในวันเดียวกันนั้นเอง (24 เม.ย. 2535) ท่านหญิงฯ ก็ทรงลงพระนามในหนังสือตอบ ความว่า "ข้าพเจ้ายินดีที่กองทัพเรือให้ความเคารพเทิดทูนเสด็จพ่อของข้าพเจ้าเสมอมา และอนุญาตให้กองทัพเรือได้กำหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคม เป็น วันอาภากร เป็นการภายใน อย่างเป็นทางการได้เพื่อพระนามอาภากรจะได้ปรากฏสืบไปตลอดกาลนาน"

หลังจากนั้น ได้มีการสืบค้น พระนามอื่นที่น่าจะเป็นพระนามโดยแท้ของท่าน โดยสรุปพระนามของพระองค์ท่านได้ดังนี้

1.พระนาม "พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์" เป็นพระอิสริยยศสุดท้ายของพระองค์ท่าน

2.ก่อนที่จะได้พระราชทานอิสริยยศ ตามข้อ 1 พระองค์ท่านเคยได้รับกระราชทานอิสริยยศเป็น "กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์" เมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ.2447 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น พลเรือตรี

3. พระนามเดิมคือ "พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์"

4.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเอกอัครราชฑูต ณ กรุงปารีส ทรงฝากฝังพระราชโอรส โดยออกพระนามสั้น ๆ ว่า "ชายอาภากร" นอกจากนั้นยังเคยส่งพระโทรเลขถึงพระชายาของเสด็จในกรมฯเมื่อ 24 เมษายน ร.ศ. 123 โดยระบุสถานที่ว่า "วังพระองค์อาภากร"

5.รูปถ่ายของพระองค์หลายรูป ทั้งขณะทรงเครื่องแบบนักเรียนทำการนายเรือ ของราชนาวีไทย เมื่อปี พ.ศ. 2440 และ ขณะทรงเครื่องแบบนายเรือตรีแห่งราชนาวีอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2450-2451 นั้นทรงลงพระนามของพระองค์เองว่า "อาภากร"

6.พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุล "อาภากร" โดยพระโอรส และพระธิดา มีชื่อสกุลว่า "อาภากร"

7.พระนามอื่น ๆ เช่น เสด็จเตี่ย , เสด็จพ่อ เป็นชื่อที่พระองค์โปรดให้บรรดาทหารเรือเรียกพระองค์เช่นนั้น และชื่อ หมอพร ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปเรียกกันนั้น ไม่สามารถนำมากำหนดเป็นทางการ หรือกึ่งทางการได้

ดังนั้นจากหลักฐาน และหนังสือของหม่อมเจ้าหญิงเริงจิตรแจรง อาภากร ได้ประทานอนุญาตมาแล้ว ผู้บัญชาการทหารเรือจึงได้อนุมัติให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี เป็น "วันอาภากร" เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2535

ซึ่งในคราวนั้นเอง ได้มีการขานพระนามพระองค์ท่านว่าเป็น "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" ด้วย แต่ต่อมาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 ได้มีประกาศกองทัพเรือแก้ไขเป็น "พระบิดาของกองทัพเรือไทย" แทนเพื่อความถูกต้อง เหมาะสม

และในกาลต่อมา ในสมัยของ พล.ร.อ. ประเสริฐ บุญทรง เป็นผบ.ทร. ได้มีการพิจารณาว่า "พระบิดาของกองทัพเรือไทย" นั้นควรจะถวายเป็นพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์ท่านทรงเป็นผู้วางรากฐานกิจการทหารเรือสมัยใหม่ อันมีผลให้กองทัพเรือมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากที่ในรัชสมัยของพระองค์ท่านมีกรมที่ทำหน้าที่ทหารเรืออยู่ 2 กรม คือ กรมทหารเรือพระที่นั่งเวสาตรี และกรมอรสุมพล ซึ่งเป็นกองเรือรบ และยังมีทหารบกสำหรับประจำเรือรบที่เรียกว่า "ทหารมะรีน" รวมอยู่ในบังคับบัญชาเดียวกันอีก

ครั้นทรงตั้งกรมยุทธนาธิการ ขึ้นในปี พ.ศ.2430 เพื่อเป็นกรมรับผิดชอบการทหารทั้งหมดแล้ว จึงโปรดฯ ให้รวมกรมทหารเรือพระที่นั่งเวสาตรี และกรมอรสุมพล เข้าเป็น กรมทหารเรือ

นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงปรับปรุงเรือกลไฟจากเรือจักรข้าง เป็นเรือจักรท้าย ทรงเร่งรัดให้ปรับปรุงและขยายอู่เรือ ทรงมีพระบรมราชโองการให้ จัดสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้า อันทันสมัย สำหรับป้องกันการรุกรานจากเรือรบ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา

และยิ่งหลังเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นลองเสิร์ชหาดูนะครับ มีให้อ่านเยอะแยะ) ทำให้พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกำลังทางเรือ เพื่อป้องกันภัยทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องใช้คนไทยแทนคนตะวันตกในการทั้งหมด จึงได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอสองพระองค์ คือ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ และ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ โดยก่อนหน้านี้ ทรงส่ง นายฉ่าง แสงชูโต ไปฝึกกับราชนาวีอังกฤษมาก่อนแล้ว โดยต่อมาได้เป็น พลเรือเอก พระมหาโยธา

และทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนนายเรือ โดยพระราชทานพื้นที่พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน และเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดโรงเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง

ด้วยการที่พระองค์ทรงวางรากฐานของราชนาวีไทยดังที่กล่าวมาแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งทหารเรือไทย พระองค์แรก แต่ด้วยในรัชสมัยของพระองค์ท่าน พระองค์ได้ทรงเป็นผู้ริเริ่ม และพัฒนากิจการในด้านต่าง ๆ ทั้งทางการทหาร และพลเรือนอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเมืองการปกครอง , การคมนาคมทางบก , การไปรษณีย์ โทรเลข , การฑูต ฯลฯ ซึ่งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาว่า "พระปิยมหาราช" นับได้ว่ามีความหมายครอบคลุมพระอัจฉริยภาพทุกด้านแล้ว

ส่วน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ นั้น หลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากราชนาวีอังกฤษแล้ว ก็ได้เข้ารับราชการในกรมทหารเรือ และทรงริเริ่มกำหนดแบบสัญญาณธงสองมือและโคมไฟ ให้ใช้กับตัวอักษรไทย และนำวิชาความรู้มาถ่ายทอดให้แก่นักเรียนของพระองค์ท่านด้วยพระองค์เอง โดยได้ทรงฝึก พลอาณัติสัญญาณ (ทัศนสัญญาณ) เป็นศิษย์รุ่นแรก

ต่อมาพระองค์ได้ทรงปรับปรุงหลักสูตรต่าง ๆ มากมายในโรงเรียนนายเรือ ทรงจัดตั้งโรงเรียนนายช่างกล ทรงนำนักเรียนนายเรือทั้งหมดไปอวดธง ณ ต่างประเทศ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังจะหาอ่านได้จากพระประวัติของพระองค์ ซึ่งหาอ่านได้ทั่วไป

และด้วยพระจริยาวัตร และพระกรณียกิจของพระองค์ ทรงเกี่ยวพันกับกองทัพเรือทั้งสิ้น ทรงสั่งให้ทหารเรือทั้งหลาย เรียกพระองค์ท่านว่า สีเตี่ย เสด็จเตี่ย เพื่อตัดความยุ่งยากในการใช้ราชาศัพท์ และทรงรักและปกป้องทหารเรือทุกนาย จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนั้น จึงควรขนานนามพระองค์ท่านว่าเป็น "พระบิดาแห่งทหารเรือไทย"

และในวาระนี้ ได้มีการพิจารณา การใช้คำราชาศัพท์ที่ถูกต้อง คือ คำว่า "พระบิดา" และ "องค์บิดา" ตามที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประทานคำแนะนำในการใช้ราชาศัพท์ คำว่า "พระบิดา" และ "องค์บิดา" ในโอกาสที่เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และทรงแสดงปาฐกถาเรื่อง พระราชกรณียกิจของ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ต่อการสาธารณสุขไทย เมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ.2536

ทรงกล่าวนำก่อนการบรรยายเรื่องตามหัวข้อ ถึงกรณ