Cars by Pixar

posted on 03 Oct 2006 05:26 by zedth in Review

lightning mcqueen
OK , Here we go Focus Speed . Im a speed

นี่คือประโยคจากหนังเรื่อง Cars ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมที่สุดในใจผม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผมสบประมาทหนังการ์ตูนเรื่องนี้ เพียงเพราะว่าไม่ชอบคาแรคเตอร์ และเรื่องราวเกี่ยวกับรถแข่ง แต่หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์แบบเต็มๆ แล้ว ผมต้องขอถอนคำพูดให้ไว เพราะการ์ตูนเรื่องนี้มันมีอะไรที่มากกว่าการ์ตูนรถแข่งครับ

เริ่มจากหนังการ์ตูนสั้นก่อนเข้าเรื่องที่กลายเป็นหลักนิยมของ Pixar ไปแล้ว ที่จะต้องมีการโชว์กึ๋นของทีมงานสร้างการ์ตูน เหมือนกับ วงดนตรีใหญ่ก่อนที่จะแสดง จะต้องมีวงเปิดนำก่อน แต่นี่มีการ์ตูนสั้นนำ ซึ่งการ์ตูนสั้นแต่ละเรื่องของเค้านั้น มันเจ๋ง สุด ๆ เพราะอัดทุกอย่างเข้าไปเต็ม ๆ ภายในเวลาไม่กี่นาที

สำหรับการ์ตูนเปิดของ Cars นั้นก็คือเรื่อง One Man Band เป็นเรื่องของนักดนตรีอัจฉริยะสองคน ซึ่งทั้งสองสามารถเล่นเครื่องดนตรีทั้งวงได้ด้วยคนเดียว คนหนึ่งเล่นดนตรีในวงโยธวาทิต ส่วนอีกคนหนึ่งเล่นวงเครื่องสาย ทั้งสองแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้เด็กหญิงคนหนึ่ง โยนเหรียญเพียงเหรียญเดียวของเจ้าหล่อนลงในขันและหมวกของตน การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ต่างคนต่างงัดกลยุทธ์หลอกเด็กออกมาห้ำหั่นกัน อย่างกับหุ่นยนต์แปลงกาย แต่ผลสรุปสุดท้ายใครจะได้เหรียญไป ดูได้จากคลิปวีดีโอข้างล่างเลยครับ

One Man Band

ความสุดยอดของหนังสั้นเรื่องนี้ นอกจากเนื้อเรื่อง ภาพและลูกเล่นของนักดนตรีทั้งสอง ที่ชวนขำตลอดเรื่องแล้ว ก็คือ การ compose ดนตรี ซึ่งเป็นการเล่นสอดประสานกันระหว่าง วงเครื่องสาย และ วงโยธวาทิต ซึ่งในตัวการ์ตูนเราจะเห็นคนเล่นเพียงแค่สองคน แต่เบื้องหลังแล้วมีเป็นร้อยคน จังหวะรับส่ง และสอดแทรกของทั้งสองวงในหนังดีมาก ๆ ครับ งานนี้โชว์ความสามารถของ Composer เต็ม ๆ เด่นกว่าทีมภาพเสียอีก

เอาล่ะครับ มาพูดกันถึงตัวหนังจริง ๆ เสียที หนังเปิดเรื่องด้วยการแข่งขันระหว่างเจ้าความเร็ว The King , Chick Hicks และ Lightning McQueen พระเอกเบอร์ 95 ซึ่งฉากนี้แสดงให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นในชัยชนะ , ความยึดมั่นถือมั่น , ความกล้าบ้าบิ่น , การดูถูกรถขึ้นสนิมที่เป็นสปอนเซอร์ และการไม่ใว้วางใจใครสักคนนอกจากตนเองของ ไลท์นิ่ง ซึ่งส่งผลให้ในโลกนี้ เค้ามีแต่ Mack รถหัวลากประจำตู้เทรเลอร์ของตัวเองเท่านั้น ที่พอจะเรียกว่าเพื่อนได้ แม้แต่กับตัวผู้จัดการของเค้า ก็คบกันเพราะผลประโยชน์โดยแท้

Cars

หลังจากการแข่งขันถ้วย Piston จบลง ผลปรากฏว่า สิงห์สนามทั้งสามคันเข้าเส้นชัยพร้อมกัน จนกระทั่งผู้จัดต้องจัดนัดล้างตา เพื่อชิงความเป็นที่หนึ่ง และสิทธิในการเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ Dinoco บริษัทน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อดัง (ล้อเลียน Conoco นะเนี่ย) ซึ่งการแข่งขันนี้จะไปจัดกันที่ แคลิฟอร์เนีย อันเป็นเหตุให้ ไลท์นิ่ง ต้องเดินทางข้ามถนนเชื่อมระหว่างรัฐ และประสบอุบัติเหตุจนตกลงจากเทรเลอร์ และหลงเข้าไปในเมือง Radiator Springs บนทางหลวงสายตำนานของอเมริกา Route 66

Route 66

และช่วงเวลาหลังจากนี้ ก็คือการที่ ไลท์นิ่ง ได้ค้นพบคุณค่าของคำว่ามิตรภาพ , เทคนิคการแข่งรถ , การทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น , จุดมุ่งหมายของชีวิต และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ความรัก

ตลอดเวลาของหนัง มีแต่ความสนุกสนาน และแฝงไปด้วยสาระ มุขตลกทั้งหลาย ถูกส่งผ่านมาทางลีลาการแสดงออกของตัวละคร อย่างท่าทางของไลท์นิ่ง ที่เข้าเส้นชัยอย่างกระหืดกระหอบ ลิ้นห้อยออกมาจากฝากระโปรงหน้า ดูแล้วชวนให้คิดถึงหมาน้อยน่ารัก ๆ มากกว่า รถแข่งเครื่อง V8 750 แรงม้า หรืออย่าง กุยโด้ รถโฟล์คลิฟต์ สัญชาติอิตาลี ผู้ที่พูดภาษาอังกฤษได้คำเดียวคือ Pit Stop ในตอนที่โชว์ลีลาการเปลี่ยนยางด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทำเอามืออาชีพอ้าปากค้างจนกันชนหลุด

Guido : Cars
Guido ตัวละครที่ผมหลงรักมากที่สุด

นอกจากตัวละครหลักแล้ว ตัวประกอบเองก็ใช่ย่อย ซึ่งในบางตอน ตัวละครที่ผ่านมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวกลับเรียกเสียงฮาได้มากกว่าเสียอีก อย่างคู่สามีภรรยารถหลงทาง ที่หลงตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องจริง ๆ , แก๊งรถซิ่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระเอกของเราต้องพลัดถิ่น (เอ๊ะ คำนี้คุ้น ๆ มั๊ย) , แก๊งรถแทร๊กเตอร์ ที่ร้องเสียงอย่างกับวัว และถูกแกล้งอย่างน่าเห็นใจปนตลกกับท่าทางของมัน

มุขบางมุขก็เป็นมุขฉลาด ๆ อย่าง แมลงเต่าทอง ซึ่งเป็นรถ Beatle แค่คุณเห็นมันโผล่ออกมาในหนัง ก็รู้สึกถึงความฉลาดในการเล่นกับชื่อรถแล้ว , ประโยคและคำศัพท์ต่าง ๆ ที่อ้างอิงจากศัพท์รถแข่ง และเครื่องยนต์ แม้ฟังดูแปร่งๆ แต่ก็เข้าท่า เพราะนี่มันคือโลกแห่งพาหนะ มนุษย์ในเรื่องนี้สาบสูญไปหมดแล้ว ,มุข Tattoo ที่บั้นท้ายของแซลลี่ ปอร์ชสาว แหม นี่มันรถนะครับ ยังอุตส่าห์ใส่ความเซ๊กซี่ลงไปจนได้อีก เอาเข้าไป แต่ดูแล้วก็ขำดี

Sally : Cars
Sally Porche สาว นางเอกของเรื่อง

มุขน้ำมันชีวภาพ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นฮิตในเรื่องของพลังงานทดแทน Pixar ก็ไม่พลาดที่จะหยิบยกมากัดเล็ก ๆ โดยสื่อผ่าน รถตู้ฮิปปี้ เจ้าของร้านน้ำมันชีวภาพ ที่ไม่ค่อยจะมีคนสนใจ แถมยังไปตั้งร้านอยู่ข้าง ๆ ร้านขายอุปกรณ์เดินป่า ของรถจี๊บทหาร ที่ต้องทะเลาะกันทุกเช้า เพราะแข่งกันเปิดเพลงปลุกใจกับเพลงร๊อค

Fillmore : Cars
Fillmore รถตู้โฟล์ค เจ้าของปั๊มน้ำมันชีวภาพ

มุขที่ผ่านออกมาทางการออกแบบตัวละครอย่าง หลุยจิ เจ้าของร้านยาง ซึ่งคลั่งไคล้เฟอร์รารี่ รถแข่งสัญชาติตนเอง ที่จะต้องมีผมเรียบแปร้หวีแสกข้าง และตราที่หน้ารถมีรูปร่างคล้ายหนวด พร้อมกับสำเนียงอิตาลี นี่เป็นแค่ตัวอย่าง น้ำจิ้ม ๆ เท่านั้นครับ มุขตลกดี ๆ แบบที่ทีมสร้างภาพยนตร์ตลกบ้านเราควรจะเข้าไปดูอย่างยิ่งยังมีให้เห็นอีกเพียบครับ

นอกเหนือจากความสนุกสนาน และความตลกที่ตัวหนังมีอย่างที่หนังการ์ตูนสำหรับเด็กควรจะมีแล้ว หนังเรื่องนี้ยังจัดได้ว่าเป็นหนังที่สะอาด ไม่มีพิษมีภัย จะมีบ้างก็ตอนที่ไลท์นิ่ง และเมเทอร์ไปแกล้งบรรดารถแทร๊คเตอร์นั่นแหละครับ แต่ผมก็มองว่า หนังมันชวนให้นึกถึงความสนุกสนานในวัยเด็ก ในสมัยที่เราออกไปในทุ่งแล้วไปยิงนกตกปลา แกล้งหมา แกล้งแมวนั่นแหละครับ มันสื่อให้เห็นถึงความสนุกของชีวิตในชนบท อะไรมันจะสนุกกว่าการแกล้งรถแทร๊คเตอร์ล่ะครับ

Cars
Mater กับ Lightning

หนังเรื่องนี้ไม่มีตัวร้ายที่ชัดเจน แม้แต่ Chick Hicks ซึ่ง เป็นคู่แข่งคนสำคัญในเรื่อง ก็ไม่ได้เป็นตัวร้ายเสียทีเดียว เขาไม่เคยวางแผนการสกปรก ขัดขวางให้พระเอกต้องออกจากการแข่งขัน เหมือนกับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ หรือหนังตลกร้ายหลาย ๆ เรื่อง ตรงกันข้าม เขากลับแข่งขันอย่างถูกต้องและตรงไปตรงมาในสนามแข่ง แม้จะมีการเบียดเสียด กระแทกกระทั้นกันบ้าง แต่ก็อยู่ในเกม สิ่งนี้คือสิ่งที่ดี และทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะกับเด็กมาก ๆ เลยล่ะครับ

และประเด็นสุดท้ายที่หนังต้องการส่งผ่านให้กับคนดูก็คือว่า ชีวิตเราไม่ได้ดี , มีความสุข หรือประสบความสำเร็จได้ด้วยการเป็นที่หนึ่ง แต่เราจะมีความสุขและประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อ เรามีเพื่อนซี้ที่รู้ใจ ที่เป็นทีมเดียวกับเรา , การรักษาคำมั่นสัญญา , การแคร์ความรู้สึกของผู้อื่น , การมีคนที่เรารัก และที่ขาดไม่ได้เลย คือความกตัญญูกตเวทิตา อย่างที่ ไลท์นิ่ง ของเราค้นพบว่า เพราะรถเก่าสนิมเขรอะทั้งหลายนี่แหละ ที่ทำให้เค้าประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ เราก็จะค้นพบว่า Piston Cup มันก็แค่ถ้วยเปล่า ๆ ใบหนึ่งนั่นแหละว้า

Cars

และสุดท้ายที่ผมจะไม่ชื่นชมไม่ได้เลย ก็คือเพลงประกอบของหนัง ซึ่งเป็นเพลงแนวคันทรี่เสียส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่คันทรี่แบบเอื่อย ๆ โฮโลเล โฮโลเล ฮี้ฮู นะครับ แต่เป็นคันทรี่ร๊อคมันส์ ๆ สไตล์ Sheryl Crow , Chuck Berry ครับ ซาวด์แทร๊คหนังเรื่องนี้ เอาไปเปิดในรถเวลาเดินทางไกลนี่เหมาะมาก ๆ ครับ และที่ผมชอบเป็นพิเศษ ก็คือเพลงสุดท้ายตอนขึ้นเครดิต เป็นเพลงรักที่ไพเราะ และเอ่ยถึงความรักแบบตรงไปตรงมา สไตล์ลูกทุ่งอย่างที่สุด

สรุปว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่สุดในดวงใจของผมไปแล้ว ครับ และผมอยากจะแนะนำให้ลองไปชมกันครับ ผมว่ามันคุ้มเกินคุ้มเลยทีเดียว

Cars

ป.ล.1 ลองดูตัว r กับ s ในชื่อเรื่องดูหน่อยเถอะครับ ว่าผมไม่ได้คิดลึกและทะลึ่งลามกไปคนเดียว คุณเห็นเหมือนที่ผมเห็นไหมครับ

ป.ล.2 เชิญเข้าไปชมเว็บไซต์ของ Cars ได้ครับ ที่นี่มีภาพสวย ๆ และเกมส์ให้เล่นเพียบเลย

ป.ล.3 ใครที่ไปดู ตอนหนังจบอย่าเพิ่งลุกออกจากโรงนะครับ ยังมีทีเด็ดซ่อนไว้อีกจนจบเลยล่ะครับ ลุกไปก่อน เสียดายแย่

Comment

Comment:

Tweet

cars เป็นหนังที่ดีที่สุดที่เคยดูมาเลยครับ

#22 By กาย (125.25.95.53) on 2007-06-20 20:55

ท่าทางจะตลก+น่ารักดี มีคนพูดว่าสนุก มีอะไรมากกว่าที่คิดเหมือนกัน

#20 By sorbet* on 2006-10-08 03:23

ไม่ค่อยมีเวลาดูหนังเลยค่ะ หลับประจำด้วยดูทีไร แต่นางเอกน่ารักดีค่ะ

#19 By ~นิ้วก้อย~ on 2006-10-04 10:29

ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ๆ ครับ เยี่ยมไปเลย

#18 By เจ้าชายน้อย on 2006-10-04 02:58

Guido อ่านว่า "กีโด"

ตัว G ในภาษาอิตาเลียน เมื่อตามด้วยสระ "a" "o" "u" ออกเสียงเป็น hard g เหมือนคำว่า "good" ในภาษาอังกฤษ
ดังนั้น Guido = กีโด
ตัว G ตามด้วยสระ "i" "e" ออกเสียงเป็น soft g เหมือน "gem" ในภาษาอังกฤษ
เช่น Giulietta (โปรดสังเกตลำดับการเรียงสระ) = Julietta = จูเลียตตา
จำง่ายๆ ว่าดีไซเนอร์ Giorgio Armani ชื่อเขาอ่านว่า "จอร์โจ อาร์มานี"

ดูวิธีออกเสียงในภาษาอิตาเลียนที่ว่าด้วยตัว "G" ที่นี่

http://www.italianlanguageguide.com/italian/pronunciation/difficult-consonants.asp

#17 By Ghirlandaio's pupil (203.156.26.91) on 2006-10-04 02:19

เออ เห็นค่ะ ตัวอาร์ กะ เอส
ว้า สงสัย อิชั้น ตาไม่ดี เห็นเป็นปกติค่ะ อิ อิ
รอดูอนิเมสองมิติเรื่องใหม่ดิสนีย์ ราพุนเซล ครับ
ดูมาแล้ว น่ารักสุด ๆ ชอบจังฮับ

#14 By zui ai yanchengxu on 2006-10-03 20:21

โห ท่าจะชอบมากนะครับคุณเจ้าชายน้อย เขียนเป็นฉากๆเลย ชักอยากไปดูบ้างแล้ว

แต่ก่อนเพื่อนชวนไปดูการ์ตูน บอกว่าไม่เอาอะ เราโตแล้ว แต่เพราะแอบชอบเขาเลยไปดูตามใจ สรุปนั่งร้องไห้อินกะมู่หลาน และดูไปทั้งหมดสามรอบ หลังจากนั้นมาก็ชอบดูการ์ตูนไปเลย
ตัว r กับ s

หึหึหึ

#12 By หนุ่มชุดดำ on 2006-10-03 17:45

อยากดูมากๆๆแต่ไม่มีเวลาได้ดูล่ะคะคุณนายเรือ ก็เนี่ยเลยต้องมาเก็บอ่านความเห็นเอาจากบล๊อกคุณนายเรือเนี่ยล่ะคะ
กว่าจะได้ดูคงรอดีวีดีเลยล่ะคะ

ปล. จำรูปเมฆได้เปล่าที่ว่าจะแชร์กันดูอ่ะ
ไว้แอดเมล์มาละกัน อันนี้เมล์เรานะ
myborntofly@hotmail.com นะจ๊ะ
เอาไว้มาดูว่ามุมมองของคุณนายเรือที่มองท้องฟ้าจากข้างล่าง กับมุมมองของเราที่มองท้องฟ้าจากข้างบนเวลาขับเครื่องบินจะสวยต่างกันแค่ไหน

ปล. ขอบคุณที่แวะไปอ่านบล๊อกที่ไม่ค่อยว่างเขียนของเรา

Thankz from LaPetiteMe'

#11 By BindaDari on 2006-10-03 17:28

ยังไม่ได้ดูเลยอะ น่าสนุดีแฮะ
ยังไม่ได้ดูเลย
เอาแต่ไปเที่ยวอย่างอื่นอยู่

ไม่อยากอ่านด้วย มันสปอยล์
ชิ...

#9 By namwarn on 2006-10-03 15:13

อู้วว ช่างสังเกตจัง

#8 By hasana on 2006-10-03 15:05

อ่า .. ตัว R กับตัว S

บีเห็นเหมือนกับที่คุณเจ้าชายน้อยเห็นเลยอ่ะ

เหอ เหอ ..

นึกถึงเกมที่กะลังเล่นอยู่พอดีเลย

need for speed .. เหอ เหอ
เห็นตัวอย่างแล้วอยากดู ภาพไม่ปวดลูกกะตาแล้ว ดูดีมั่กๆ

ป.ล.1 เห็นค่ะ
ป.ล.2 ไว้จะเข้าไปดู
ป.ล.3 ขอบคุณที่เตือนค่ะ

ก็ปะเทดลาวเรียกช้าง ว่า ซ้าง แม่นก็ ก็ต้องเขียนว่า ซ้างสาน แต่บ้านเฮามีช้าง ก็เลยเป็นช้างสานนั่นแล
อย่างตัวจีนที่ถอดเสียงเป็นอังกฤษก็ต้องอ่านอีกแบบ ไม่งั้นไม่รู้เรื่อง - -"
การถอดคำจากภาษาต่างๆ นี่มึนแท้

#5 By เมพหมี shakri on 2006-10-03 14:36

ยกตัวอย่างนะครับ พายุ xangsane บ้าเราอ่าน พายุ ช้างสาร ที่ลาวอ่านว่า ส้างสาน อย่างนี้เป็นต้นครับ

#4 By เจ้าชายน้อย on 2006-10-03 14:33

ผมว่าในหนังมันอ่านว่า กุยโด้นะครับ ไม่แน่ใจ เดี๋ยวเช็คจาก ซาวด์แทร็กก่อน ผมไม่เถียงครับว่าอ่านอย่างที่คุณเรียกคือที่ถูกต้อง

แต่สำหรับในหนัง ไม่จำเป็นต้องอ่านถูกต้องก็ได้ เพราะว่า เค้าอาจจะอ่านตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ อ่านตามความนิยมของคนในพื้นที่ตามเนื้อเรื่องของหนัง

อย่างไรก็แล้วแต่ ขอเช็คจากเสียงจริง ๆ ในหนังก่อน ถ้าผิดก็จะแก้ครับ

#3 By เจ้าชายน้อย on 2006-10-03 14:31

เขียนเรื่องเดียวกันเลย ไปดูมาวันไหนหรอคุณเจ้าชายน้อย ชอบ one man band ด้วยเหมือ่นกัน
ป.ล.พึ่งไปดูเรื่องนี้กะที่รักของเค้ามาเอง เนี่ยคุณเจ้าชายน้อยทำให้คิดถึงอีกละ

#2 By Meowzilla Zilla on 2006-10-03 14:20

อะแฮ่ม.....

"กุยโด" เขาอ่านว่า "จูโด" น่ะ เพราะเสียงในภาษาอิตาเลียน "Gui" ออกเสียงเป็น "จู" อย่างเช่นคำว่า "Guilietta" อ่านว่า "จูเลียตตา" เน้อ~

ได้เห็นเบื้องหลังผ่านทาง Discovery แล้วล่ะ เขามีคอนเซ็ปต์ที่น่ารักมากสำหรับแรงบัลดาลใจของหนังเรื่องนี้ก็คือว่า "รถแต่ละคันมันออกแบบให้มีบุคลิคของมันเอง" โดนใจมากๆ

ไอเดียแต่ละอย่างโดนใจจริงๆ อย่างโฟลค์ตู้ (จริงๆคือรุ่น Transporter รุ่นที่ 2) ออกแนวตัวถังแนวฮิปปี้ ซึ่งโดนใจจริงๆเพราะเมื่อก่อนพวกฮิปปี้ใช้รถรุ่นนี้เป็นพาหนะคู่ชีพเลยทีเดียว

เรื่องตัว R กับ S ไม่แปลกหรอก... ก็แค่คนจับขากัน ถ้าเคยเขียนตัวเขียนมาตั้งแต่เล็กก็รู้สึกเฉยๆน่ะ เหอะๆๆ

อยากดูมากๆ แต่คงต้องหาเวลามาดูซะแล้วสิ เหอะๆๆๆๆๆๆ

#1 By Medic-kung on 2006-10-03 14:07

Facebook