นำเที่ยว The Floting Bookshop : MV Doulos

posted on 21 Sep 2006 22:02 by zedth in Review

เมื่อวานนี้ก็กล่าวถึงประวัติของเรือ MV Doulos กันไปแล้วนะครับ ใครที่เข้ามาใหม่และยังไม่ได้อ่าน ย้อนกลับไปอ่านได้เลย

วันนี้ก็ได้ฤกษ์พาชมเรือกันแล้วล่ะครับ ซึ่งเรือลำนี้ ก็มาจอดที่ท่าเรือจุกเสม็ด ซึ่งเป็นท่าเรือเดียวกับที่ เรือหลวงจักรีนฤเบศร จอดอยู่

MV Doulos
Doulos ที่ท่าเรือจุกเสม็ด

สำหรับคำแนะนำในการไปที่ท่าเรือจุกเสม็ดนะครับ ก็คงต้องไปด้วยรถส่วนตัว หรือเหมาสองแถว , มอเตอร์ไซค์จากแหล่งชุมชนเข้ามาก็ได้ครับ ถ้ามารถส่วนตัวก็เข้าไปจอดบริเวณหลังโกดัง แถวนั้นจะมีลานกว้างจอดรถได้สะดวกสบายแต่เดินไกล ถ้าใครมาเร็วหน่อย หรือมาวันที่คนน้อย ๆ ก็ขับเลยเข้าไปในประตูที่มีบล๊อกยามอยู่ได้ครับ โดยจอดตรงข้าง ๆ ร้านขายของ หรือข้าง ๆ โกดังก็ได้ แต่จะเลยเรือ จักรีฯ ไปไม่ได้นะครับ ยามจะไม่ให้เข้า ยกเว้นมากับทหารเรือ

เมื่อจอดรถกันได้แล้ว เราก็ต้องไปซื้อตั๋วเข้าชมเรือกันก่อน ที่บล๊อกหน้าบันไดทางขึ้นเรือ จะมีพนักงานสาวฝรั่ง คอยขายบัตรอยู่ในราคาท่านละ 10 บาท (เด็กเข้าฟรีหรือเปล่าไม่แน่ใจ ลืมถามครับ) ซึ่งก็จะได้ตั๋วใบเล็ก ๆ มาตามภาพครับ ซึ่งผมก็ได้ถามว่าชื่อเรือมันอ่านว่าอย่างไรกันแน่จากเธอนี่ล่ะครับ สรุปได้ว่า อ่านว่า ดูลอส หรือ ดูโลส ประมาณนี้ ตัวหลังมันจะกล้ำ ๆ กัน ระหว่าง โลส กับ ลอส เวลาอ่านก็ดัดจริต ผสมคำสองคำนี้เข้าด้วยกัน จะได้สำเนียงปะกิต ที่ดีในสายตาต่างชาติ แต่จะน่าหมั่นไส้ในสายตาคนไทย

MV Doulos Visitors Pass
ตั๋วใบเล็กกระทัดรัด

พอซื้อตั๋วแล้วก็ก้าวขาขึ้นบันไดเลยนะครับ เดินยากนิดนึง ตามประสาบันไดเรือ ผมเองยังไม่ชินกับบันไดรุ่นนี้เลย อ้อ แนะนำนิดนะครับ สำหรับสาว ๆ ที่อยากไปเที่ยวเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรืออะไรก็ตาม อย่าใส่รองเท้าส้นสูง หรือส้นเตี้ยที่มีปลายเข็มเด็ดขาดนะครับ เพราะว่ามันอันตราย และเดินลำบากด้วย ทางที่ดีสวมรองเท้าผ้าใบจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่ชอบ รองเท้าแตะก็พอได้

บันไดทางขึ้น
บันไดขึ้น-ลง หน้าตาเป็นแบบนี้

เมื่อขึ้นมาถึงเราก็จะพบกับดาดฟ้าเรือไม้ที่สะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นว่า ประจำเรือที่นี่ดูแลรักษาเรือได้เป็นอย่างดี เพราะดาดฟ้าเรือที่เป็นไม้ ถ้าดูแลไม่ดี ไม่มีการทำความสะอาดเป็นประจำก็จะเป็นคราบตะไคร่น้ำ ดำ ๆ เขียว ๆ

ดาดฟ้าเรือ
ดาดฟ้าเรือไม้ สมัยนี้หาดูได้ยาก

เดินมาทางหัวเรือ เพื่ออ้อมไปทางกราบซ้าย แหงนหน้าขึ้นไปก็จะพบกับสะพานเดินเรือสีขาว สีเดียวกับตัวเรือ ทางกราบซ้ายจะมีเรดาร์หนึ่งตัว ที่เห็นเป็นกลม ๆ ติดอยู่กับกระจกอันนั้นคือ ที่ปัดน้ำฝนครับ ลักษณะของมันก็คือ เป็นจานพลาสติกใส แล้วมีมอเตอร์อยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่ขับจานนี้ให้หมุน ซึ่งเมื่อจานนี้หมุน มันก็จะสะบัดน้ำให้หลุดออกจากกระจกไปครับ

เก๋งเรือ
สะพานเดินเรือ ข้าง ๆ ทั้งสองฝั่งคือพื้นที่ที่เรียกว่า ปีกนก

บริเวณหัวเรือ จะเป็นที่ตั้งของกว้านสมอหัวสองตัว ใช้หะเบส (ดึง) หะเรีย (หย่อน) สมอหัวสองตัวทางกราบซ้ายและกราบขวา และก็มี เสาหัว (Fore Mast) เสาหัวนี้เป็นเสาที่นำมาติดตั้งใหม่ (อาจจะใช้ของเดิม แต่เปลี่ยนตำแหน่ง) ซึ่งแต่เดิมเสาหัว จะค่อนลึกเข้าไปทางกลางลำมากกว่านี้ และก็ยังมี เสาท้าย (Mizzen Mast) แต่ปัจจุบันได้รื้อออกไปแล้ว (เรือโบราณชอบมีเสาเยอะ ๆ ครับ แต่ปัจจุบันหมดความจำเป็น จึงคงเหลืออยู่แค่เสาเดียว) ประโยชน์ของเสานี้ก็เพื่อชักธงต่าง ๆ นั่นเองครับ

หัวเรือ
เสาหัวเรือ และกว้านสมอหัว

ถัดจากเก๋งเรือส่วนหน้ามาทางท้ายเรือ ก็จะพบกับ แถวของเรือช่วยชีวิต หรือว่า เรือโบ๊ท แต่ในหนังสือแปลโบราณ ๆ จะเรียกว่า เรือบด (จะไปบดอะไร?) ไม่แน่ใจว่าเป็นเรือที่มีเครื่องยนต์หรือเปล่านะครับ เพราะเค้าเอาผ้าใบคลุมอย่างดี แต่ดูจากภายนอกแล้ว คาดว่าจะใช้พลังงานคน คือให้คนถือ ใบกระเชียง (ไม้พาย) ช่วยกัน กระเชียง (พาย) ให้เรือแล่นครับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จะเรียกเรือนี้ว่า เรือกระเชียง ครับ

Life Boat
แถวของเรือโบ๊ท

ทางด้านกลางลำ ค่อนไปทางท้าย แหงนหน้าขึ้นไปก็จะเห็นปล่องควันครับ มันมีหน้าที่ระบายแก๊สเสียจากเครื่องยนต์ออกสู่ภายนอกตัวเรือ คล้าย ๆ กับท่อไอเสียรถยนต์นั่นเองครับ เจ้าปล่องอันนี้ก็มีการยกเครื่องมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน

ปล่องควัน
ปล่องควัน เหนือห้องเครื่องจักร

เป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากที่เราสำรวจเรือกันโดยรอบแล้ว (เท่าที่สำรวจได้) เราก็มาถึงไฮไลท์กันซะที นั่นก็คือส่วนของเต๊นท์จำหน่ายหนังสือนั่นเองครับ ซึ่งเต๊นท์นี้ก็สร้างขึ้นอย่างถาวร ตั้งแต่ครั้งแรกที่นำเรือ Franca C มาดัดแปลงแล้ว เจ้าเต๊นท์ที่ว่านี่ ก็ตั้งอยู่บนดาดฟ้าเปิดทางท้ายเรือ กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ตลอดความกว้างของเรือเลยครับ

Bookshop
ส่วนหน้าของเต๊นท์

สำหรับวันนี้ ก็มีคนมาเที่ยวชมกันเยอะแยะเลยครับ ทยอยกันมาเรื่อย ๆ ไม่ได้แออัดเท่าไหร่ เดินสบาย ๆ แต่อากาศก็ค่อนข้างร้อน ตามประสาทะเลบ้านเรา

Bookshop

เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการแบ่งแยกหนังสือเป็นหมวดหมู่หลายประเภท เช่น ตำราทำอาหาร , ท่องเที่ยว , นิยาย , ศาสนา , หนังสือเด็ก นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือภาษาไทยอีกด้วย แต่โดยมากจะเป็นหนังสือนำเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยครับ

Bookshop
มุมนวนิยาย

ที่นี่จะเน้นหนังสือเด็กเยอะ เนื่องจากเค้าให้ความสำคัญกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเยาวชนเป็นอย่างมาก จึงทำให้ในเรือมีหนังสือนิทาน , หนังสือพัฒนาทักษะของเด็ก , สารานุกรมสำหรับเด็ก มากกว่าหนังสือในหมวดอื่น ๆ

Bookshop
มุมนิทาน

Bookshop
มุมหนังสือสำหรับเด็ก

นอกจากหนังสือแล้วก็ยังมี มุมโปสการ์ด เทปเพลง และซีดี ในราคาถูกมาก ๆ ตกแผ่นละ 90 บาทเอง แต่แนวเพลงจะเป็น คลาสสิค , แจ๊ส , 70-80 และ เพลงศาสนา ซึ่งผมไม่รู้จักเลยสักคนหรือสักวงน่ะครับ

Bookshop
มุมโปสการ์ด

Bookshop
มุมซีดีเพลง

เมื่อเลือกหนังสือได้เป็นที่พอใจแล้ว ก็มาชำระเงินที่แคชเชียร์ ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากนานาประเทศ เช่น อังกฤษ , เยอรมัน , ฝรั่งเศส , เกาหลี , ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่จะผลัดเวรกันมาคิดเงินค่าหนังสือให้กับลูกค้าทั้งหลายครับ

Bookshop
แคชเชียร์ สไตล์โบราณ

อ้อ ที่นี่เค้าจะใช้หน่วยของเงินเป็น Units นะครับ โดยที่ 100 Units เท่ากับ 90 บาท สาเหตุที่ต้องใช้หน่วยเป็น Units ก็เพราะว่า หนังสือนั้นมันมีราคาตายตัวของมันอยู่ แต่เวลาขายนั้น ต้องขายเป็นสกุลเงินของแต่ละชาติที่เรือไปจอด ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาค่าเงินก็จ