นำเที่ยว The Floting Bookshop : MV Doulos

posted on 21 Sep 2006 22:02 by zedth in Review

เมื่อวานนี้ก็กล่าวถึงประวัติของเรือ MV Doulos กันไปแล้วนะครับ ใครที่เข้ามาใหม่และยังไม่ได้อ่าน ย้อนกลับไปอ่านได้เลย

วันนี้ก็ได้ฤกษ์พาชมเรือกันแล้วล่ะครับ ซึ่งเรือลำนี้ ก็มาจอดที่ท่าเรือจุกเสม็ด ซึ่งเป็นท่าเรือเดียวกับที่ เรือหลวงจักรีนฤเบศร จอดอยู่

MV Doulos
Doulos ที่ท่าเรือจุกเสม็ด

สำหรับคำแนะนำในการไปที่ท่าเรือจุกเสม็ดนะครับ ก็คงต้องไปด้วยรถส่วนตัว หรือเหมาสองแถว , มอเตอร์ไซค์จากแหล่งชุมชนเข้ามาก็ได้ครับ ถ้ามารถส่วนตัวก็เข้าไปจอดบริเวณหลังโกดัง แถวนั้นจะมีลานกว้างจอดรถได้สะดวกสบายแต่เดินไกล ถ้าใครมาเร็วหน่อย หรือมาวันที่คนน้อย ๆ ก็ขับเลยเข้าไปในประตูที่มีบล๊อกยามอยู่ได้ครับ โดยจอดตรงข้าง ๆ ร้านขายของ หรือข้าง ๆ โกดังก็ได้ แต่จะเลยเรือ จักรีฯ ไปไม่ได้นะครับ ยามจะไม่ให้เข้า ยกเว้นมากับทหารเรือ

เมื่อจอดรถกันได้แล้ว เราก็ต้องไปซื้อตั๋วเข้าชมเรือกันก่อน ที่บล๊อกหน้าบันไดทางขึ้นเรือ จะมีพนักงานสาวฝรั่ง คอยขายบัตรอยู่ในราคาท่านละ 10 บาท (เด็กเข้าฟรีหรือเปล่าไม่แน่ใจ ลืมถามครับ) ซึ่งก็จะได้ตั๋วใบเล็ก ๆ มาตามภาพครับ ซึ่งผมก็ได้ถามว่าชื่อเรือมันอ่านว่าอย่างไรกันแน่จากเธอนี่ล่ะครับ สรุปได้ว่า อ่านว่า ดูลอส หรือ ดูโลส ประมาณนี้ ตัวหลังมันจะกล้ำ ๆ กัน ระหว่าง โลส กับ ลอส เวลาอ่านก็ดัดจริต ผสมคำสองคำนี้เข้าด้วยกัน จะได้สำเนียงปะกิต ที่ดีในสายตาต่างชาติ แต่จะน่าหมั่นไส้ในสายตาคนไทย

MV Doulos Visitors Pass
ตั๋วใบเล็กกระทัดรัด

พอซื้อตั๋วแล้วก็ก้าวขาขึ้นบันไดเลยนะครับ เดินยากนิดนึง ตามประสาบันไดเรือ ผมเองยังไม่ชินกับบันไดรุ่นนี้เลย อ้อ แนะนำนิดนะครับ สำหรับสาว ๆ ที่อยากไปเที่ยวเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรืออะไรก็ตาม อย่าใส่รองเท้าส้นสูง หรือส้นเตี้ยที่มีปลายเข็มเด็ดขาดนะครับ เพราะว่ามันอันตราย และเดินลำบากด้วย ทางที่ดีสวมรองเท้าผ้าใบจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่ชอบ รองเท้าแตะก็พอได้

บันไดทางขึ้น
บันไดขึ้น-ลง หน้าตาเป็นแบบนี้

เมื่อขึ้นมาถึงเราก็จะพบกับดาดฟ้าเรือไม้ที่สะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นว่า ประจำเรือที่นี่ดูแลรักษาเรือได้เป็นอย่างดี เพราะดาดฟ้าเรือที่เป็นไม้ ถ้าดูแลไม่ดี ไม่มีการทำความสะอาดเป็นประจำก็จะเป็นคราบตะไคร่น้ำ ดำ ๆ เขียว ๆ

ดาดฟ้าเรือ
ดาดฟ้าเรือไม้ สมัยนี้หาดูได้ยาก

เดินมาทางหัวเรือ เพื่ออ้อมไปทางกราบซ้าย แหงนหน้าขึ้นไปก็จะพบกับสะพานเดินเรือสีขาว สีเดียวกับตัวเรือ ทางกราบซ้ายจะมีเรดาร์หนึ่งตัว ที่เห็นเป็นกลม ๆ ติดอยู่กับกระจกอันนั้นคือ ที่ปัดน้ำฝนครับ ลักษณะของมันก็คือ เป็นจานพลาสติกใส แล้วมีมอเตอร์อยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่ขับจานนี้ให้หมุน ซึ่งเมื่อจานนี้หมุน มันก็จะสะบัดน้ำให้หลุดออกจากกระจกไปครับ

เก๋งเรือ
สะพานเดินเรือ ข้าง ๆ ทั้งสองฝั่งคือพื้นที่ที่เรียกว่า ปีกนก

บริเวณหัวเรือ จะเป็นที่ตั้งของกว้านสมอหัวสองตัว ใช้หะเบส (ดึง) หะเรีย (หย่อน) สมอหัวสองตัวทางกราบซ้ายและกราบขวา และก็มี เสาหัว (Fore Mast) เสาหัวนี้เป็นเสาที่นำมาติดตั้งใหม่ (อาจจะใช้ของเดิม แต่เปลี่ยนตำแหน่ง) ซึ่งแต่เดิมเสาหัว จะค่อนลึกเข้าไปทางกลางลำมากกว่านี้ และก็ยังมี เสาท้าย (Mizzen Mast) แต่ปัจจุบันได้รื้อออกไปแล้ว (เรือโบราณชอบมีเสาเยอะ ๆ ครับ แต่ปัจจุบันหมดความจำเป็น จึงคงเหลืออยู่แค่เสาเดียว) ประโยชน์ของเสานี้ก็เพื่อชักธงต่าง ๆ นั่นเองครับ

หัวเรือ
เสาหัวเรือ และกว้านสมอหัว

ถัดจากเก๋งเรือส่วนหน้ามาทางท้ายเรือ ก็จะพบกับ แถวของเรือช่วยชีวิต หรือว่า เรือโบ๊ท แต่ในหนังสือแปลโบราณ ๆ จะเรียกว่า เรือบด (จะไปบดอะไร?) ไม่แน่ใจว่าเป็นเรือที่มีเครื่องยนต์หรือเปล่านะครับ เพราะเค้าเอาผ้าใบคลุมอย่างดี แต่ดูจากภายนอกแล้ว คาดว่าจะใช้พลังงานคน คือให้คนถือ ใบกระเชียง (ไม้พาย) ช่วยกัน กระเชียง (พาย) ให้เรือแล่นครับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จะเรียกเรือนี้ว่า เรือกระเชียง ครับ

Life Boat
แถวของเรือโบ๊ท

ทางด้านกลางลำ ค่อนไปทางท้าย แหงนหน้าขึ้นไปก็จะเห็นปล่องควันครับ มันมีหน้าที่ระบายแก๊สเสียจากเครื่องยนต์ออกสู่ภายนอกตัวเรือ คล้าย ๆ กับท่อไอเสียรถยนต์นั่นเองครับ เจ้าปล่องอันนี้ก็มีการยกเครื่องมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน

ปล่องควัน
ปล่องควัน เหนือห้องเครื่องจักร

เป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากที่เราสำรวจเรือกันโดยรอบแล้ว (เท่าที่สำรวจได้) เราก็มาถึงไฮไลท์กันซะที นั่นก็คือส่วนของเต๊นท์จำหน่ายหนังสือนั่นเองครับ ซึ่งเต๊นท์นี้ก็สร้างขึ้นอย่างถาวร ตั้งแต่ครั้งแรกที่นำเรือ Franca C มาดัดแปลงแล้ว เจ้าเต๊นท์ที่ว่านี่ ก็ตั้งอยู่บนดาดฟ้าเปิดทางท้ายเรือ กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ตลอดความกว้างของเรือเลยครับ

Bookshop
ส่วนหน้าของเต๊นท์

สำหรับวันนี้ ก็มีคนมาเที่ยวชมกันเยอะแยะเลยครับ ทยอยกันมาเรื่อย ๆ ไม่ได้แออัดเท่าไหร่ เดินสบาย ๆ แต่อากาศก็ค่อนข้างร้อน ตามประสาทะเลบ้านเรา

Bookshop

เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการแบ่งแยกหนังสือเป็นหมวดหมู่หลายประเภท เช่น ตำราทำอาหาร , ท่องเที่ยว , นิยาย , ศาสนา , หนังสือเด็ก นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือภาษาไทยอีกด้วย แต่โดยมากจะเป็นหนังสือนำเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยครับ

Bookshop
มุมนวนิยาย

ที่นี่จะเน้นหนังสือเด็กเยอะ เนื่องจากเค้าให้ความสำคัญกับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเยาวชนเป็นอย่างมาก จึงทำให้ในเรือมีหนังสือนิทาน , หนังสือพัฒนาทักษะของเด็ก , สารานุกรมสำหรับเด็ก มากกว่าหนังสือในหมวดอื่น ๆ

Bookshop
มุมนิทาน

Bookshop
มุมหนังสือสำหรับเด็ก

นอกจากหนังสือแล้วก็ยังมี มุมโปสการ์ด เทปเพลง และซีดี ในราคาถูกมาก ๆ ตกแผ่นละ 90 บาทเอง แต่แนวเพลงจะเป็น คลาสสิค , แจ๊ส , 70-80 และ เพลงศาสนา ซึ่งผมไม่รู้จักเลยสักคนหรือสักวงน่ะครับ

Bookshop
มุมโปสการ์ด

Bookshop
มุมซีดีเพลง

เมื่อเลือกหนังสือได้เป็นที่พอใจแล้ว ก็มาชำระเงินที่แคชเชียร์ ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากนานาประเทศ เช่น อังกฤษ , เยอรมัน , ฝรั่งเศส , เกาหลี , ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่จะผลัดเวรกันมาคิดเงินค่าหนังสือให้กับลูกค้าทั้งหลายครับ

Bookshop
แคชเชียร์ สไตล์โบราณ

อ้อ ที่นี่เค้าจะใช้หน่วยของเงินเป็น Units นะครับ โดยที่ 100 Units เท่ากับ 90 บาท สาเหตุที่ต้องใช้หน่วยเป็น Units ก็เพราะว่า หนังสือนั้นมันมีราคาตายตัวของมันอยู่ แต่เวลาขายนั้น ต้องขายเป็นสกุลเงินของแต่ละชาติที่เรือไปจอด ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาค่าเงินก็จะต่างกันไป ดังนั้นเมื่อถึงเมืองท่าแต่ละท่า เค้าก็จะกำหนดว่า แต่ละ Units มีค่าเท่ากับกี่บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราครับ ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช้เงินสกุลหลักของโลก อย่าง ดอลล่าร์ หรือ ยูโร ก็เพราะเค้าถือว่า เรือลำนี้เป็นเรือที่ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ อาสาสมัครแต่ละคนมาจากต่างเชื้อชาติกัน และเค้าถือว่าทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการเข้าถึงพระเจ้า ดังนั้น จึงไม่อยากที่จะใช้ค่าเงินเป็นเงินสกุลใดสกุลหนึ่งครับ

ถัดมาจากแคชเชียร์ ก็จะเป็น สภาเรือ (ใครไม่รู้จัก คลิ๊กเข้าไปอ่านด่วนครับ) ที่มีขายเฉพาะขนมและเครื่องดื่มเท่านั้น ซึ่งก็มีรายการดังนี้

  • ป๊อบคอร์น หรือ ข้าวโพดคั่ว ราคา 20 บาท ถูกกว่าโรงหนังบ้านเราอีก
  • คุ๊กกี้ ราคา 20 บาท
  • ไอศครีม มีสองรสคือ วานิลลา และกล้วย สามารถเลือกแบบผสมกันได้
  • น้ำเปล่า แก้วละ 5 บาท ขวดละ 10 บาท
  • น้ำอัดลม (Soft Drink) 30 บาท (ไม่ทราบว่าเป็นขวดหรือกระป๋อง) (มีชาร์จด้วยวุ้ย แสดงว่าไม่ได้เป็นชาติเราชาติเดียว)
  • กระทิงแดง 30 บาท (ไม่ทราบว่าเป็นขวดหรือกระป๋อง)
  • ชา/กาแฟ 30 บาท (ไม่ทราบว่าเป็นถ้วยหรือกระป๋อง)
  • น้ำเชอร์รี่ แก้วละ 30 บาท

Shop
สภาเรือ ที่มีเฉพาะขนมและเครื่องดื่ม

ทีนี้มาเจาะลึกเฉพาะไอศครีมกันครับ เนื่องจากขายดีเอามาก ๆ ผมจึงต้องลงทุนซื้อมาลอง เพื่อแฟนนานุแฟน บล๊อกเจ้าชายน้อยครับ ซึ่งผลการพิสูจน์ทราบ ปรากฏว่ามันอร่อยมากครับ เนื้อไอศครีมละเอียด , นุ่มลิ้น , อัดแน่น และเย็นสุดขั้ว ทำเอาบรรยากาศรอบ ๆ เย็นขึ้นมาเลยล่ะครับ (เวอร์ไปป่ะ) ส่วนทางด้านรสชาดนั้น หวาน มัน ได้รสวานิลลาแท้ ๆ สูตรต้นตำรับ อร่อยสุดยอด ส่วนรสกล้วยนั้นก็อร่อยไม่แพ้กัน รสกล้วยอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นกล้วยบาง ๆ ได้ลิ้มลองแล้วรับรองจะติดใจจนต้องเบิ้ล

icecream
รสวานิลลา

icecream
ไอศครีมรสกล้วย

อิ่มจากไอติม (กินจนอิ่มเลยเรอะ O_๐) ก็เดินมาทางหัวเรือต่อครับ เนื่องจากว่ามีรายการลด แลก แจก แถม ถูกใจสาวนักช็อปแน่ ๆ (แถว ๆ นี้มีหลายคน) โปรแกรมสำหรับวันนี้ก็คือ ซื้อถุงผ้าดิบ สกรีนชื่อเรือ และโลโก้ ราคา 250 บาท รับไปเลยหนังสือ Text Book 3 เล่ม หนา ๆ (๐_O ทำตาโตไปงั้นแหละ ไม่ได้ซื้อ เนื่องจากเอาตังค์ไปกินไอติมหมดแล้ว) ซึ่งต้องขออภัยด้วยจริง ๆ เนื่องจากไม่ได้ถ่ายรูปถุงมาด้วย (คงจะอิ่มน่ะ มันเลยขี้เกียจ และอยากกลับบ้านนอน)

Bookshop
เต๊นท์หนังสือทางด้านหัวเรือ

สุดท้ายก็เดินมาถึงบันไดทางลงจนได้ครับ เมื่อเลือกซื้อหนังสือ กินไอติมจนอิ่มหนำสำราญใจ และถ่ายรูปจนจุใจแล้ว ก็ต้องก้าวขาลงบันได หมดโปรแกรมทัวร์ The Floting Bookshop แต่เพียงเท่านี้ครับ

บันไดทางลง
บันไดทางลง ทัวร์จบแล้วครับ

แต่เรื่องของเรายังไม่จบ (ใช่มั๊ยครับ) ไปเรือหนังสือทั้งที จะไม่ซื้อหนังสือติดมือมาสักหน่อย ก็ดูจะผิดวัตถุประสงค์ไป ผมจึงซื้อหนังสือเล่มนี้ติดมือมาด้วยครับ ราคาก็ 250 Units หรือ 225 บาทครับ

Doulos Model & Guide
Doulos Model & Guide

หนังสือชื่อ Doulos Model & Guide เล่มนี้ เป็นหนังสือแนะนำเรือ ที่มีประวัติโดยสังเขป , การทำงานของพวกเค้า รายละเอียดอื่น ๆ และรูป Drawing ของเรือแบบเต็มลำ และที่เด็ดสุด ๆ ก็คือ โมเดลกระดาษของเรือครับ (ดูรูปเอานะ อธิบายไม่ถูก) ซึ่งก็มีชิ้นส่วนอยู่เยอะครับ ถ้าต่อเสร็จก็จะได้โมเดลเรือ ขนาด 1:280 มาประดับตู้โชว์หนึ่งลำ

Doulos Model & Guide
โมเดลกระดาษ แนวคิดสุดแจ่ม

สำหรับกำหนดการณ์ของเรือ MV Doulos นี้ เค้าจะอยู่ที่เมืองไทยจนถึง 26 กันยายนนี้ ซึ่งก็เหลือเวลาอีก 3 วันเท่านั้นเอง ซึ่งก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปครับ เมืองไทยยังมีท่าเรืออีกหลายแห่งที่เค้ายังไม่แวะ เฉพาะที่กรุงเทพฯ ก็ยังเหลือ ท่าเรือโรงเรียนนายเรือ , ท่าเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า อยู่อีก (ลุ้น ๆ นะครับ ว่าเค้าจะแวะอีกหรือเปล่า) ส่วนต่างจังหวัดนี่มีอีกเป็นสิบ ๆ ท่าครับ เพราะฉะนั้น ใครพลาดครั้งนี้ไป ครั้งหน้ายังมีครับ ซึ่งถ้าเค้ามาอีก ผมก็จะพยายามหาทางขึ้นไปอีก และถ้ามีโอกาสจะขอลงไปดูภายในตัวเรือให้ได้เลยครับ

ป.ล.1 คุณสามารถเช็คตารางเวลาที่เรือจอด และเมืองท่าที่จะไปได้ ที่นี่ครับ

ป.ล.2 บนเรือมีห้องน้ำบริการอยู่ทางกราบซ้ายและขวา ตรงบริเวณใกล้ ๆ กับเรือโบ๊ทด้วยนะครับ แต่ลืมถ่ายรูปมา เลยไม่มีรูปมาโชว์ครับ

ป.ล.3 เนื้อหาตอนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปบ้าง

#25 By PeeYong \-_-> on 2006-09-26 17:40

อยากไปเที่ยวจังค่ะ ชอบจังที่มีร้ายขายหนังสือด้วย อู๊ย....อยากไปอยากไปค่ะ

#24 By ~นิ้วก้อย~ on 2006-09-26 09:42

อยากไปกินไอติม

#23 By EEG guy on 2006-09-26 00:41

อูย...น่าไปจัง...ที่แน่ๆ..มีไอติมด้วยอ้ะ..อยากกินนนนนน...
ใส่ส้นสูงขึ้นเรือจนเป็นมืออาชีพแล้วค่ะพี่ชาย เวลาเดินจะดังแก๊งๆ



บางทีชันมาก เดินไม่ไหวก็ใช้แบบ ถัดๆเอา คนในเรือขำกันใหญ่ แต่ไม่กล้าหัวเราะอ่า

#21 By Poppii on 2006-09-25 10:34

ไปเที่ยวมั่งดีกว่า

#20 By Poppii on 2006-09-25 10:28

27sep-24oct 2006เค้าจะมาbangkok
ไม่ใช่หรอค่ะ เดี๋ยวรอซื้อที่กรุงเทพก็ได้555..

#19 By หนมอบ on 2006-09-24 22:47

อยากไปจังแต่คงไม่มีโอกาสได้ไปแล้วเพราะช่วงนี่ติดสอบ
อยากได้โมเดลมาสะสมจังเลยคงต้องเป็นโอกาสหน้าแล้วมั้ง
เดี๋ยวเตรียมสวดมนต์ให้มาจอดที่ อจปร.เพราะใกล้บ้าน อิอิ..

#18 By หนมอบ on 2006-09-24 22:33


น่าไปจัง ไอศครีมก็น่าทาน น่าสนุกดี เหมือนได้ไปทัศนศึกษาเลย

#17 By SweetCooL**++** on 2006-09-24 14:40

จำได้ว่าเรือนี้ เคยมาจอดที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลาด้วย นานแล้วหล่ะ คราวนั้นก็ไม่ได้ไป

#16 By ~ M@shiiro ~ on 2006-09-24 13:46

ฮือออออออออ
น่าเสีดายที่ไปไม่ได้ครับ
เพราะที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีกะลังสอบกันอยู่
อยากไป๊อยากไปแต่ก็ไปไม่ได้อ่า
ขอบคุณนะครับที่เอามาลงให้อ่านกัน

#15 By Zeaman 28 on 2006-09-24 12:35

น่าไปเยี่ยมชมดีจัง ...
ได้บรรยากาศดีแฮะะ ร้านหนังสือในเรือ
ดีนะว่า เรือลำใหญ่ ไม่งั้นเลือกหนังสือไปเรือโคลงเคลง
มึนเมาแน่ๆ

ปล. ชอบถ้วยไอศกรีมน่ารักเนอะ
ลานกราฟฟิคกิ๊บเก๋

#14 By ++ HoORaY ++ on 2006-09-24 10:22

ฉันชอบนั่งเรือมากๆๆ แม้ว่าในชีวิตจะได้นั่งอยู่ไม่ถึงสิบครั้งล่ะมั้ง

อยากกินไอติมรสกล้วยจัง แหะๆ

ปีหน้ามีแผนจะไปล่องเรือค่ะ แต่คงไม่ได้ประสบการณ์ บรรยากาศ และประวัติศาสตร์มาเล่าดีๆ ได้ขนาดนี้หรอกนะ
ชอบมากครับ ไม่รู้จะมีโอกาสไปได้ชมปล่าว ขอบคุณที่นำรูปมาให้ชมกัน

ดีจังมีมุมหนังสือให้ด้วย

เคยไปชมเหลือหลวงจักรีฯ ทึ่งครับ สง่างามใหญ่โต ต้องชมคนสร้างเรือขนาดมหึมาเหล่านี้ ที่ทำให้ลอยบนน้ำได้

#12 By จั่นเจา on 2006-09-24 09:07

เห็นภาพแล้ว ยังกับได้ไปเองเลยค่ะ ชอบไอศครีมรสกล้วย เหลืองน่ากินมาก

#11 By detong on 2006-09-23 23:35

ขยันถ่ายรูปนะ
สนใจหนังสือ
สนใจไอติมรสกล้วย

พาไปหน่อย พาไปหน่อย พาไปหน่อยจิ

#10 By namwarn on 2006-09-23 23:09

อยากไปมากเลย แต่ 26 นี้ไม่ทันแล้วง่ะ ไม่ว่างเลย .. เสียดายจัง
อยากไปเที่ยวอีกจัง.....

#8 By ღ::..SKY..::ღ on 2006-09-23 21:24

เพิ่งจะเคยเห็นเรือลำนี้นี่แหละจ้ะ

**คือ...ตอนแรกเลยที่เข้ามา

เราอ่านชื่อเรือลำนี้เป็น "ดาวหลอด"ง่ะ
ฮี่ๆ

ขอโทดค่า
น่าไปจังฮับ สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ไปคลังจุกเสม็ดของบริษัท เห็นป้ายอยู่เหมือนกันฮับ

#6 By zui ai yanchengxu on 2006-09-23 20:41

โอ้โห เห็นรูป + คำบรรยายแล้ว น่าไปเที่ยวจังเลยครับ

ไม่รู้ว่าคนจัดงานสัปดาห์หนังสือสนใจจัดงานบนเรือรบบ้างมั้ยเอ่ย

#5 By Highwind on 2006-09-23 20:10

กี๊ซ ลืมบอกไป

จะได้สำเนียงปะกิต ที่ดีในสายตาต่างชาติ แต่จะน่าหมั่นไส้ในสายตาคนไทย

ไม่เป็นไร เราเรียนสาขานี้ ต้องออกสำเนียงให้คนไทยหมั่นไส้ถึงจะดี สำหรับหนูนะ (ฮา)

#4 By เมพหมี shakri on 2006-09-23 19:43

อดไปแน่ๆ ไม่มีรถ ก๊าซซซ จะเก็บเงินซื้อรถแล้วให้พี่ชายหนูขับไปเที่ยวสัตหีบ(พี่เต้ พี่ชายที่บ้านเป็นพ่อครัวยันโชเฟอร์)

ถ้าเอาแม่ไปเป็นบัตรผ่านประตูต้องให้ชีแต่งเครื่องแบบไหมเนี่ย นึกถึงตอนไปดูเรือพระราชพิธี เอาแม่เป็นบัตรผ่าน (ฮา)

#3 By เมพหมี shakri on 2006-09-23 19:42

น่าไปจังครับ น่าจะมาจอดที่ปากแม่น้ำปัตตานีนะ อิอิอิ

หะเบส กับ หะเรีย นี่มาจากภ่าษาอะไร หรอครับ

#2 By หนุ่มชุดดำ on 2006-09-23 19:27

รอตั้งนาน มาอัพแร้น จากที่อ่านคาดว่าหนังสือในเรือนั้นคงไม่แปลกซักเท่าไหร่ แต่ได้อีกบรรยากาศ ของร้านหนังสือในเรือมากกว่า
ป.ล. เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายภาพห้องน้ำมาด้วยอยากเห็นมั๊กๆ

#1 By Catch me if u can (203.144.187.18) on 2006-09-23 19:08

Facebook