911 , MOOTW และ WMD

posted on 11 Sep 2006 01:22 by zedth in Sa-ra

ใครไม่รู้ว่า 911 คืออะไรบ้างครับ .... ให้เวลานึกสักสามบรรทัดละกัน

911 ก็คือหมายเลขของเรือหลวง จักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำแรกและลำเดียว ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นเองครับ

ร.ล.จักรีนฤเบศร

!AGG !AGG

อ๊ะ ... ไม่ใช่เหรอ

เอ่อ จริง ๆ แล้ววันนี้ ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องเรือจักรีฯ หรอกครับ แต่จะมาพูดถึง เหตุการณ์ 9/11 หรือ 11 ก.ย. วันที่ตึก World Trade Center ถล่มนั่นเองครับ ซึ่งผมเชื่อว่า วันนี้ หลาย ๆ คนคงจะพูดถึงกันในแง่มุมต่าง ๆ เป็นแน่

World Trade Center

สำหรับในแง่มุมของผม ผมจะพูดถึง WMD (Weapon of Mass Destruction) หรือ อาวุธทำลายล้างสูง ครับ ซึ่งมีการตั้งชื่อเป็นครั้งแรก จากการทิ้งระเบิดปูพรมที่เมือง เจอนิก้า (Guernica) ซึ่งเป็นเมือง ๆ หนึ่งของ รัฐบ๊าส์ก (Basque Country รัฐอิสระ ปกครองตนเอง ก่อนหน้าที่จะรวมเป็นประเทศสเปน) โดยเยอรมันและอิตาลี เมื่อ 26 เมษายน ค.ศ.1937 เนื่องจากการโจมตีในครั้งนี้ ส่งผลทำให้พลเรือนล้มตายประมาณ 250 คน เมืองเกิดไฟไหม้ลุกลามรุนแรง และสิ่งก่อสร้างถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง

Guernicaสภาพอันย่อยยับของเมือง เจอนิก้า

WMD คือ อาวุธอะไรก็ตาม ที่มีอานุภาพในการทำลายล้างมวลชน เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งในสมัยก่อนนี้ มีอาวุธเพียง 3 อย่างเท่านั้น ที่จัดอยู่ในอาวุธประเภทนี้ คือ ระเบิดนิวเคลียร์ , อาวุธเคมี และอาวุธชีวะ แต่ไม่ได้เรียกว่า WMD แต่เรียกรวมกันว่า NBC (Nuclear Biological Chemical) หรือ ABC (Atomic Biological Chemical) แต่ต่อมาก็ได้แยกอาวุธกัมมันตรังสีออกมาจากอาวุธนิวเคลียร์ เลยมีการเรียกชื่อเสียใหม่ว่า CBRN หรือ Chemical Biological Radiological Nuclear

Nuclear SymbolBio Hazard SymbolToxic Symbol
สัญลักษณ์แทนอาวุธ NBC ทั้ง 3 ชนิด
เรียงตามลำดับจากซ้ายไปขวา

แต่ในปัจจุบัน วิธีการทำสงครามเปลี่ยนแปลงไป จากสงครามในรูปแบบ ก็กลายเป็นสงครามนอกรูปแบบ ที่เรียกกันว่า MOOTW (อาจจะ อ่านว่า MOOT WAR ก็ได้นะครับ) หรือ Military Operations Other Than War แปลเป็นไทยได้ว่า ปฏิบัติการทางทหารที่นอกเหนือจากสงคราม ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการต่อต้านการก่อการร้าย และ การส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองและการทหาร เสียเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งในการก่อการร้ายนั้น ก็มีการหวั่นเกรงว่าจะมีการนำอาวุธทั้งสามชนิดดังกล่าวมาใช้ เช่น อาวุธเคมี ซึ่งมีการใช้มาแล้ว ที่ญี่ปุ่น เมื่อลัทธิโอมชินริเกียว นำแก๊สพิษ ซารินไปแพร่กระจายในสถานีรถไฟใต้ดิน แต่เนื่องจากความพร้อมรับมือของทางการญี่ปุ่น จึงทำให้มีผู้เสียชิวิตน้อยราย แต่ก็มีผู้ที่ป่วยรุนแรงถึงพันกว่าคนเลยทีเดียว และหลังจาก เหตุการณ์ 9/11 แล้ว ก็มีการจับกุมตัวผู้ก่อการร้าย ซึ่งวางแผนที่จะนำ สารโลหิต (สารที่ใช้ มีส่วนประกอบของ ไซยาไนด์) ไปแพร่กระจายในสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงนิวยอร์คอีกด้วย

ทางด้านของอาวุธชีวะ ก็ปรากฏว่ามีการใช้ในสงครามอ่าว ครั้งที่ 1 ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มอาการของโรคที่เรียกว่า Gulf War Syndrome ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอาการของโรคนี้ เกิดจากอาวุธชีวะ และผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อแอนแทร็กซ์ และที่เป็นข่าวดังก็คือ มีผู้ส่งจดหมายที่บรรจุเชื้อแอนแทร็กซ์ไปยังอเมริกา ซึ่งเรื่องนี้สร้างความหวาดวิตกให้กับประชาชนชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก

ส่วนทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ แม้จะยังไม่มีการใช้ แต่นานาประเทศต่างก็เกรงกลัว และวิตกกังวลกับ อาวุธกัมมันตรังสี (Radiological Weapon)ที่เรียกว่า Dirty Bomb ซึ่งเป็นการนำกาก หรือ ธาตุกัมมันตรังสีใส่เข้าไปกับระเบิด TNT หรือระเบิดอะไรก็ตาม วัตถุประสงค์ก็เพื่อต้องการให้สารกัมมันตรังสี แพร่กระจายไปตามที่ต่าง ๆ ด้วยแรงระเบิด

สาเหตุหนึ่งที่ทั่วโลกต่างเกรงกลัว Dirty Bomb นี้ ก็เพราะมีข่าวว่า กากกัมมันตรังสี และระเบิดนิวเคลียร์ขนาดย่อม ๆ ได้ตกไปอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย และพ่อค้าในตลาดมืด ภายหลังการล่มสลายของ สหภาพโซเวียตรัสเซีย ซึ่งหัวรบนิวเคลียร์เหล่านี้ ได้ถูกโยกย้ายจากที่เก็บในโซเวียตฯ ไปกับกระเป๋าเจมส์บอนด์ หรือที่เรียกกันว่า Nuclear Suitcase Bomb หรือ Suitcase Nukes

Suitcase Bombแบบจำลอง Nuclear Suitcase Bomb
ซึ่งจารกรรมมาได้จากอดีตโซเวียตฯ

แต่แล้ว เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2001 ก็เกิดเหตุการณ์ฉีกตำรา การต่อต้านการก่อการร้าย ของสหรัฐฯ นั่นก็คือ การจี้เครื่องบิน 4 ลำ โดยผู้ก่อการร้ายกลุ่ม อัลเคด้า 19 คน แล้วบังคับเครื่องบินให้พุ่งชน ตึกเวิล์ดเทรด เซ็นเตอร์ และ เพนตาก้อน

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้คำว่า WMD กลายเป็นที่สนใจของทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง (หลังจากสงครามเย็น) เนื่องจากว่า โลกได้ตระหนักแล้วว่า อาวุธทำลายล้างสูงไม่จำเป็นต้องเป็น ระเบิดปรมาณู , อาวุธเคมี , อาวุธชีวะ หรือแม้กระทั่ง ระเบิดก็ไม่ใช่ แต่เพียงแค่เครื่องบินโบอิ้งสี่ลำเท่านั้น ก็คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 2,973 คนและ สูญหายอีก 24 คน ตึกสูงพังทลายไปสองหลัง

อานุภาพของ WMD ก็ใช่ว่า จะสร้างความเสียหายเฉพาะทางกายภาพเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจของผู้คน ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ อีกทั้งยังสร้างความสั่นสะเทือนต่อทุกวงการทั่วโลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ,การเมือง ,การทหาร ,ขนส่งมวลชน ,การกู้ภัย ,การข่าวกรอง ,สาธารณสุข ,ศาสนา ,องค์กรอิสระ และการกุศล หรือแม้แต่วงการบันเทิง ก็ยังได้รับผลกระทบไปกับเค้าด้วย นับว่า อานุภาพของ WMD นั้นรุนแรงเกินคาดเดาจริง ๆ

ภัยจาก WMD และ MOOT WAR เริ่มกลายเป็นภัยที่ไม่อาจคาดเดาได้ และไม่สามารถประมาณความเสียหายได้ เนื่องจากไม่ใช่สงคราม จึงไม่มีสมรภูมิรบที่ชัดเจน ยุทธวิธีที่ใช้ก็ไม่แน่นอน ผู้ก่อการร้ายจะเลือกโจมตีที่ใด เมื่อไร และอย่างไร ต้องอาศัยงานทางด้านการข่าวเท่านั้น และการเตรียมรับมือ ต้องใช้กำลังคน และทุนทรัพย์อย่างมากมายมหาศาล เพราะต้องเตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้าน คล้าย ๆ กับลักษณะของการเหวี่ยงแห และที่สำคัญ ผู้ก่อการร้ายมักจะเลือกโจมตีในจุดที่มีความอ่อนแอมากที่สุด

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ MOOT WAR นั้นน่ากลัวก็คือ เราไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู ยกตัวอย่างที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ก่อความไม่สงบนั้น ปะปนอยู่กับชาวบ้าน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการของทหารเป็นอย่างมาก และก็สร้างความเครียดให้กับ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการอยู่ จนถึงขนาดทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า พฤติกรรมนอกแนว (Misconduct Stress Behavior)

หรือแม้แต่กระทั่งกับ เหตุการณ์ 9/11 นี้ ตัวผู้ก่อการร้ายที่ขึ้นเครื่องบินไปก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย มิหนำซ้ำ ยังเป็นนักบินเสียเองถึงสี่คน นี่แหละครับ คือตัวอย่างที่บอกว่า สงครามนอกรูปแบบนี้ เราแทบไม่รู้เลยว่าใครคือศัตรู ใครคือมิตร

ณ ปัจจุบันนี้ WMD เป็นที่สนใจของหน่วยงานเพื่อความมั่นคง และรักษาความปลอดภัยของทั่วโลก การที่ผู้ก่อการร้ายจะนำ WMD มาใช้นั้น ย่อมที่จะยากขึ้น และอัตราความสำเร็จย่อมลดลง แต่นั่นก็เฉพาะกับ ประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า , มีเศรษฐกิจดี และมีหน่วยข่าวกรองที่ยอดเยี่ยม รวมถึงมีสายลับกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่อย่างประเทศไทย คงยากที่จะรับมือ [น่าแปลกที่กรณีคาร์บอมบ์ การข่าวรู้เรื่องเฉียบไว จับคนร้ายได้ทันควัน ขยายผลรวดเร็ว แต่ระเบิดแบงค์ 22 แห่งที่ภาคใต้ การข่าวกลับไม่รู้เรื่องเลย จับโจรก็ช้า ขยายผลต่อก็ฝืด (วกมาเรื่องนี้ได้งั้ยเนี่ย) ]

สรุปเลยละกัน (ก่อนที่จะเข้ารกเข้าพง) ว่าอาวุธที่จะทำลายล้างผู้คนชนิดที่คนล้มตายเป็นเบือนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธที่มีราคาแพง และสร้างได้ยากเย็นอีกต่อไป บางทีผู้ก่อการร้ายอาจจะกำลังเพาะเชื้อโรคอยู่หลังบ้านคุณก็เป็นได้ (อันนี้ล้อเล่นนะครับ เพราะถ้าจะเพาะเชื้อโรค ระดับสังหารได้ ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์มากพอที่จะเป็นที่สังเกตุของ หน่วยข่าวกรองได้เหมือนกัน) การที่จะต่อต้านอาวุธชนิดนี้ได้ เห็นจะมีแต่การขัดขวางไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นงานทางด้านการข่าวจึงเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการ MOOT WAR รู้ข่าว และสกัดกั้นให้ได้ ก็จะไม่เกิด เหตุการณ์ 9/11 ขึ้นมาอีก

สุดท้าย ข