กว่าจะมีเรือดำน้ำ

posted on 07 Sep 2006 16:31 by zedth in Navy-Story

ภายหลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติ  พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478  และอนุมัติงบประมาณ จำนวน 18 ล้านบาท โดยจ่ายจากงบประมาณประจำปี ปีละ 1 ล้านบาท เป็นเวลา 6 ปี นอกนั้นจ่ายจากเงินคงคลัง กองทัพเรือก็ได้ทำการจัดหาเรือดำน้ำตามความต้องการทันที

โดยโครงการที่ได้เสนอไปนั้น กองทัพเรือมีความต้องการเรือดำน้ำ จำนวน 6 ลำ ประมาณราคาในขั้นต้นไว้ลำละ 2.3 ล้านบาท และต้องการในเบื้องต้น 3 ลำ ซึ่งจะเห็นว่าโครงการนี้ สอดคล้องกับ รายงานเรื่อง เรือ ส. ของ สมเด็จพระบรมราชชนก (ร.ท. กรมขุนสงขลานครินทร์) ที่พระองค์ทรงเสนอ แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยแบ่งขั้นการดำเนินการออกเป็น 2 ตอน ตอนละ 2 ขั้น คือ

ตอนที่ 1 ขั้นที่ 1 ต้องใช้เรือ ส. 2 ลำ ขนาดระวางขับน้ำเหนือน้ำ 190 ตัน ใต้น้ำ 230 ตัน ความเร็วเหนือน้ำ 15 น็อต ความเร็วใต้น้ำ 9.5 น็อต รัศมีทำการ 450 ไมล์ มีตอร์ปิโดขนาด 4.5 ซ.ม. 2 ท่อยิง (หัว,ท้าย) และคนประจำเรือ 20 คน เรือ ส. ทั้ง 2 ลำนี้ จะมีไว้เพื่อป้องกันปากแม่น้ำทั้ง 4 คือ แม่น้ำเจ้าพระยา , ท่าจีน , แม่กลอง และบางปะกง

ตอนที่ 1 ขั้นที่ 2 ต้องใช้เรือ ส. แบบเดียวกับในขั้นที่ 1 อีก 2 ลำ เพื่อขยายแนวป้องกันออกไปจนถึง เกาะจวง , เกาะสัตกูด , เขาสามร้อยยอด

ในตอนที่ 2 นี้ พระองค์ทรงแบ่งการดำเนินการเป็น 2 อย่าง คือ อย่างเล็ก กับ อย่างใหญ่ เรียกเป็น ก. กับ ข.

ตอนที่ 2 ขั้น ก. (เล็ก) ขยายอาณาเขตไปจนถึงเกาะสมุย เพิ่มเรือดำน้ำขนาดใหญ่ขึ้น อีกจำนวน 3 ลำ

ตอนที่ 2 ขั้น ข. (ใหญ่) ขยายอาณาเขตไปจนถึงสิงคโปร์ และเพิ่มเรือดำน้ำขนาดใหญ่ มีระวางขับเหนือน้ำ 800 ตัน ใต้น้ำ 1,000 ตัน ความเร็วเหนือน้ำ 18.5 น็อต ใต้น้ำ 15.5 น็อต รัศมีทำการ 2,500 ไมล์ทะเล ตอร์ปิโด 4 ท่อยิง (หัว 2 ท้าย 2) ปืนใหญ่ขนาด 76/25 มม. 2 กระบอก จำนวน 2 ลำ

นอกจากใน รายงานเรื่อง เรือ ส. แล้ว ยังมีแนวทางการจัดกำลังเรือ ส. ของสมเด็จพระบรมราชชนก อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสมุดแบบฝึกหัดส่วนพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงลิขิตไว้เป็นภาษาเยอรมัน เรื่อง ร่างโครงการสร้างกองเรือรบ (Flottenbauplan) ในโครงการนี้มีความต้องการเรือ ส. 4 ลำ ขนาดระวางขับน้ำเหนือน้ำ 230 ตัน ความเร็วเหนือน้ำ 14 น็อต ใต้น้ำ 10 น็อต มีตอร์ปิโดขนาด 53 ซม. 2 ท่อยิง และจะใช้เกาะสีชัง เป็นฐานปฏิบัติการ

กองทัพเรือได้จัดตั้ง คณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือ โดยมี นายนาวาเอก พระยาวิจารณ์จักรกิจ (ต่อมาเป็น พลเรือตรี) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการทหารเรือ ในสมัยนั้น เป็นประธาน ในการจัดหาเรือดำน้ำ เมื่อกองทัพเรือ กำหนดคุณสมบัติของเรือดำน้ำ (สมัยนั้นเรียกว่าเรือดำน้ำแล้ว) ที่ต้องการแล้ว ก็ได้เรียกประกวดราคาสร้างเรือดำน้ำในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2478 และได้มีประเทศต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอดังนี้

ประเทศอิตาลี มีตอร์ปิโดหัวเรือ 4 ท่อ ท้าย 2 ท่อ ไม่มีปืนใหญ่ , ลูกปืน และลูกตอร์ปิโด ราคา 3 ลำรวม 3,747,420 บาท ถ้า 4 ลำเป็นเงิน 4,970,640 บาท

ประเทศญี่ปุ่น มีตอร์ปิโดหัวเรือ 2 ท่อ ท้าย 2 ท่อ มีปืนใหญ่และลูกปืน แต่ไม่มีลูกตอร์ปิโด โดยแบ่งตามขนาดของระวางขับน้ำ และจำนวนลำ ดังนี้

  • ขนาด 345 ตัน 3 ลำ ราคา 2,390,330 บาท 4 ลำ ราคา 3,161,290 บาท
  • ขนาด 370 ตัน 3 ลำ ราคา 2,479,355 บาท 4 ลำ ราคา 3,280,000 บาท
  • ขนาด 380 ตัน 3 ลำ ราคา 2,606,601 บาท 4 ลำ ราคา 3,447,742 บาท

ประเทศเดนมาร์ค 4 ลำ (ไม่ทราบรายละเอียด) ราคา 5,688,468 บาท

ประเทศอังกฤษ เฉพาะตัวเรือและเครื่องจักร 3 ลำ ราคา 4,023,630 บาท 4 ลำ ราคา 5,241,036 บาท

ประเทศฮอลันดา มีปืนใหญ่พร้อมลูก และต้อร์ปิโดพร้อมลูก 3 ลำ ราคา 5,012,976 บาท 4 ลำ ราคา 6,571,386 บาท ถ้าไม่มีลูกปืนและลูกตอร์ปิโด 3 ลำ ราคา 4,188,159 บาท 4 ลำ ราคา 5,471,811 บาท

ประเทศฝรั่งเศส ไม่มีลูกปืน ไม่มีลูกตอร์ปิโด ราคาลำละ 3,262,773 บาท

ซึ่งในที่สุด คณะกรรมการได้ตกลงใจเลือก เรือดำน้ำขนาด 370 ตัน ของประเทศญี่ปุ่น และก็ได้เจรจาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจากญี่ปุ่นอีก เช่น ถังหนีภัย และอุปกรณ์การหนีภัยจากเรือดำน้ำ ตลอดจนการฝึกกำลังพลประจำเรือดำน้ำ

และแล้ว เรือดำน้ำสัญชาติไทยคู่แรก คือ ร.ล.มัจฉานุ และ ร.ล.วิรุณ ก็ได้วางกระดูกงู เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 และทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2479 โดยมี พระมิตรกรรมรักษา อัครราชฑูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น ในขณะนั้น เป็นประธานในการปล่อยเรือลงน้ำ และเรือได้สร้างเสร็จบริบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480

พิธีปล่อย ร.ล.มัจฉานุ ลงน้ำ

ส่วน ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล นั้น วางกระดูกงูเมื่อ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2479 และทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 และสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2481

เมื่อได้รับมอบเรือทั้งหมดแล้ว ทหารเรือไทยต้องอยู่ฝึกกับกองทัพเรือญี่ปุ่นต่อจนเสร็จสิ้นการฝึก และถอนสมอออกจากญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เดินทางกลับถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน และได้ทำพิธีขึ้นระวางประจำการ พร้อมกับ ร.ล.ศรีอยุธยา เรือปืนอีกลำที่ต่อที่ญี่ปุ่นเช่นกัน ในวันที่ 19 กรกฎาคม ปีเดียวกัน

ส่วนเรือดำน้ำอีก 2 ลำที่คาดว่าจะต่อเพิ่มอีก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ตามโครงการนั้น ปรากฏว่าไม่ได้ทำการต่ออีก เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลจึงต้องสำรองเงินคงคลังไว้เผื่อในภาวะสงคราม ทำให้ในประวัติศาสตร์ของไทย เรามีเรือดำน้ำทางทหารแค่4 ลำเท่านั้น

ประวัติเรือดำน้ำไทยยังไม่จบนะครับ ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามอยู่อีกเยอะ แต่รออ่านคราวหน้านะครับ

Related Link

Comment

Comment:

Tweet

มาแร้น อย่างน้อยประเทศไทยก็เคยมีเรือดำน้ำละกัน แค่สี่ลำก็เถอะนะ

#10 By EMMA (58.8.1.55) on 2006-09-08 13:39

นั่นน่ะซิ อยากรู้จักว่าเรือมีระบบอะไร
ทำไมถึงดำลงไปอยู่ในน้ำได้

#9 By หนมอบ on 2006-09-08 12:42

บุ๋งๆๆๆ ดำน้ำ
ราคาแพงใช่เล่นเลยอะ
อยาลองนั่งซักครั้ง พาไปหน่อยเร้ว

เมื่อคืนไม่ on MSN เหรอ

#8 By namwarn on 2006-09-08 09:39

แวะมาราตรีสวัสดิ์ รออ่านต่อนะฮับ

#7 By zui ai yanchengxu on 2006-09-07 23:14

อยากลองนั่งเรือดำน้ำดูเหมือนกันค่ะ...แต่หนูว่ามันต้องหูอื้อแน่เลย...

#6 By Vira * on 2006-09-07 23:04

ทำไมยาวจังอ่ะเรื่องนี้ อ่านจนเมื่อยลูกกะตาแล้วพี่ชาย

รู้ละเอียดจังนะ รู้ไปถึงราคงราคาเค้านู่น เกินไปป่าวเนี่ย

#5 By Poppii on 2006-09-07 21:53

นั่งรอหน้าจอ ติดตามอ่านตอนต่อไปดวงความระทึกในดวงหทัยพลัน
ผมว่า เรือดำน้ำเนี่ย เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่มนุษย์สร้าง

กว่าจะสร้างได้ต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่าย แรงงาน ความคิด มหาศาล

กว่าจะซื้อได้ก็ยากนัก

งานที่ยากต่อไปคือ งานบำรุงรักษา นั่นแล

#3 By จั่นเจา on 2006-09-07 19:22

#2 By romyen on 2006-09-07 17:43

สุดท้ายก็ Made in Japan ทั้ง 4 ลำ เลย โว่ว
รออ่านอีก อีก ให้ไว

#1 By Catch me if u can (58.8.10.160) on 2006-09-07 17:36

Facebook