ที่มาของชื่อเรือ ส.

posted on 05 Sep 2006 19:13 by zedth in Navy-Story

ในประวัติศาสตร์เรือรบสยามนั้น เราเคยมี เรือดำน้ำอยู่ถึง 4 ลำ ซึ่งในสมัยนั้น เรียกว่า เรือ ส. ซึ่งกว่าจะได้เรือ ส. นี้มา กองทัพเรือ ต้องรอถึง 27 ปี ดังที่ผมได้เคยเล่าไปแล้วในเรื่อง 4 ก.ย. วันที่ระลึกเรือดำน้ำ

เรือ ส. ทั้ง 4 ลำนี้ มีชื่อและหมายเลขเรียงตามลำดับ ดังนี้
1.ร.ล.มัจฉานุ หมายเลข 1
2.ร.ล.วิรุณ หมายเลข 2
3.ร.ล.สินสมุทร หมายเลข 3
4.ร.ล.พลายชุมพล หมายเลข 4

เรือดำน้ำไทย

หากท่านผู้อ่านสังเกตุจะเห็นว่า เรือ ส. ทั้ง 4 ลำนี้ มีชื่อตามตัวละครในวรรณคดีอมตะของไทยทุกลำ ซึ่งตาม ระเบียบกองทัพเรือ ว่าด้วยการแบ่งชั้นเรือ หมู่เรือ และการตั้งชื่อเรือหลวง ได้กำหนดให้เรือ ส. หรือเรือดำน้ำ ตั้งชื่อเรือตาม ผู้มีอิทธิฤทธิ์ สามารถดำน้ำได้ผิดมนุษย์มนา หรือ อาศัยอยู่ใต้บาดาล ในนิยาย หรือวรรณคดีไทย ซึ่งแต่ละลำก็มีที่มาจาก วรรณคดีต่าง ๆ ดังนี้

ร.ล.มัจฉานุ ได้ชื่อมาจาก มัจฉานุ จากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ มัจฉานุ เป็นบุตรของ หนุมาน กระบี่ผู้เป็นทหารเอกของพระราม และ นางสุวรรณมัจฉา ซึ่งเป็นธิดาของทศกัณฐ์ เข้าข่ายรักต้องห้าม (แต่จริง ๆ แล้ว หนุมานน่าจะข่มขืนนางสุวรรณมัจฉามากกว่า) ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ มัจฉานุมีกายเป็นลิง ผิวสีขาว เหมือนผู้บิดา และมีหางปลาเหมือนมารดา

มัจฉานุ

กำเนิดของมัจฉานุ นั้นเริ่มมาจาก หนุมานได้รับบัญชาจากพระรามให้ไปจองถนน สำหรับยกทัพไปกรุงลงกา หนุมานก็นำพลพรรควานร ช่วยกันขนหิน ไปถมทะเลเพื่อทำทางข้าม แต่แม้นจะโยนหินลงไปในคงคาสักเท่าใด ก็ไม่ยักจะถมได้เต็มเสียที ยังความแคลงใจให้แก่ หนุมานเป็นอย่างยิ่ง ขุนกระบี่ของเราจึงต้องดำน้ำลงไปดูให้หายสงสัยว่า ทะเลนี้ลึกสุดหยั่งหรืออย่างไร

เมื่อดำลงไปถึงก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็มีฝูงปลา และสัตว์ทะเลมากมายมาร่วมด้วยช่วยกัน ขนหินทั้งหลายไปทิ้งนี่เอง หนุมานจึงควานหาตัวหัวหน้าใหญ่ที่คุมไซด์งานนี้ ก็ไปพบ สุวรรณมัจฉาเข้า จึงเข้าต่อสู้กัน แต่สู้กันไปสู้กันมา กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไป ดันเกิดอารมณ์พิศวาสเสียนี่ สุวรรณมัจฉา ซึ่งสู้กำลังหนุมานไม่ได้ จึงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล่ำ เสียเนื้อเสียตัวให้แก่หนุมาน เรียบร้อยโรงเรียนวานรไป

เมื่อการณ์กลับกลายเป็นเช่นนั้น สุวรรณมัจฉา ไม่รู้จะทำอย่างไร ฝ่ายหนึ่งก็สามี อีกฝ่ายก็ปิตุลา แต่ด้วยความสิเหน่หา (หรือฝีไม้ลายมือ และลมปากของหนุมานก็ไม่ทราบได้) นางจึงตัดสินใจช่วย หนุมาน สร้างถนนไปยังกรุงลงกาจนสำเร็จ

หลังจากที่ พระราม และหนุมาน เคลื่อนทัพผ่านไป นางสุวรรณมัจฉา (ตอนนี้เป็นนางไปแล้ว) ก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ทีนี้ก็กลัวความจะแตก รู้ถึงหูพระบิดร ได้มีหัวขาดกันทั้งแม่ทั้งลูก เธอจึงต้องกบดานไปคลอดลูก (ทำกันมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว ไม่แปลกหรอกครับ) และเมื่อลูกคลอดออกมา ก็ได้ตั้งชื่อให้ว่า มัจฉานุ และก็นำลูกไปปล่อยทิ้งไว้ ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง หวังจะมีผู้ใจบุญเก็บไปเลี้ยงดู อุปถัมภ์ (ไม่ได้ไปปล่อยทิ้งให้ตายเหมือนในสมัยนี้นะครับ) และได้สั่งเสียกับลูกตนไว้ว่า พ่อของลูกชื่อหนุมาน มีกุณฑลขนเพชร เขี้ยวแก้ว และเหาะขึ้นไปหาวเป็นดาวเดือนได้ ถ้าพบกันก็จงกราบไหว้พ่อนะลูกรัก

และแล้วก็มีผู้ใจบุญนำมัจฉานุไปเลี้ยงดังคาด ซึ่งก็คือ ไมยราพณ์ ญาติทศกัณฐ์ ตนหนึ่งนั่นเอง เมื่อเติบใหญ่ ไมยราพณ์ ก็ให้มัจฉานุ ไปรักษาสระบัวใหญ่ ซึ่งเป็นด่านชั้นในของวังทศกัณฐ์ ครั้นพอถึงคราวที่หนุมานบุกมาชิงตัวพระรามก็ได้ประมือกัน

เนื่องจากเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของหนุมาน ความสามารถและพละกำลังจึงสูสีกับบิดา สู้กันอย่างไรก็ไม่รู้แพ้รู้ชนะ สู้กันไปสู้กันมา มัจฉานุก็พินิจพิเคราะห์รูปหนุมานว่าไฉนจึงมีรูปลักษณ์เหมือนดั่งบิดาที่แม่สั่งความไว้ จึงได้ถามคำถามลองเชิงไปว่า "ตัวเรานี้ได้นามกร ชื่อมัจฉานุวัยวุฒิ บุตรนางมัจฉาดวงสมร ... บิตุเรศของเราผู้ศักดา ชื่อว่าคำแหงหนุมาน ตัวท่านนี้เป็นวานร นามกรชื่อไรจึ่งอาจหาญ ล่วงมาถึงมือพระกาฬ ไม่กลัววายปราณฤาว่าไรฯ"

หนุมานได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่าลูกตน จึงบอกว่าตนนั้นชื่อหนุมานและเป็นพ่อเจ้า แต่มัจฉานุไม่เชื่อ ร้องท้าว่า "ใครจักเชื่อฟังวานร แม้นหาวเป็นดาวเดือนตะวัน ให้เห็นสำคัญประจักษ์ก่อน เราจึ่งจะเชื่อว่าบิดร ทหารพระสี่กรอวตาร ฯ" ได้ยินดังนั้น หนุมานก็ไม่รอช้า "สุดสวาทของพ่ออย่าสงสัย ว่าพลางก็เหาะขึ้นไป อยู่ในอากาศด้วยฤทธาฯ หาวเป็นดาวเดือนทินกร เขจรสว่างเวหา เสร็จแล้วก็กลับลงมา ยังพื้นพสุธาทันทีฯ"

เมื่อได้เห็นหลักฐานกับตาตนดังนั้น มัจฉานุก็แจ้งประจักษ์ทันที ทิ้งอาวุธก้มลงกราบตีนบิดา และร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนบิดาอย่าได้ถือโทษโกรธขึ้ง ให้เป็นบาปกรรมติดตัวไปในชาติหน้า หนุมานก็ดีใจ ได้พบหน้าลูก บอกกล่าวว่าพ่อไม่ถือเอาความให้เคืองใจ แต่ครั้นตนจะมัวแต่ดีใจอยู่ก็ไม่ได้ เพราะมีภาระกิจใหญ่คือช่วยพระราม จึงหวังจะให้ มัจฉานุบอกทางไปหา ไมยราพณ์ มัจฉานุได้ยินดังนั้น ก็กล่างตอบว่า ตนไม่อาจคิดระยำ อกตัญญูต่อไมยราพณ์ได้ จึงบอกพ่อตนไปว่า"ด้วยพระยาไมยราพอสุรี ได้เลี้ยงลูกนี้จนใหญ่มา พระคุณดั่งคุณบิตุเรศ ซึ่งบังเกิดเกศเกศา อันซึ่งจะบอกมรคา ดั่งข้าไม่มีกตัญญู บิดาลงมาทางไหน ทางนั้นจะไปยังมีอยู่ จงเร่งพินิจพิศดู ก็จะรู้ด้วยปรีชาชาญฯ" แล้วหนุมานก็หาทางไปต่อได้ด้วยตนเอง

ร.ล.วิรุณ ตั้งชื่อตาม วิรุณจำบัง ยักษ์ซึ่งเป็นเครือญาติของ ทศกัณฐ์ จากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ มีกายสีมอหมึก (สีขาวเจือดำ) ปากขบ ตาดั่งจระเข้ มีอิทธิฤทธิ์คือสามารถหายตัวได้ เป็นบุตรของพระยาทุขษณ์เจ้ากรุงจารึก ซึ่งเป็นอนุชาของทศกัณฐ์ ดังนั้น วิรุณจำบัง จึงมีศักดิ์เป็นหลานของ ทศกัณฐ์ วิรุณจำบังยกทัพไปช่วยทศกัณฐ์ทำศึกกับพระราม โดยขี่ม้านิลพาหุ หายตัวเข้าไปในกองทัพของพระราม ลอบฆ่าพวกไพร่พลลิงตายไปเป็นจำนวนมาก พิเภก ถวายคำแนะนำให้พระรามแผลงศรไปฆ่าม้านิลพาหุเสีย วิรุณจำบังจึงหนีไปซ่อนตัวในฟองน้ำใต้แม่น้ำสีทันดร บริเวณภูเขาสัตภัณฑ์ อยู่ทางใต้เขาพระสุเมรุ แต่ก็ถูกหนุมานตามไปฆ่าจนตาย

ความจริง สาเหตุที่นำชื่อ วิรุณจำบัง มาตั้งเป็นชื่อเรือ ส. นี้ น่าจะมาจากอิทธิฤทธิ์ในการหายตัวได้ และโจมตีข้าศึกโดยไม่ให้รู้ตัว มากกว่า การที่ไปซ่อนตัวอยู่ในฟองน้ำ ใต้แม่น้ำ เพราะเรือดำน้ำเอง ก็มีคุณสมบัติพิเศษก็คือ การเร้นกายดุจหายตัวไปในพื้นท้องทะเล เรือผิวน้ำไม่สามารถตรวจจับได้โดยง่าย และจู่โจมศัตรูโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

วิรุณจำบัง

อิทธิฤทธิ์ของวิรุณจำบังนี้ เป็นที่กล่าวขานกันมาก ถึงกับมีวิชาไสยศาสตร์ ชื่อเดียวกันนี้ หรือ วิชาอาพัดใบพลูกำบังเป็นวิชาที่เสกพลูกำบัง ให้เอาข้าวสารมาหนึ่งกำเซ่นชิน(ผีดิน)เอาปูนเขียนยันต์วิรุณจำบังที่ใบพลูแล้วนำมาทัดหูเป็นกำบัง เวลาเคลื่อนที่ต้องบริกรรมคาถาด้วย เป็นวิชาที่เรียนยากต้องจิตสูงแล้วต้องไม่ลังเล ใจต้องแน่วแน่มาก นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีเครื่องลางของขลังอีกหลายชนิด ที่ใช้ชื่อ วิรุณจำบัง เพื่อบอกสรรพคุณในการหายตัว เช่น ตะกรุด , เสื้อยันต์ เป็นต้น

ร.ล.สินสมุทร ตั้งชื่อตาม สินสมุทร ในเรื่อง พระอภัยมณี ร้อยกรองของ ท่านสุนทรภู่ สินสมุทรเป็นบุตรของพระอภัยมณี และ นางผีเสื้อสมุทร อสูรที่มีอำนาจมากที่สุดในแถบทะเลนั้น (ในบทประพันธ์เป็น แม่น้ำอโนมาน)

สินสมุทรมีรูปกายเหมือนมนุษย์ แต่มีเขี้ยวงอกออกจากปากเหมือนยักษ์ สามารถดำน้ำ ว่ายน้ำได้และมีพละกำลังมหาศาล โมโหร้ายเหมือนมารดา และเจ้าชู้เหมือนบิดา นอกจากนี้ยังเก่งกล้าสามารถในการรบ เพราะได้วิชาจากพ่อ และฤาษีโยคีที่เกาะแก้วพิสดาร

สินสมุทร

นอกจากสินสมุทรจะเป็นนักรบทางบกที่เก่งกาจแล้ว ยังเจนทะเลอีกด้วย เพราะเกือบทั้งชีวิตของสินสมุทรนั้น ล้วนแต่ผูกพันกับท้องทะเล ตั้งแต่เกิด และต้องร่อนเร่ไปในท้องทะเล กับ สุวรรณมาลี ซึ่งสินสมุทรรักเหมือนแม่แท้ ๆ เมื่อครั้งพลัดพรากกับบิดากลางทะเล และหลังจากที่ได้พบกับพระอภัยมณีอีกครั้ง สินสมุทรก็ได้เดินทางทางเรืออีกหลายครั้ง เพื่อไปสู้รบ และช่วยเหลือบิดาศรีสุวรรณ ผู้อาและ สุดสาคร น้องชายอยู่บ่อยครั้ง จึงนับได้ว่า สินสมุทรเป็นนักรบทางทะเลที่เก่งกาจผู้หนึ่งเลยทีเดียว

ร.ล.พลายชุมพล ตั้งชื่อตาม พลายชุมพล จากเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผนพลายชุมพล เป็นลูกชายของพระเอก คือ ขุนแผน หรือ พลายแก้ว กับ นางแก้วกิริยา เมียคนที่ห้า และคนสุ