ในสมัยหนึ่ง กองทัพเรือไทยเคยมีเรือดำน้ำประจำการอยู่ถึง 4 ลำ ซึ่งทำให้กองทัพเรือของไทยในขณะนั้น เป็นกองทัพเรือที่น่าเกรงขามที่สุดในนานาประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาเหตุก็เพราะ เขตอันตรายจากเรือดำน้ำ หรือ Sphere of Submarine Danger นั่นเอง

อันตรายจากเรือดำน้ำในสมัยนั้นก็คือ ความหวั่นเกรงต่อเรือดำน้ำ ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกลอบโจมตีจากเรือดำน้ำเมื่อไหร่ เพราะเทคโนโลยีในการตรวจจับเรือดำน้ำยังไม่ดีเท่ากับในยุคปัจจุบัน ดังนั้น ในการที่จะส่งเรือเข้ามาในน่านน้ำของไทย จึงมีข้อจำกัดมากขึ้น จะส่งเรือใหญ่มาก็ไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการถูกลอบโจมตี จะส่งเรือเล็กมาก็มีปัญหาเรื่อง น้ำมันเชื้อเพลิง และเสบียงอาหาร ไม่เพียงพอ อีกทั้งยังต่อกรกับเรือรบผิวน้ำของไทยเราได้ยาก เพราะขนาดเท่าเทียมกัน ด้วยเหตุนี้ เรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องจักรกลที่สร้างความกดดันให้กับข้าศึกได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของการมีเรือดำน้ำในประเทศไทย เริ่มมาจาก โครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ พ.ศ. 2453 โดยโครงการนี้ประกอบด้วยคณะกรรมการ คือ นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์) , นายพลเรือตรี พระยาราชวังสรรค์ (พลเรือเอก พระยามหาโยธา) และ นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร (พลเรือเอก กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร) ได้จัดทำขึ้นถวาย สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงนครสวรรค์ วรพินิจ (จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ) เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ. 129 (พ.ศ.2453) โดยในรายงาน ได้เสนอความต้องการ เรือ ส. จำนวน 6 ลำ แต่ เนื่องจากว่า สภาวะเศรษฐกิจของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพเรือจัดซื้อหรือสร้างเรือดำน้ำมาไว้ใช้ในราชการได้

(เรือ ส. เป็นคำที่ใช้เรียกเรือดำน้ำในยุคนั้น โดย ส. ย่อมาจากคำว่า สับมารีน (Submarine) หรือ สับเมิร์สสิเบิ้ล โบ๊ท (Submersible Boat) ซึ่งแปลว่า เรือดำน้ำ ในภาษาอังกฤษ)

ร.ล.สินสมุทร
ร.ล.สินสมุทร ขณะลอยลำอยู่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา
(ขอขอบคุณภาพส่วนตัวจาก อ.Submarine Lover)

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2458 สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) เสด็จกลับจากการศึกษาวิชาการทหารเรือจากประเทศเยอรมัน ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องเรือดำน้ำเป็นอย่างดี และกล่าวได้ว่าเป็นเพียงผู้เดียวในเมืองไทยสมัยนั้น ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรือดำน้ำ พระองค์ทรงสนพระทัยในวิชาการเรือดำน้ำเป็นพิเศษ เคยได้รับรางวัลที่ 1 ในการออกแบบเรือดำน้ำ ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่เยอรมันด้วย

พระองค์ (ขณะนั้น ทรงดำรงยศ เรือโท) ทรงถวายรายงานเรื่อง เรือ ส. ต่อ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือในขณะนั้น คือ พลเรือโท กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์ มีความหนา 94 หน้า ในรายงานฉบับนี้ พระองค์ทรงเสนอแนวความคิดในการจัดหาเรือ ส. ตั้งแต่ความสำคัญ , ผลประโยชน์ และผลเสียจากการมีเรือ ส. , แผนการส่งนักเรียนไปเรียนวิชาเกี่ยวกับเรือ ส. , แผนการสร้างเรือ ส. และแผนการใช้เรือ ส. ในการป้องกันประเทศ และพระองค์ได้ทรงสรุปในตอนท้ายว่า ถึงแม้ว่าประเทศเราจะเห็นสมควรว่าจะมี หรือ ไม่มี เรือ ส. ก็ตามที แต่ก็ควรจะศึกษาเรื่อง เรือ ส. ไว้ เพื่อที่ว่า เวลาที่เราต้องรบกับ เรือ ส. เราจะได้รู้ว่า เราจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะได้ไม่เสียทีเพราะความเขลา หรือความไม่รู้

สำหรับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่อง เรือ ส. นี้เป็นอย่างมาก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2459 พระองค์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง ร.ต.น. นนทรี หรือ เรือใต้น้ำหลวงนนทรี (พระองค์ ทรงเรียกเรือ ส. ว่า เรือใต้น้ำ) โดยใช้นามปากกาว่า ศรีอยุธยา เพื่อแสดงถึงความยากลำบากของนายทหารเรือดำน้ำ ซึ่งประสบอุบัติเหตุจมอยู่ใต้น้ำ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ น.ต.หลวงหาญสมุทร (พลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุทร) ได้เข้าศึกษาการใช้เรือดำน้ำ ในกองทัพเรืออังกฤษ จนสำเร็จ และได้ประจำการในกองเรือดำน้ำของราชนวีอังกฤษ ในสงครามโลกครั้งที่ 1

หลังจากนั้นอีก 18 ปี ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความฝันของกองทัพเรือ ที่จะได้มีเรือดำน้ำ ไว้ใช้ในราชการ จึงเป็นจริง โดยสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติ พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ. 2478 โดยในพระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดให้กองทัพเรือ ต่อเรือดำน้ำ จำนวน 6 ลำ โดยในที่สุดแล้ว ไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างต่อเรือ กับ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่นให้ต่อเรือดำน้ำ ขนาด 370 ตัน จำนวน 4 ลำ เป็นเงิน ลำละ 820,000 บาท และได้รับพระราชทานชื่อในภายหลังว่า ร.ล.มัจฉานุ (หมายเลข 1) , ร.ล.วิรุณ (หมายเลข 2) , ร.ล.สินสมุทร (หมายเลข 3) และ ร.ล.พลายชุมพล (หมายเลข 4) โดย ร.ล.มัจฉานุ และ ร.ล.วิรุณ สร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้ขึ้นประจำการในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 ทางกองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันนี้ของทุกปีเป็น วันที่ระลึกเรือดำน้ำ

ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.วิรุณ
พิธีรับเรือ ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.วิรุณ
เดือน ก.ย. 2480 ที่เมืองโกเบ

เรื่องราวเกี่ยวกับเรือดำน้ำ ยังไม่จบ เพราะว่ามันยาวมาก ถ้าผู้ใดสนใจ ติดตามอ่านกันต่อในคราวหน้านะครับ

ป.ล. เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ

Comment

Comment:

Tweet

angry smile

#22 By (118.173.243.180) on 2008-02-26 13:02

จะอ่านข่อมตามต่อไป

#21 By (61.7.147.165) on 2008-02-04 10:49

ตอบคุณ endohku ปัจจุบัน เรือดำน้ำของไทย ไม่มีอีกแล้วครับ ก็ได้แต่หวังว่า สักวันเราจะมีเรือดำน้ำอีกครั้งครับ

สำหรับภารกิจของเรือดำน้ำก็คือ เพื่อคานอำนาจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน , ลาดตระวเณ หาข่าว , ปล่อยทุ่นระเบิดเชิงรุก , ล่าและทำลายเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ , ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษ เข้าแทรกซึมพื้นที่เป้าหมายต่าง ๆ , รังควานเรือสินค้า เรือเดินสมุทร และอีกจิปาถะครับ สรุปว่ามีดีกว่าไม่มีครับ

#19 By เจ้าชายน้อย on 2006-09-29 01:34

สวัสดีค่ะ ไดอารี่ของคุณมีสาระมากเลยค่ะ อยากทราบว่าปัจจุบันประเทศไทยเรายังมีเรือดำน้ำอยู่รึป่าวคะ เเล้วเค้านำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง

#18 By endohku (203.113.38.11) on 2006-09-28 21:09

เรือดำน้ำ น่าตาเป็นแบบนี้นี่เอง
พึ่งเคยเห็นค่ะ ก็แบบดีนะคะที่คนเราสามารถผลิตให้เรือไปอยู่ใต้น้ำได้ ยิ่งเป็นเทคโนโลยีเมื่อ60-70ปีที่แล้วยิ่งน่าทึ่งใหญ่เลยว่าคนคิดเค้าคิดกันได้อย่างไรหนอ

#17 By หนมอบ on 2006-09-06 09:25

โอ้ววว
ความรู้ใหม่นะคะเนี่ย อิอิ

#16 By 000 on 2006-09-05 21:26

ยังไม่เคยเห็นเรือดำน้ำของจริงเลยค่ะ
อยากลองลงไปดูข้างในจัง

#15 By daranee on 2006-09-05 15:00

อยากอ่านเรื่องเรือดำน้ำต่ออีก พี่ชายเขียนเร็วๆนะ วันนี้เลยได้ปะ Please

#14 By EMMA (58.8.12.55) on 2006-09-05 11:46

ชอบจริงๆ เรื่องเรือดำน้ำเนี่ย
ใฝ่ฝัน อย่างจะเข้าไปนั่งดูสักวัน

เคยดูสารคดีเกี่ยวกับเรือดำน้ำที่ดำลงไปใต้ทะเลลึกเป็นพันๆฟิต
อยากไปดูปลา ดูสัตว์น้ำประหลาดๆจัง

เอ๊ะ เกี่ยวกับข้างบนมั้ยเนี่ย
ไม่ค่อยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือดำน้ำสักเท่าไหร่
จะได้ยินแต่เรื่องเรือรบซะมากกว่า .. ความรู้ที่ได้ดู
จากภาพยนต์ รู้ว่าเรือดำน้ำเพื่อป้องกันและโจมตี
.. ในปัจจุบันเรือดำน้ำของไทยเราทำหน้าที่คล้ายๆ
แบบนั้น หรือต่างกันออกไปมากน้อยแค่ไหนหรอคะ
อยากทราบน่ะค่ะ ..
.. รออ่านเรื่องราวของเรือดำน้ำต่อนะคะ ..

#12 By moodee on 2006-09-05 07:26

เขียนว่า วิรุณ แบบนี้ ถูกแล้วครับ

ซึ่งชื่อ "วิรุณ" นี้มาจากชื่อ "วิรุณจำบัง" ตนหนึ่งในวรรณคดีเรื่อง "รามเกียรติ์" โดย "วิรุณจำบัง" ตนนี้มีอิทธิฤทธิ์ สามารถอยู่ในน้ำได้

"วิรุณจำบัง" เป็นยักษ์ กายสีมอหมึก (สีขาวเจือดำ) เป็นบุตรของพญาทูษณ์แห่งกรุงจารึก จึงเป็นหลานของ ทศกัณฐ์ มีม้าคู่ใจชื่อนิลพาหุ ม้าตัวนี้มีอิทธิฤทธิ์ สามารถหายตัวได้ วิรุณจำบังยกทัพไปช่วยทศกัณฐ์ทำศึ่กกับพระราม โดยขี่ม้านิลพาห ุหายตัวเข้าไปในกองทัพของพระราม ลอบฆ่าพวกไพร่พลลิงตายไปเป็นจำนวนมาก พิเภก ถวายคำแนะนำให้พระรามแผลงศรไปฆ่าม้านิลพาหุเสีย วิรุณจำบังหนีไปซ่อนตัวในฟองน้ำ แต่ก็ถูกกหนุมานตามไปฆ่าตาย

#11 By เจ้าชายน้อย on 2006-09-05 07:11

ขออนุญาติครับพี่ ผมว่า ร.ล. วิรุฬ มันเขียนยังงี้นี่ครับ รบกวนเช็คทีครับผมก็ไม่ชัวร์เหมือนกัน

จะว่าไปก็อยากให้ทหารเรือของเรามีเรือดำน้ำมาใช้อีกครับ สมดุลทางทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้ไม่เอนไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ผมว่าเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของรัสเซียก็โอเค นะครับ หรือมองไปทางค่ายยุโรปก็ดี ไม่ต้องถึงขนาด SSN หรือ SSBN ก็ได้ครับ

#10 By หนุ่มชุดดำ on 2006-09-05 05:01

เรือดำน้ำนี้สุดยอดเลยนะคับ สามารถทำงายข้าศึกได้โดไม่ต้องมองเห้น ใช้ฟั
งเสีงอย่างเดียว หูเทพ จิง ๆ เหมาะกับชื่อ "ค้างคาวแห่งท้องทะเล" มาก ๆ

#9 By @มะแหม๋ว@ on 2006-09-05 01:55

อ่านเกี่ยวกับเรือดำนำ แล้วนึกไปถึงพวกมนุษย์กบนะคะที่เขามีแบบเรือดน้ำที่ไปกันไม่กี่คนด้วยน่ะค่ะ เพื่อไปตัดสิ่งกีดขวางใต้น้ำก่อนนะค่ะ โห...แต่พี่ชาย ก้อยก็เพิ่งรู้ว่ากำแพงค่ายทหารข่างล้างเขาก็มีรั้วลวดหนาวด้วยแหละค่ะ พอดีน้ำมันลดเลยห็นน่ะค่ะ ตอนนั้นความคิดเตลิดไปถึงเรื่องมนุษย์กบที่ต้องทำการทำลายสิ่งกีดขวางใต้น้ำ แล้วแบบเออ....นี่ไงหนึ่งในสิ่งกีดขวางนั้น ก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าในค่ายทหารในเมืองแบบนี้เขายังจะมีลวดหนาวด้วย ทั้งที่ก็มีคูน้ำกั้นด้วยน่ะค่ะ อ๊าว.เลยโม้ยาวเลย 555 ขอบคุณค่ะที่นำมาเล่า จะรออ่านต่อค่ะ

#8 By ~นิ้วก้อย~ on 2006-09-04 23:18

เรื่องเรือดำน้ำนี่หวานไม่เก่งเลยละ
แต่ถ้าร้องเพลงดำน้ำละพอไหว...

ว่าแล้วก็ซื้อ RO ไปใช้ในเรือดำน้ำซะดีๆ
(อร๊า มันขายอีกแล้ว...)

#7 By namwarn on 2006-09-04 22:45

จะติดตามอ่านตอนต่อไป
รีบๆมานะคะ
รอไปรับเรือดำน้ำลำต่อไปอยู่อ่ะค่ะ
เผื่อได้เป็นคุณนายผู้การอีกรอบอ่ะ

#5 By Poppii on 2006-09-04 22:16

โอ้ ความรู้ใหม่ รออ่านต่อจ้า

#4 By เมพหมี shakri on 2006-09-04 21:28

ขอบคุณฮับ รออ่านต่อ

#3 By zui ai yanchengxu on 2006-09-04 20:18

เรือดำน้ำในสมัยนั้น ราคา 820,000 บาท
แล้วในปัจจุบันประเทศไทยยังมีเรือดำน้ำอยู่ไหมครับ ?
กระผมเคยเห็นแต่เรือรบที่เป็นเรือหลวงเท่านั้นเอง

#2 By mondaytakeshi on 2006-09-04 18:59

พึ่งรู้นะว่าเป็นวันที่ระลึกเรือดำน้ำ แล้วตอนนี้ยังมีอยู่ปะ มีกี่ลำ ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน อัพ อัพ ไวไว นะ

#1 By Catch me if u can (58.8.4.34) on 2006-09-04 18:35

Facebook