เมื่ออาทิตย์ก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องเสียน้ำตา โดยที่ผมไม่ได้มีทั้งความรู้สึกเสียใจ หรือว่าดีใจแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเลย ผมร้องไห้ออกมาทั้ง ๆ ที่จิตใจปกติ ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะสามารถหลั่งน้ำตาออกมาได้แม้สักหยด แต่ผมถูกบังคับให้ต้องร้องไห้ออกมาครับ

สาเหตุที่ผมต้องเสียน้ำตาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะ ซ้อมบทละคร บทหนัง หรืออะไรเทือกนี้ แต่เนื่องมาจาก ได้เข้าฝึกเผชิญกับแก๊สน้ำตาครับ ซึ่งการฝึกนี้ก็เป็นการฝึกอันหนึ่งในหลักสูตรการป้องกันภัย นิวเคลียร์ ชีวะ เคมี ซึ่งจุดประสงค์ของการฝึก ก็เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความเคยชินกับหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สวมใส่ ว่าหน้ากากนี้สามารถป้องกันแก๊สพิษจากสารเคมี และสารชีวะ ได้จริง

แก๊สน้ำตา (Tear Gas) เป็นแก๊สพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ สารทำให้ไร้สมรรถภาพ (Incapacitating Agents) หรือ สารปราบจลาจล (Riot Chemical Agents : RCA) ที่นิยมใช้มีอยู่ 4 ชนิด โดยมีรหัสทางการทหารว่า CS , CN , CR และ OC Pepper Spray (คลิ๊กเข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละชนิดที่ชื่อได้เลยครับ)

การฝึกในครั้งนี้ ถูกจัดขึ้นในกระโจมขนาดย่อม ๆ เรียกว่า กระโจมแก๊ส ซึ่งจะบรรจุตะเกียงผลิตแก๊สน้ำตาไว้ภายใน พวกเราจะต้องเข้าไปในกระโจม 3 รอบ โดยรอบแรก จะใส่หน้ากากป้องกันแก๊สพิษตั้งแต่อยู่ภายนอก แล้วจึงเข้าไปข้างใน สำหรับเครื่องแต่งกาย ก็ต้องใส่ชุดฝึกเอาแขนเสื้อลง ติดกระดุมที่ข้อมือจนมิดชิด ปกเสื้อก็ดึงขึ้นมาติดกระดุมคอ จนปิดทั้งคอ เพื่อป้องกันแก๊สน้ำตาถูกตัว

Gas Maskหน้ากากป้องกันสารพิษเคมี-ชีวะ รุ่น M17 A2

เมื่อเข้าไปนั่งข้างในกระโจมในรอบแรก พวกเราก็ได้รู้ถึงฤทธิ์ของแก๊สน้ำตา ว่ามันทำให้แสบผิวมาก ๆ โดยผิวหนังที่สัมผัสกับแก๊ส จะเกิดอาการระคายเคือง ปวดแสบปวดร้อน เหมือนเอาพริกมาป้ายตัว แต่มีความรุนแรงกว่าหลายเท่า เมื่อเข้าไปอยู่ในกระโจม ครูฝึกก็จะสั่งให้เราหลับตา กลั้นหายใจ แล้วครูฝึกจะแง้มหน้ากากของแต่ละคน ให้แก๊สพิษเข้าไปอยู่ในหน้ากาก หลังจากนั้น เราก็จะต้องทำการไล่แก๊สพิษออกจากหน้ากากให้หมด เมื่อหมดแล้ว จึงออกมาจากกระโจมได้

รอบที่สอง เราจะต้องเข้าไปใส่หน้ากากข้างในกระโจม โดยต้องกลั้นหายใจ และหลับตา เมื่อใส่หน้ากากแล้ว ก็จะต้องไล่แก๊สออกจากหน้ากาก แล้วนั่งอยู่ภายในกระโจมสักพักจึงค่อยออกมา ในรอบนี้ เริ่มมีคนร้องไห้แล้ว เพราะแก๊สเข้าตา แต่ผมยังไม่ร้องครับ เนื่องจากไล่แก๊สออกได้หมดก่อนที่จะลืมตา

พอรอบที่สาม รอบนิ้ จะต้องใส่หน้ากาก จากนั้นให้เข้าไปถอดหน้ากากข้างในกระโจมแก๊ส แล้วรายงานยศ ชื่อ นามสกุล แล้วจึงออกมาได้ ในรอบนี้ เมื่อผมเข้าไปได้ ก็กลั้นหายใจ หลับตา แล้วก็ถอดหน้ากาก แต่จังหวะ ที่จะรายงานตัว พออ้าปากเท่านั้น แก๊สก็เข้าไปในปาก ในลำคอ ปวดแสบปวดร้อนไปหมด แล้วก็เผลอลืมตา พอรายงานตัวเสร็จก็รีบวิ่งออกมา โอ้โห แสบตา แสบคอมาก ๆ เลยครับ ทั้งน้ำตา , น้ำมูก ไหลออกมาไม่หยุด และเยอะมาก มันกลั้นไว้ไม่อยู่เลยล่ะครับ ยิ่งกว่า โดนยาหม่องป้ายตาอีก

จากการอบรม ทำให้รู้ว่า เมื่อเจอแก๊สนี้ ห้ามขยี้ตา ห้ามล้างน้ำ แค่ให้ลมพัดผ่านให้สารพิษระเหยออกไปหมด ก็จะหายแสบแล้ว ดังนั้น เมื่อผมออกมา ก็เลยเดินไปเดินมาสักพักก็หาย รู้สึก จมูก ลำคอ โล่งไปหมดเลย

จากประสบการณ์ในครั้งนี้ ผมก็เลยอยากจะมาบอกเล่าให้คุณที่เข้ามาอ่านบล๊อกได้รู้ไว้ เผื่อว่าเกิดตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับแก๊สน้ำตา ว่าให้คุณรีบหลับตา กลั้นหายใจ แล้วออกมาจากพื้นที่นั้นให้เร็วที่สุด ถ้าหากกลั้นหายใจไม่ไหว ให้เอาผ้ามาปิดปากปิดจมูกแล้วหายใจผ่านผ้าอีกที เมื่อออกมาแล้ว อย่าเพิ่งล้างน้ำครับ ให้อยู่เฉยๆ อดทนกับความเจ็บแสบ จนกว่าจะหายครับ เพราะน้ำจะทำปฏิกิริยากับสารเคมี แล้วก่อให้เกิดกรด ทำให้ยิ่งแสบมากขึ้น ตรงนี้หลายคนไม่รู้ครับ รีบไปล้างน้ำ ก็เลยปวดแสบปวดร้อนยิ่งกว่าเก่า ซึ่งเราจะล้างน้ำได้ก็ต่อเมื่อเราหายแสบแล้ว และทิ้งระยะไว้สักพักให้สารเคมีมันระเหยไปหมดแล้วนั่นแหละครับ

ความรู้เรื่องการป้องกัน แก๊สพิษ และสารชีวะ เริ่มที่จะมีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน เมื่ออาทิตย์ก่อน อังกฤษ ก็เพิ่งจะสกัดแผนการก่อการร้ายครั้งยิ่งใหญ่ได้ โดยทางอังกฤษได้มีมาตรการที่เข้มงวดกับการนำสิ่งของขึ้นเครื่องบินด้วย ซึ่งเราจะเห็นว่า แม้แต่นม , อาหาร ยังต้องให้คนที่นำขึ้นเครื่องมาดื่มและกินให้ดู และพวกยาสีฟัน หรือ ขวดที่บรรจุของเหลว ก็ห้ามนำขึ้นเครื่อง เพราะหวั่นเกรงว่าจะเป็นสารเคมี ซึ่งอาจจะเป็นสารตั้งต้นสำหรับการทำระเบิดจากปฏิกิริยาเคมี หรือเพื่อพ่นละอองของสารเคมีทางอากาศ

ภัยจากการก่อการร้าย เหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากนะครับ ดังนั้น ใครที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาวุธเคมี ชีวะ ไว้บ้าง ก็น่าจะมีโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่า เอาไว้ผมจะนำความรู้ทางด้านนี้มาเผยแพร่ทางบล๊อก เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษาไว้บ้าง เพื่อป้องกันตัวเองนะครับ ที่ต่างประเทศ หลาย ๆ ประเทศ มีการให้ความรู้ทางด้านนี้แก่พลเรือนแล้ว แต่ประเทศเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญครับ เพราะถือว่าเหตุยังไม่เกิ