กระบวนเรือพระราชพิธี

วันพรุ่งนี้ จะเป็นวันที่มีการจัดแสดงขบวนเรือพระราชพิธี เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ผมคงตั้งตารอชมจากทางโทรทัศน์ เพราะว่า เมื่อวันที่ 6 ได้ไปชมการซ้อมใหญ่ที่กรมอู่ทหารเรือมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่ฝนตก ก็เลยเหมือนไม่ได้ดูอะไร แต่ก็ดีที่ได้ไประลึกความหลัง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

เมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นปีที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ ทางกองทัพเรือจึงได้จัดกระบวนพยุหยาตราชลมาคร และการเห่เรือเฉลิมพระเกียรติ ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2542 ซึ่งถือได้ว่าเป็น การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ครั้งที่ 13 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 (ในวันพรุ่งนี้จะเป็นครั้งที่ 15)

ผมและเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ นักเรียนนายเรือ โชคดีมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นฝีพายในกระบวนเรือพระราชพิธีกับเขาด้วย โดยได้รับหน้าที่เป็นฝีพายเรือเอกชัยหลาวทอง ซึ่งผมได้นั่งอยู่ในตอนหน้า กราบขวา คนที่หก

ในสมัยนั้น นักเรียนนายเรือเกือบทุกคนจะได้รับเกียรติให้มีหน้าที่ในกระบวนเรือกันแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ฝีพาย , คนกระทุ้งเส้า , คนสัญญาณ , คนตีกลองชนะ , นักสราช หรือ คนเทิดธง , สังข์ แตร และนายท้าย แต่ตำแหน่งที่ได้เป็นกันมากที่สุดก็คือ ฝีพาย โดยในปีนั้น จะใช้ นักเรียนนายเรือชั้นสองและชั้นสาม เนื่องจากนักเรียนนายเรือชั้นหนึ่งติดภารกิจการฝึกหลักสูตรปฏิบัติการใต้น้ำ จึงไม่ได้เข้าร่วมด้วย

ส่วนเรือที่เหล่านักเรียนนายเรือ ได้ประจำหน้าที่ต่าง ๆ นั้นก็ได้แก่ เรือเหล่าแสนยากร หรือเรือศีรษะสัตว์ หรือเรือรูปสัตว์ ก็แล้วแต่จะเรียกกันไป ซึ่งมีฐานะเป็นเรือพิฆาต เพราะมีปืนใหญ่ติดตั้งอยู่ที่หัวเรือ เรือรูปสัตว์เป็นเรือที่แกะสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดี อันได้แก่ กระบี่(ลิง) ครุฑ และยักษ์

ความเป็นมาของโขนเรือรูปสัตว์นี้ บ้างก็ว่ามาจากความเชื่อทางฝ่ายเขมร โดยรับอิทธิพลมาจากรูปสลักโบราณของนครวัด เนื่องจากมีรูปสลักของเรือที่มีหัวเรือเป็นหน้าสัตว์ต่าง ๆ เช่น หงส์ นาค และ เหรา (จระเข้ หรือ มังกร) เป็นต้น อีกฝ่ายหนึ่งก็ว่ามาจากอินเดีย โดยในอินเดียนั้น บรรดาขุนรถจะมีตราสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งของตนติดอยู่ที่รถ แต่ฝ่ายไทยเราได้รับมาติดที่เรือ โดยแกะสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ เรือเหล่าแสนยากรนี้มีทั้งหมดแปดลำ ได้แก่

เรือพาลีรั้งทวีปเรือพาลีรั้งทวีป

เรือสุครีพครองเมืองเรือสุครีพครองเมือง

เรืออสุรวายุภักษ์
เรืออสุรวายุภักษ์

เรืออสุรปักษี
เรืออสุรปักษี

เรือกระบี่ปราบเมืองมาร
เรือกระบี่ปราบเมืองมาร

เรือกระบี่ราญรอนราพณ์
เรือกระบี่ราญรอนราพณ์

เรือครุฑเหินเห็จ
เรือครุฑเหินเห็จ

เรือครุฑเตร็จไตรจักร
เรือครุฑเตร็จไตรจักร

เรืออีกประเภทหนึ่งคือ เรือคู่ชัก ซึ่งมีอยู่สองลำ คือ เรือเอกไชยเหินหาว และ เรือเอกไชยหลาวทอง หัวเรือลงรักปิดทองเป็นรูป เหรา เดิมทีเรือคู่ชักใช้สำหรับลากเรือพระที่นั่งชนิดที่พายไม่ได้ ซึ่งเรียกว่า เรือพระที่นั่งขนาน หรือ บัลลังก์ขนาน แต่ต่อมาได้เลิกใช้ไปเนื่องจากว่าไม่สะดวกรวดเร็ว เรือพระที่นั่งขนานจึงเปลี่ยนมาเป็น เรือพระที่นั่งกิ่ง แทน แต่ยังคงเรือคู่ชักไว้ โดยจะมีหน้าที่ชักจูงเรือพระที่นั่ง ในกรณีที่จำเป็น เช่น น้ำแรงมาก ๆ เป็นต้น แต่ก่อนนั้นจะใช้เรือดั้ง คือ เรือทองขวานฟ้า และ เรือทองบ้าบิ่น แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้ เรือชัย หรือ เรือไชย เป็นเรือชนิดที่มีทวนหัวตั้งสูงงอนขึ้นไป

เรือเอกไชยเหินหาว
เรือเอกไชยเหินหาว

เรือเอกไชยหลาวทอง
โขนเรือเอกไชยหลาวทอง ลำปัจจุบัน

เรือไชยนี้ ในสมัยก่อนนั้น ถือเป็นเรือพระที่นั่งชั้นเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง เรียกว่า เรือพระที่นั่งเอกไชย มีลายสลักหรือประดับสวยงามอย่างเรือพระที่นั่งเหมือนกัน ซึ่งเรือพระที่นั่งเอกไชยนั้น สันนิษฐานกันว่า คือ เรือเอกไชยเหินหาว และ เรือเอกไชยหลาวทอง ลำเดิม ซึ่งผุพังไปแล้ว แต่ยังคงเหลือโขนเรือให้เห็นอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ริมคลองบางกอกน้อย ตรงข้ามสถานีรถไฟธนบุรี ซึ่งเรือลำเดิมนี้ แกะสลักลวดลาย ประดับกระจก ลงรักปิดทอง สวยงามกว่าลำปัจจุบัน ซึ่งลงรักปิดทองเพียงเท่านั้น

ก่อนที่พวกเราจะได้ลงไปพายกันในเรือจริง ๆ ก็จะต้องมีการฝึกแห้งบนบก โดยจะมีการจำลองที่นั่งที่เหมือนกับในเรือจริง ๆ มาตั้งบนบก ซึ่งเรียกว่า เขียง ดังนั้นในการซ้อมบนบกจึงเรียกว่าการ ขึ้นเขียง ไปโดยปริยาย

ในตอนแรก ๆ จะมีการฝึกหัดท่าที่ใช้ในการพายเรือ ซึ่งจะใช้วิธีการพายจ้ำอ้าว แบบเรือชาวบ้านไม่ได้ จะต้องมีจังหวะจะโคน ให้สอดคล้องกับกาพย์เห่เรือ และมีท่วงท่าที่สง่างาม ชดช้อย เวลาพายก็จะต้องมีการร้องเห่ เพื่อรับกับทำนองของกาพย์เห่เรือ สำหรับเรือของพวกเราเรียกว่า ท่าพายพลราบ ส่วนของเรือพระที่นั่งเรียก ท่าพายนกบิน 

อย่างที่บอกว่า การซ้อมจะแบ่งออกเป็นการซ้อมท่วงท่า และการซ้อมกาพย์เห่เรือ สำหรับฝีพายแล้ว ก็ไม่ถึงกับต้องไปหัดทำลูกคอ เพื่อร้องกาพย์เห่เรือทั้งเพลง เพียงแต่ต้องร้องรับกาพย์เห่ให้ถูกจังหวะเท่านั้นเอง การร้องรับก็จะร้องว่า ชะ ... ชะ .... ฮ้าไฮ้  แล้วก็ต่อท้ายด้วยการเห่เป็นทำนอง เฮ..เฮ..เฮ..เฮ้..เฮ..เฮ..เห่..เฮ..เฮ ทีนี้ตอนซ้อมแรกๆ ก็จะมั่วมาก ร้องชะขึ้นมาผิดตอนบ้าง ร้องเห่ ลากเสียงไม่พร้อมกันบ้าง ซึ่งตอนที่ผิดกันหลายๆ คนก็ไม่เท่าไหร่ เพราะเพื่อนเยอะ แต่ตอนหลังๆ ถ้าใจลอย แล้ว ชะ ขึ้นมาคนเดียวนี่จะโดนโห่ ให้เป็นที่อับอายกันไป

เมื่อซ้อมบนบกจนชำนาญแล้ว พวกเราก็เริ่มไปซ้อมกันในเรือซ้อม ซึ่งเป็นเรือแซง โดยซ้อมกันบริเวณคลองยายหลี บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา แถว ๆ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ เนื่องจากคลองนี้มีความยาวมาก ๆ โดยจะซ้อมพายจริงอย่างสม่ำเสมอ เกือบทุกวัน วันละหลาย ๆ ชั่วโมง พอใกล้ๆ ถึงวันจริง ก็จะมีการซ้อมในวันหยุดอีกด้วย เพื่อให้กำลังวังชาอยู่ตัว แต่พวกเรานักเรียนนายเรือชั้นสอง ปกติก็โดนทำโทษทุกวันอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องแรงก็คงไม่ต้องพูดถึง

เรานั่งรถบัสของโรงเรียนนายเรือไปยังโรงพยาบาลพระจุลจอมเกล้า เนื่องจากเรือจะจอดอยู่บริเวณนั้น เราก็จะลงเรือกัน ประมาณ 8 ลำ แล้วฝึกซ้อมเข้าไปในคลองยายหลี พอถึงวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร ก็จะหยุดพัก แวะซื้อน้ำซื้อขนมกิน บางคนก็ถือโอกาสนอนบนศาลาเลย พักหายเหนื่อย หายร้อนแล้วก็พายต่อ การพายเรือซ้อมก็สนุกดี ไม่เหนื่อย ไม่เคร่งเครียด เพราะอยู่กันในหมู่เพื่อน บางทีก็มีการแขวะกัด แซวกันบ้าง บางทีเห็นปลาตีนอยู่ตรงชายฝั่ง ก็ชี้ให้ดู หรือเห็นสาวๆ เดินอยู่ตรงทางเดิน ก็คอเอียงกันเป็นแถบ ครูฝึกสอนซึ่งก็เป็นครูพละของโรงเรียนนายเรือ ก็จะปรามพอเป็นพิธี

เมื่อถึงกำหนดการซ้อมใหญ่แต่ละครั้ง พวกเราก็จะไปลงเรือพระราชพิธีของจริง ที่โรงจอดเรือพระราชพิธี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เวลานำเรือออกมาจากปากคลองบางกอกน้อย จะมีเรือของทหารเรือ และเรือตำรวจน้ำ มาช่วยลากไปตั้งขบวนบริเวณสะพานซังฮี้ ทำให้ประหยัดพลังงานไปได้มากโข

ในการซ้อมใหญ่แต่ละครั้ง จะต้องเหนื่อยกว่าปกติ เพราะต้องออกจากโรงเรียนนายเรือแต่เช้า เพื่อมารอลงเรือที่โรงจอดเรือพระราชพิธี แล้วต้องไปจัดกระบวนเรือก่อนเวลาพิธีการหลายชั่วโมง พอซ้อมจนเสร็จก็จะต้องพายเรือกลับมาที่โรงจอดเรืออีกครั้ง ซึ่งมักจะต้องพายทวนกระแสน้ำขึ้นไปจากบริเวณสะพานพุทธฯ ซึ่งจะต้องใช้แรงมหาศาลเลยทีเดียว ยากกว่าตอนพายเรือตามน้ำลงมามากมายทีเดียว

มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้ำในคลองบางกอกน้อยแรงมาก ฝีพายก็พายเรือกันเข้ามาในคลองกันเป็นแถวๆ โดยเรือจะเข้าจอดในช่องจอดเรือในโรงเก็บเรือทีละลำ เรือที่ตามๆ กันมาก็จะต้องเทียบอยู่ที่ศาลาริมน้ำข้างริมทางรถไฟบางกอกน้อย เพื่อรอให้เรือลำข้างหน้าจอดเสร