My Life on the Knox Part I

posted on 18 Mar 2006 17:42 by zedth in Diary, Navy-Story

ร.ล.พุทธเลิศหล้านภาลัย

หลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ ผมก็ต้องไปเรียนหลักสูตรภาคบังคับของกองทัพเรือ อีกสามหลักสูตร พอเรียนจบก็ได้รับการบรรจุในตำแหน่ง นายช่างกล ร.ล.พุทธเลิศหล้านภาลัย สังกัด หมวดเรือที่ 2 กองเรือฟริเกตที่ 1 เป็นตำแหน่งแรกของชีวิตนายทหารแห่งราชนาวีไทย (ร.ล. อ่านว่า เรือหลวงนะครับ ไม่ใช่ เรือรบหลวง อย่างที่ทุก ๆ คนเข้าใจ)

ร.ล.พุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นเรือฟริเกตชั้น Knox ที่ต่อมาจากประเทศอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 และประจำการอยู่ในกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา อย่างยาวนานถึง 25 ปี และไทยได้ทำการซื้อต่อมาประจำการในไทยเมื่อ ปี พ.ศ. 2541 โดยมีหมายเลขบริเวณหัวเรือ คือ 462

สำหรับเรือลำนี้ ผมรู้สึกผูกพัน และประทับใจ มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนายเรือแล้ว เนื่องจากเคยได้มาดูงานอยู่สองสามครั้งแล้วเกิดความชอบ ประกอบกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความอันตรายของเรือลำนี้ เนื่องจากเป็นเรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ ที่มีกำลังดันสูงถึง 1,275 PSI (Pounds per in2) และมีอุณหภูมิสูงถึง 950 F ดังนั้นหากไอน้ำเกิดรั่วขึ้นมา อันตรายที่เกิดขึ้นก็คือ แรงอัดของไอน้ำที่มีกำลังดันสูงสามารถเฉือนอวัยวะของคุณให้ขาดได้ในพริบตา ถ้าไอรั่วมาก ๆ ด้วยความร้อนขนาดนี้ ถ้าโดนไปจัง ๆ ก็จะมีสภาพเหมือนกับไก่อบในหม้ออบไอน้ำล่ะครับ ดังนั้น จึงมีน้อยคนนักที่อยากจะลงไปอยู่ในเรือลำนี้

มีคนคนหนึ่งบอกกับผมว่า ผมชอบเอาตัวเองไปอยู่ในสภาวะที่ถูกกดดัน และอันตราย สงสัยจะจริงครับ ผมอยากไปอยู่ในเรือลำนี้ ก็เพราะความท้าทาย และความเสี่ยงนี่เอง นอกเหนือไปจากนี้ ด้วยความที่เรือลำนี้เป็น เรือประเภท เรือฟริเกต ที่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบแบบสามมิติ คือ รบใต้น้ำ กับเรือดำน้ำ รบผิวน้ำกับเรือผิวน้ำ และต่อต้านอากาศยาน อีกทั้งยังมีอาวุธปล่อยนำวิถีแบบ ฮาร์พูนอีก ทำให้เรือลำนี้เป็นเขี้ยวเล็บที่มีประสิทธิภาพสูงส่งของทหารเรือไทย ทำให้รู้สึกท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่จะได้ไปปฏิบัติงานกับเรือลำนี้

และก็เป็นอย่างที่คาดหวังครับ ผมก็ได้ไปปฏิบัติงานบนเรือลำนี้จริง ๆ เรือที่ใครหลาย ๆ คนวิ่งหนี แต่ผมเดินเข้าหาด้วยความเต็มใจ มีเรื่องแปลก ๆ อยู่อย่างคือ เลขทะเบียนรถผมในตอนนั้น คือ 9462 ซะด้วย เหมือนดวงเรามันสมพงษ์กันน่ะครับ ทำให้ผมได้มารู้จักกับเธอ และก็หลงรักเธอมากจริง ๆ ครับ (เรือเค้าให้สรรพนามเป็นผู้หญิงนะครับ)

เมื่อลงเรือครั้งแรก ก็ต้องมึนตึ้บ กับระบบท่อทางที่ซับซ้อน ,หม้อน้ำ , เครื่องจักรใหญ่ , เครื่องจักรช่วยต่าง ๆ ที่เป็นของที่ไม่เคยเรียนอย่างจริง ๆ จัง ๆ มาก่อน ซึ่งที่โรงเรียนนายเรือ จะเน้นหนักเรื่อง เครื่องยนต์ดีเซล แต่กับเครื่องกังหันไอน้ำกำลังดันสูงนั้น ได้รับความรู้มาแค่ผิว ๆ เท่านั้น ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมต้องทำก็คือ หาความรู้เป็นอันดับแรก

การเรียนรู้ระบบใหม่ ๆ (ใหม่สำหรับผม แต่เป็นเทคโนโลยีเก่า ๆ ที่กำเนิดมากว่า 50 ปีแล้ว) เป็นไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งจากการศึกษาจากตำราซึ่งเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และจากการทดลองปฏิบัติงานจริง ในตำแหน่ง นายยามพรรคกลินเรือเดิน หรือ Engineering Officer of the Watch หรือเรียกสั้น ๆ ว่า EOOW (อ่านว่า อีอาว ครับ) การจะเป็น อีอาว ของเรือไอน้ำได้นั้นจะต้องรู้จัก วัฏจักรของไอน้ำ เป็นพื้นฐาน และรู้จักการทำงานของอุปกรณ์ในระบบอีกหลาย ๆ ชนิด ที่สัมพันธ์กัน เพราะอุปกรณ์ทุกตัวในวงจรมีความสำคัญ และเกื้อกูลซึ่งกัน หากอุปกรณ์ใด อุปกรณ์หนึ่งชำรุด ก็จะส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของไอน้ำ และทำให้ระบบทำงานอย่างผิดปกติ บางครั้งถึงขั้นที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงเลยทีเดียว ดังนั้น ด้วยงานที่เสี่ยงต่อความเป็นความตายแบบนี้ เลยไม่อาจเลี่ยงที่จะศึกษาหาความรู้ และธรรมชาติของอุปกรณ์แต่ละตัวได้ครับ ผมใช้เวลาอยู่เกือบสามเดือน และผ่านการออกทะเลมาหลายครั้ง กว่าที่พี่ ๆ จะไว้ใจให้คุม Plant ด้วยตัวคนเดียว คือเป็น อีอาว เต็มตัวว่างั้นเถอะ

การเป็นอีอาว ของเรือชั้นน๊อกซ์นั้น จัดว่าลำบาก และ ลำเค็ญเอาการอยู่ครับ เนื่องจากว่า ต้องคอยอยู่ที่หน้าแผงควบคุมเครื่องจักรใหญ่ อยู่ตลอดเวลาที่เข้ายาม เพราะระบบไอน้ำนั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว อุปกรณ์ใดชำรุด ทำงานผิดปกติ ค่าสถานะการทำงานมันจะมาแสดงผลที่ห้องควบคุม และเราจะต้องรู้ทันทีว่า ผลกระทบต่อไปที่จะตามมาคืออะไร และจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าทำไม่ทัน มีโอกาสพากันตายหมู่ได้ง่าย ๆ ครับ

แผงควบคุม
แผงควบคุม

ในการที่จะทำให้ระบบไอน้ำพร้อมใช้งานได้นั้น จะต้องเริ่มจากขั้นตอนการ ติดไฟหม้อน้ำ และเมื่อติดได้แล้ว ก็จะปรับให้หม้อน้ำอยู่ในสถานะที่เรียกว่า สถานะรุมไฟ คือ ปล่อยให้อุปกรณ์ต่าง ๆใน ระบบไอน้ำ ทำงานตามกระบวนการของมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการใช้เครื่องจักรใหญ่ ซึ่งในระหว่าง รุมไฟ อยู่นี้ ก็จะต้องมีการเข้ายามกัน ซึ่ง ยามรุมไฟนี้ กินระยะเวลาถึง 24 ชั่วโมงเลยทีเดียวครับ ไอ้พวกลูกน้องน่ะไม่เท่าไหร่ครับ เพราะผลัดเปลี่ยนกันได้ 6 ชั่วโมงก็จะเปลี่ยนกันไปพักสักที แต่ตัว อีอาว นี่สิครับ มันไม่มีคนเปลี่ยน มันมีผลัดละคน ดังนั้นเลยต้องรับเละครับ นั่งเฝ้าแผงควบคุมไป 24 ชั่วโมงเต็ม ๆ แถมจะหลับคาเก้าอี้ก็ไม่ได้อีก มีวูบ ๆ งีบ ๆ ได้ก็สัก 15 นาที ก็ต้องเหลือบตามาดู มาตรวัดต่าง ๆ ว่ายังทำงานปกติอยู่หรือเปล่า ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่าใจมันกังวลครับ มันกลัวความผิดพลาด เพราะถ้าไฟหม้อน้ำดับเมื่อไหร่ ต้องอยู่ติดไฟรอบสองอีก เป็นอะไรที่ทรมานมาก ๆ ครับ ดังนั้นยามแต่ละชุดต้องเฝ้าหม้อน้ำให้ดีเลยล่ะครับ ไฟดับเมื่อไหร่มีเหนื่อย และพอออกยามอีกที ก็หลับเป็นตายไปทั้งวันเลยทีเดียว

ภาพตัดขวางหม้อน้ำ
ภาพตัดขวางของหม้อน้ำ

ผมเคยเจอประสบการณ์ไฟหม้อน้ำดับในผลัดของตัวเองมาบ่อยเหมือนกัน การที่จะติดไฟรอบสองขึ้นมาใหม่เนี่ย มันเหนื่อยเอามาก ๆ สาเหตุก็เพราะว่า เรือจะไม่มีแอร์ใช้ในช่วงนั้น แล้วพลังงานความร้อน 950 F มันก็จะเริ่มแผ่ออกมาจากหม้อน้ำ และท่อทางตลอดทั่วลำเรือ ยิ่งใกล้แหล่งกำเนิดเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น และในสภาพอากาศร้อน ๆ ความร้อนมันทำให้อากาศลอยหนีครับ และในห้องต่าง ๆ นี่ ประตูทางเข้าทางออก มันน้อย หน้าต่างก็ไม่มี อากาศเย็นมันไหลเข้ามาแทนที่ไม่ทันครับ บอกได้คำเดียวว่า ถ้าไฟหม้อน้ำดับเมื่อไหร่นี่ นรก มาเยือนของแท้ ทั้งร้อน และ มีอากาศไม่พอหายใจครับ บวกกับอดนอน และ ความเครียดอีก กดดันมากครับ และยิ่งถ้าติดไฟหม้อน้ำขึ้นมาใหม่ไม่สำเร็จนี่ จะยิ่งเครียดครับ เพราะเรามีโอกาสติดไฟใหม่ได้ อย่างมากก็ไม่เกินสามครั้ง เกินกว่านั้น จะไม่มีน้ำเหลือพอมาต้มครับ สรั่งกลคนเก่า เคยติดไฟหม้อน้ำถึง 12 ชั่วโมง แกถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลเลยล่ะครับ ดีว่าผมยังหนุ่มแน่นอยู่ ร่างกายเลยยังทนไหว สงสารก็แต่ประจำเรือที่อายุมาก ๆ สัก 40 ปี ขึ้นไปแล้วนี่ล่ะครับ มันเหนื่อยและล้าน่าดู (สรั่งกล คือ ตำแหน่งหนึ่งในแผนกช่างกล ซึ่งแผนกช่างกลนั้น จะมี ต้นกล เป็นหัวหน้าแผนก รองลงมา คือ รองต้นกล , นายช่างกล และสรั่งกล ตามลำดับ)

และทุกครั้งที่มีการปฏิบัติการที่สำคัญเมื่อไหร่ ก็จะเกิดอาการกังวลจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องลุกขึ้นมายืนเฝ้าอยู่หน้ามาตรวัด จ้องมาตรวัดแต่ละตัวแบบตาไม่กระพริบ ในมือก็กำโทรศัพท์สำหรับติดต่อไปตามห้องเครื่องต่าง ๆ เสียแน่น จนเหงื่อท่วม และภาวนาว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเลย อย่างเช่น การยิงสลุตหลวงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วังไกลกังวล อ. หัวหิน , การฝึกร่วมกับ เฮลิคอปเตอร์ ที่จะต้องมี เฮลิคอปเตอร์ มาลงจอดที่เรือ , การรับ-ส่งสิ่งของในทะเล ซึ่งเรือจะต้องแล่นขนานกันในระยะที่ใกล้มาก ๆ และ การฝึกยิงปืนใหญ่เรือ ภารกิจเหล่านี้ล้วนสำคัญทั้งสิ้น ดังนั้นการรักษาระบบขับเคลื่อนให้สามารถทำงานได้ตลอดรอดฝั่ง ถือเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งเลยทีเดียว

Helicopter
การปฏิบัติการร่วมกับ ฮ.

ยิงปืนใหญ่
การยิงปืนใหญ่เรือ

ที่ชีวิตการอยู่เรือลำนี้ต้องลำบากแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ตอนที่ลงเรือช่วงแรก ๆ ระหว่างที่กำลังเดินสำรวจท่อทางในระบบไอน้ำอยู่นั้น ผมเดินเข้าไปที่ห้องควบคุมเครื่องจักรใหญ่ และอธิฐานกับพระรูปของเสด็จเตี่ย ว่า ขอให้ผมได้ทำงานบนเรือลำนี้ ด้วยอุปสรรคพอสมควร อย่าให้ผมได้ปฏิบัติงานด้วยความราบรื่น แต่ก็ขอให้พระองค์ท่านช่วยดลบันดาลให้ผมก้าวพ้นอุปสรรคนั้นไปได้ สาเหตุที่ผมอธิฐานเช่นนั้น ก็เพราะว่า การที่เราได้เจออุปสรรค มันจะเป็นการฝึกฝนให้เราได้แก้ปัญหา เพิ่มประสบการณ์ให้เราในทางลัด และหลังจากนั้น ผมก็ได้ประสบกับปัญหานานับประการเลยล่ะครับ

ผมเคยมีปัญหาเรื่องเครื่องกลั่นน้ำ ไม่สามารถกลั่นน้ำได้ ต้องลงไปดูเจ้าหน้าที่ของเรือซ่อมทำอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งตำแหน่งของเครื่องกลั่นน้ำก็อยู่ลงไปด้านล่างของห้องควบคุมเครื่องจักรใหญ่ ผมก็เป็นห่วงทางด้านล่าง เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่เอาการ ก็ลงไปดู ปรากฏว่าช่วงเวลาที่ลงไปดูไม่ถึงห้านาที เดินกลับขึ้นมาที่แผงควบคุม เห็นกำลังดันน้ำทะเลหล่อเย็นเครื่องอัดลม ตกวูบไปเหลือ 0 PSI ซะแล้ว ต้องรีบสั่งการให้ไปเดินพัดน้ำทะเลตัวที่ Stand By แทบไม่ทัน ถ้าช้ากว่านั้น ได้เลิกหม้อน้ำแน่ๆ

อีกครั้งหนึ่ง เกิดไอรั่วที่ท่อทางไอเข้าเครื่องจักรใหญ่ จำเป็นต้องเปลี่ยน flangeของท่อนั้น (flangeคือแผ่นเหล็กวงกลมที่อยู่ระหว่างท่อไอสองท่อ เพื่อทำให้ท่อทั้งสองแนบกันสนิทไม่เกิดการรั่วไหล) แต่เรามารู้ตัวตอนที่ติดไฟหม้อน้ำไปแล้ว การที่จะเลิกหม้อน้ำแล้วแก้ปัญหานี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะจะทำให้เรือเสียภารกิจ จำเป็นต้องเปลี่ยนในขณะที่มีกำลังดันในระบบ เราจึงต้องมอบความไว้วางใจให้กับลิ้นไอใหญ่ที่กั้นระหว่างห้องหม้อน้ำ และห้องเครื่องจักรใหญ่ แล้วทำการเปลี่ยน flange ท่อนั้นให้เร็วที่สุด ซึ่งเราก็สามารถแก้ปัญหานั้นได้สำเร็จลุล่วง ซึ่งกรณีนี้ หากลิ