ธรรมะสองข้อ ที่ทำให้โลกสงบเป็นสันติภาพถาวร
posted on 06 Nov 2005 10:26 by zedth in Sa-ra
อย่างที่บอกว่าผมได้ซื้อหนังสือเรื่อง แก่นพุทธศาสน์ ของ ท่าน พุทธทาสภิกขุ สำนักพิมพ์อมรินทร์ มา วันนี้อ่านจบแล้ว แต่ก็ยังไม่กระจ่าง จนต้องอ่านรอบสอง แต่ว่ามีอยู่ส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ที่เข้ากับสถานการณ์ในประเทศในขณะนี้เสียเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ การบรรยายของท่านพุทธทาสนี้ มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ แล้ว ก่อนผมเกิดตั้งเกือบยี่สิบปี แต่ธรรมะ ก็ยังเป็นของจริง และยึดถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ ผมจะขอคัดลอกส่วนที่ผมอ้างถึงนี้มาให้ท่านอ่านสักหน่อย แต่ว่าส่วนนี้ไม่ได้เป็นส่วนหลักของเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้นะครับ ถ้าใครสนใจก็ลองไปหามาอ่านดูครับ แล้วคุณจะเข้าใจพุทธศาสนาขึ้นมาอีกมาก (สำหรับท่านที่ยังไม่รู้นะครับ แต่ท่านที่กระจ่างแจ้งแล้ว ต้องขออภัยที่บังอาจแนะนำ)
"อาตมาแจกลูกไปแต่ต้นว่าจะต้องมีสติสัมปชัญญะ หิริโอตตัปปะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวทีนี้ก็เพราะว่า สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะเหมือนกัน ธรรมะที่เป็นที่พึ่งแก่โลกได้เหมือนกัน แม้แต่หิริโอตตัปปะ เกลียดบาป ละอายบาป กลัวบาปนี้ ลองมีสิ โลกนี้ก็สงบเป็นสันติภาพถาวร เดี๋ยวนี้มีแต่คนหน้าด้าน ไม่รู้จักกลัวบาป ละอายบาปแก่ตัวเอง จึงทำสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่ได้ แล้วยืนยันยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่เห็นว่านี้มันจะทำความพินาศให้ทั้งโลก ก็ยังยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อย เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ โลกนี้ก็จะต้องพินาศลง เพราะไม่มีธรรมะแม้เพียงข้อนี้"
"หรือธรรมะที่ต่ำแคบกว่านั้นอีก คือธรรมที่ชื่อว่ากตัญญูกตเวทีอย่างนี้ ลองมีธรรมะข้อเดียวนี้ โลกนี้ก็สงบได้ เพราะเราต้องยอมรับว่าทุกคนในโลกมีบุญคุณแก่กันและกัน ในฐานะที่ช่วยสร้างโลกให้น่าดู ให้งดงามอย่างนี้ เช่น คิดค้นวิชาขึ้นมาในโลกอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะคนทุกคนในโลกมีบุญคุณต่อกัน ไม่ต้องพูดถึงคนหรอก แม้แต่สุนัขและแมวยังมีบุญคุณแก่มนุษย์ แม้แต่นกกระจอกก็ยังมีบุญคุณแก่มนุษย์ ถ้าเรารู้จักบุญคุณของสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ทำอะไรชนิดที่เป็นการเบียดเบียนกันไม่ได้ ด้วยอำนาจของธรรมะคือความกตัญญูกตเวทีเท่านั้น มันก็ช่วยโลกได้"
"เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าขึ้นชื่อว่าธรรมะนั้น ถ้าเป็นธรรมะจริงแล้วมันเหมือนกันหมด เป็นอันเดียวกันหมด คือมันช่วยโลกได้ทั้งนั้น ถ้าธรรมะไม่จริงแล้ว มันขัดขวางกันหมด มันจะดูมากมายรกรุงรังไปหมด ฉะนั้นเมื่อมีธรรมะจริง คือว่างจากตัวกู-ของกูแล้ว ก็มีธรรมะหมด มีพุทธะหมด มีอะไรหมดอยู่ในตัวมันเอง ในจิตใจดวงเดียวนั้นเอง ซึ่งเป็นจิตแท้ หรือจิตที่เป็นสภาพเดิมแท้ ถ้าตรงกันข้าม คือว่า จิตกำลังปรุงอยู่ด้วยตัวกู-ของกูเดือดพล่านอยู่ในใจแล้ว ธรรมะก็ไม่มี ขณะนั้นมันไม่มีสติสัมปชัญญะ มีสภาพผลุนผลัน ไม่คิด ไม่นึก ไม่ยับยั้งชั่งใจ มีอหิริ มีอโนตตัปปะ ไม่ละอายบาป ไม่กลัวบาป เป็นคนด้านต่อความชั่วช้าที่สุด และเป็นคนอกตัญญูที่สุด ตลอดถึงเป็นคนที่ทำทุกสิ่งที่เป็นการทำลายโลกก็ได้ มันมืดมัวถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงญาณทัสนะเห็นแจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นไปไม่ได้"
เมื่อได้อ่านจนจบแล้ว ลองพิจารณาดูแล้วกันนะครับ ว่าทุกวันนี้โลกเราเป็นแบบนี้ เพราะคนเราขาดธรรมะสองข้อนี้จริงหรือเปล่า อันนี้เป็นความคิดนึกส่วนบุคคล ส่วนตัวผมนั้นว่าจริงครับ สำหรับหนังสือในชุดนี้ยังมีอีกสองเล่มคือ ตัวกู-ของกู และ คู่มือมนุษย์ ซึ่งก็เป็นหนังสือที่ดีทั้งคู่ อยากให้หามาอ่านและปฏิบัติตามให้ได้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีครับ








เห็นด้วยค่ะ
ถ้าคนเรามีธรรมะสองข้อนี้กันทุกคนโลกต้องสงบสุขแน่ๆ
#19 By Bowajung on 2007-10-25 00:36