แก่นพุทธศาสน์ : พุทธทาสภิกขุ

อย่างที่บอกว่าผมได้ซื้อหนังสือเรื่อง แก่นพุทธศาสน์ ของ ท่าน พุทธทาสภิกขุ สำนักพิมพ์อมรินทร์ มา วันนี้อ่านจบแล้ว แต่ก็ยังไม่กระจ่าง จนต้องอ่านรอบสอง แต่ว่ามีอยู่ส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ที่เข้ากับสถานการณ์ในประเทศในขณะนี้เสียเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ การบรรยายของท่านพุทธทาสนี้ มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ แล้ว ก่อนผมเกิดตั้งเกือบยี่สิบปี แต่ธรรมะ ก็ยังเป็นของจริง และยึดถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ ผมจะขอคัดลอกส่วนที่ผมอ้างถึงนี้มาให้ท่านอ่านสักหน่อย แต่ว่าส่วนนี้ไม่ได้เป็นส่วนหลักของเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้นะครับ ถ้าใครสนใจก็ลองไปหามาอ่านดูครับ แล้วคุณจะเข้าใจพุทธศาสนาขึ้นมาอีกมาก (สำหรับท่านที่ยังไม่รู้นะครับ แต่ท่านที่กระจ่างแจ้งแล้ว ต้องขออภัยที่บังอาจแนะนำ)

 "อาตมาแจกลูกไปแต่ต้นว่าจะต้องมีสติสัมปชัญญะ หิริโอตตัปปะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวทีนี้ก็เพราะว่า สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะเหมือนกัน ธรรมะที่เป็นที่พึ่งแก่โลกได้เหมือนกัน แม้แต่หิริโอตตัปปะ เกลียดบาป ละอายบาป กลัวบาปนี้ ลองมีสิ โลกนี้ก็สงบเป็นสันติภาพถาวร เดี๋ยวนี้มีแต่คนหน้าด้าน ไม่รู้จักกลัวบาป ละอายบาปแก่ตัวเอง จึงทำสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่ได้ แล้วยืนยันยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่เห็นว่านี้มันจะทำความพินาศให้ทั้งโลก ก็ยังยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อย เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ โลกนี้ก็จะต้องพินาศลง เพราะไม่มีธรรมะแม้เพียงข้อนี้"

 "หรือธรรมะที่ต่ำแคบกว่านั้นอีก คือธรรมที่ชื่อว่ากตัญญูกตเวทีอย่างนี้ ลองมีธรรมะข้อเดียวนี้ โลกนี้ก็สงบได้ เพราะเราต้องยอมรับว่าทุกคนในโลกมีบุญคุณแก่กันและกัน ในฐานะที่ช่วยสร้างโลกให้น่าดู ให้งดงามอย่างนี้ เช่น คิดค้นวิชาขึ้นมาในโลกอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะคนทุกคนในโลกมีบุญคุณต่อกัน ไม่ต้องพูดถึงคนหรอก แม้แต่สุนัขและแมวยังมีบุญคุณแก่มนุษย์ แม้แต่นกกระจอกก็ยังมีบุญคุณแก่มนุษย์ ถ้าเรารู้จักบุญคุณของสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ทำอะไรชนิดที่เป็นการเบียดเบียนกันไม่ได้ ด้วยอำนาจของธรรมะคือความกตัญญูกตเวทีเท่านั้น มันก็ช่วยโลกได้"

 "เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าขึ้นชื่อว่าธรรมะนั้น ถ้าเป็นธรรมะจริงแล้วมันเหมือนกันหมด เป็นอันเดียวกันหมด คือมันช่วยโลกได้ทั้งนั้น ถ้าธรรมะไม่จริงแล้ว มันขัดขวางกันหมด มันจะดูมากมายรกรุงรังไปหมด ฉะนั้นเมื่อมีธรรมะจริง คือว่างจากตัวกู-ของกูแล้ว ก็มีธรรมะหมด มีพุทธะหมด มีอะไรหมดอยู่ในตัวมันเอง ในจิตใจดวงเดียวนั้นเอง ซึ่งเป็นจิตแท้ หรือจิตที่เป็นสภาพเดิมแท้ ถ้าตรงกันข้าม คือว่า จิตกำลังปรุงอยู่ด้วยตัวกู-ของกูเดือดพล่านอยู่ในใจแล้ว ธรรมะก็ไม่มี ขณะนั้นมันไม่มีสติสัมปชัญญะ มีสภาพผลุนผลัน ไม่คิด ไม่นึก ไม่ยับยั้งชั่งใจ มีอหิริ มีอโนตตัปปะ ไม่ละอายบาป ไม่กลัวบาป เป็นคนด้านต่อความชั่วช้าที่สุด และเป็นคนอกตัญญูที่สุด ตลอดถึงเป็นคนที่ทำทุกสิ่งที่เป็นการทำลายโลกก็ได้ มันมืดมัวถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงญาณทัสนะเห็นแจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นไปไม่ได้"

เมื่อได้อ่านจนจบแล้ว ลองพิจารณาดูแล้วกันนะครับ ว่าทุกวันนี้โลกเราเป็นแบบนี้ เพราะคนเราขาดธรรมะสองข้อนี้จริงหรือเปล่า อันนี้เป็นความคิดนึกส่วนบุคคล ส่วนตัวผมนั้นว่าจริงครับ สำหรับหนังสือในชุดนี้ยังมีอีกสองเล่มคือ ตัวกู-ของกู และ คู่มือมนุษย์ ซึ่งก็เป็นหนังสือที่ดีทั้งคู่ อยากให้หามาอ่านและปฏิบัติตามให้ได้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีครับ

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณแง่คิดดีๆนะคะ
คาสิโนออนไลน์
จีคลับ

#28 By pimmy (180.210.201.168|180.210.201.168) on 2015-04-10 03:21

เคยอ่านคู่มือมนุษย์ แล้วรู้สึกว่าถ้านำมาใช้แล้วสังคมจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ แต่คงเป้นไปได้ยาก จึงได้แต่ใช้อุเบกขา

#27 By paksi (58.136.28.203) on 2009-07-01 23:35

ดีจังเลยค่ะ
ธรรมอยู่ในใจ อยู่ในจิตใต้สำนึก

#25 By คนลองทำ (222.123.120.214) on 2009-06-06 09:01

เมื่อเรามองกระจก มองสายน้ำใสที่อยู่ในลำธาร มองวัตถที่สะท้อน แสง เราก็จะเห็นแค่ด้านเดียว เห็นเพียงแค่ด้านนอกของจิตใจเท่านั้น
ถ้าเราลองมองดูนกตัวหนึ่ง เมื่อมันหันหน้าเข้าหาเรา เราก็เห็นว่านกตัวนี้น่ารักดี เมื่อมันหันข้างให้เราเราคิดว่ามันรูปร่างเล็กกะทัดรัด เมื่อมันหันไปอีกนิดเราก้เห็นว่านกตัวนี้มันสัมันสวยดี เมื่อมันหันหลังให้เรา เราก้คิดว่านกตัวนี้หางมันชี้ไม่สวยเลย พวกมันส่งเสียงร้อง เราก้รำพึงว่านกตัวนี้ส่งเสียงร้องน่าหนวกหู แต่เมื่อวฃมันหันหน้ามาให้เรา เราก้คิดว่ามันดูสวยดี มันเป็นอุบายธรรมอย่างหนึ่งว่า คนเรามีทั้งดีและไม่ดีอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าเราจะเลือกมองในมุมไหนของเขาเท่านั้น ถ้าเราเลือกมองแต่มุมที่ดีของเขาเราก็จะสบายใจ แต่ถ้ามองแต่ถ้าร้ายของเขาเราก็จะพลอยไม่สบายใจไปด้วย เปรียบเสมือนกับ การเลือกสวมเสื้อ เราสามารถเป็นคนกำหนดเองว่าเราจะเลือกใส่สีสดใสหรือหมอง เช่นเดียวกันถ้าเราเลือกที่จะทำใจให้มีความสุขมันก้จะมีความสุข เลือกที่จะเศร้ามันก็เศร้า บางครั้งความเศร้าก็เป็นผลดีกับตัวเราเหมือนกัน ถ้าเรามองอีกด้านหนึ่งของมัน มันก็เหมือนกับมาม่าได้ไม่ได้ปรุงเครื่องมาม่าถ้วยนั้นจะอร่อยได้อย่างไร ความทุกข์ก้คงจะเป็นเคื่องปรุ่งรสอย่างหนึ่งที่ช่วยปรุ่งแต่งรสชาตของชีวิตให้เข้มข้นขึ้น เราไม่ควรมองคนเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้เราพลาดโอกาสดีไปในบางอย่าง

#24 By pang (118.172.17.187) on 2009-04-01 18:19

อ่านแค่นี้ก็ขนลุกแล้วครับ sad smile

big smile Hot!

#22 By เถ้าแก่น้อย on 2008-10-31 19:58

ธรรมะ มันเหมือนกันหมด จริง ๆ ค่ะ หากไม่ใช่ธรรมะแล้ว ก็ขัดแย้งกันไปหมด ทุกวันนี้ คนเราขาดธรรมะ หรืออาจจะ คิดว่า ทุกสิ่งอย่างเป็นของตัวกู ของกู (มั้งคะ) จึงไม่มองเห็นกันและกัน บั่นทอนทำร้ายหักร้างกันทุกเมื่อเชื่อวัน และ เขาคงไม่มีคู่มือมนุษย์อ่าน ที่จริง แล้ว คนเราเกิดมาเพื่อทำความดี ประพฤติดี ไม่ใช่เกิดมาคิดว่า ตัวกู ของกู
ท้ายสุด ขอบคุณธรรมะดี ๆ ที่ได้อ่านค่ะbig smile

#21 By Tuangkamon (125.26.148.85) on 2008-10-13 14:07

เล่มนี้มีดีกรีจากยูเนสโก้เลยครับ
อ่านแล้วดีจริงๆ ได้ข้อคิดมากมาย เอามาอ่านอีกรอบดีกว่า

#20 By คนขับช้า on 2008-07-31 22:30

เห็นชื่อเอนทรี่แล้วน่าอ่านก็เลยแวะมาอ่านดูค่ะ

เห็นด้วยค่ะ
ถ้าคนเรามีธรรมะสองข้อนี้กันทุกคนโลกต้องสงบสุขแน่ๆ

#19 By Bowajung on 2007-10-25 00:36

Facebook