Life Boat

ถ้าจะถามว่า อะไรสำคัญที่สุดในเรือ คงตอบไม่ได้ว่าอะไรสำคัญที่สุด เพราะทุก ๆ อย่างมีความสำคัญต่อเรือ และชีวิตบนเรือแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรือรบนั้น สิ่งสำคัญมีมากมายเลยทีเดียว แต่ก็สำคัญไปคนละอย่าง และเมื่อนำคำถามนี้ไปถามคนหลาย ๆ คน คำตอบที่ได้ก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า คนๆ นั้น ยึดถือสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคน ๆ นั้นเป็นคนรักเกียรติรักศักดิ์ศรี ก็คงจะตอบว่าอาวุธสำคัญที่สุด เพราะเรือรบที่ไร้อาวุธ ก็ไม่ต่างจากเรือสินค้า เรือติดอาวุธที่ไหนก็มาจมได้ทั้งสิ้น ถ้าคน ๆ นั้นเป็น ช่าง ก็ต้องบอกว่าเครื่องจักรใหญ่ ( เครื่องยนต์หลักที่ใช้ขับเคลื่อนเรือ) สำคัญที่สุด ถ้าไร้ซึ่งเครื่องจักรใหญ่ เรือก็ต้องจอดแน่นิ่ง เป็นเป้านิ่ง ถ้าเป็นคนที่มีความคิดแยบยล ก็ต้องบอกว่าระบบอำนวยการรบ และศูนย์ยุทธการสิ ที่สำคัญที่สุด เพราะเปรียบดั่งมันสมองของเรือ ถ้าสมองตายก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้ว เช่นนี้เป็นต้น

แต่สิ่ง ๆ หนึ่งที่ผมเชื่อว่า ทหารเรือทุกคนไม่ปฏิเสธแน่ ๆ ว่าจัดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในเรือ นั่นก็คือ น้ำจืด นั่นเอง เพราะว่า คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายวันแม้ขาดอาหาร แต่ขาดน้ำหนึ่งวันก็ตายแล้ว ซึ่งแม้นว่า ท้องทะเลจะมีน้ำอยู่มหาศาลก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะนำมาบริโภคได้

ดังนั้น เวลาก่อนออกทะเล ก็จะต้องรับน้ำให้เต็มถัง โดยรับมาจากท่าเรือ เพื่อใช้อุปโภคบริโภคตลอดภารกิจ แต่สำหรับเรือใหญ่ ๆ แล้ว จะมีเครื่องผลิตน้ำจืด ซึ่งเป็นระบบ Reverse Osmosis ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้น้ำทะเลไหลผ่านเยื่อเมมเบรน (Membrane) ด้วยความเร็วสูง เพื่อแยกโมเลกุลของเกลือออกจากโมเลกุลของน้ำทะเล แล้วได้ออกมาเป็นน้ำจืด แต่ก็มีเรือบางลำที่เป็นระบบเครื่องกลั่นน้ำ คือนำน้ำทะเลมาต้มให้ระเหยเป็นไอ แล้วควบแน่นกลับมาเป็นน้ำจืด เหมือนกับที่เราเคยเรียนมาในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ในสมัยเด็ก ๆ ซึ่งใครที่อยู่เรือแบบนี้ก็ถือว่าโชคดี มีน้ำใช้มากกว่าผู้ที่อยู่เรือที่ไม่มีเครื่องผลิตน้ำจืด แต่ว่า เครื่องจักรเหล่านี้นั้น ก็งอแงขึ้นมาได้ตลอดเวลา บางครั้งก็เสียขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงต้องเก็บน้ำจืดไว้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

น้ำจืดที่อยู่ในเรือนั้น สงวนไว้ใช้กับกิจกรรมเหล่านี้ คือบริโภค ทั้งดื่มและประกอบอาหาร เพื่อการอุปโภค เช่น อาบน้ำ , ล้างหน้า , แปรงฟัน , ล้างจาน , ซักผ้า , ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว และเพื่อใช้หล่อเย็นระบายความร้อน เครื่องจักรเครื่องยนต์บางชนิด 

แต่สำหรับน้ำดื่ม ในช่วงที่ออกเรือวันแรกๆ เรือส่วนใหญ่จะจัดเตรียมมา โดยรับน้ำที่ผ่านการตรวจสอบและฆ่าเชื้อโรคแล้ว จากโรงกรองน้ำของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ บรรจุใส่ถังน้ำดื่ม ไว้ใช้ดื่มตลอดการเดินทาง แต่น้ำที่นำมาประกอบอาหารนั้น ก็จะเป็นน้ำประปา ที่บรรจุอยู่ในถังเก็บของเรือ หรือน้ำที่ได้จากเครื่องผลิตน้ำจืด เนื่องจากน้ำที่ใช้ในการประกอบอาหาร ในวันหนึ่งๆ นั้น จะใช้น้ำในปริมาณที่ค่อนข้างมาก จึงไม่อาจใช้นำจากถังน้ำดื่มได้

การใช้น้ำนั้น จะต้องมีการควบคุมอย่างดี ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบในการเปิด-ปิด และควบคุมการใช้น้ำนั้น จะเป็นความรับผิดชอบของ นายทหารพรรคกลิน ซึ่งก็ได้แก่ สรั่งกล , นายช่างกล , รองต้นกล และต้นกล ซึ่งก็แล้วแต่ว่า เรือลำนั้นจะมีนายทหารในตำแหน่งใดบ้าง ถ้ามีครบ นายช่างกลก็จะรับผิดชอบไป ซึ่งการควบคุมการใช้น้ำ นั้นก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของเรือ , ขนาดบรรจุของถังน้ำ , จำนวนคน , จำนวนวันที่เรืออยู่ในทะเล , มีเครื่องผลิตน้ำจืดหรือไม่ และ วันที่จะได้รับน้ำในครั้งต่อไป

เรือบางลำสามารถอาบน้ำได้ทุกวันตามต้องการ (แต่มีอยู่ไม่กี่ลำหรอก) เพราะเครื่องผลิตน้ำจืด สามารถใช้การได้ดี แต่ถ้าอย่างดีหน่อย (ซึ่งก็ถือว่าหรูแล้ว) ก็คือ อาบน้ำวันละครั้งในตอนเย็น และล้างหน้า แปรงฟันในตอนเช้า และก่อนนอน แต่ในบางลำก็ต้องอาบน้ำวันเว้นวัน แต่ยังคงล้างหน้าแปรงฟัน ในยามเช้า และก่อนนอนได้เหมือนเดิม (ซึ่งแบบนี้คือ แบบปกติของเรือรบทั่วๆไป) ผมเคยเจอวิกฤตขาดแคลนน้ำจืดสุด ๆ คือ อาบน้ำสี่วันครั้ง และล้างหน้า แปรงฟันด้วยความประหยัด แต่สมัยเป็นนักเรียนนายเรือ ได้น้ำคนละหนึ่งขัน สำหรับ ล้างหน้าแปรงฟัน ซึ่งทุกคนในเรือต้องปฏิบัติตามนี้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้บังคับการเรือ ชั้นยศ นาวาเอก (เรื่องจริงนะครับ ไม่ได้โม้ แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตจริง ๆ) น้ำที่มี ถูกสงวนไว้ใช้ประกอบอาหารเท่านั้น ขนาดอาหารยังต้องเป็นเมนู ที่ใช้น้ำให้น้อยที่สุดเลย พวกแกง , แกงจืด , ต้มยำ ต้องงดครับ น้ำเอามาหุงข้าวอย่างเดียว

ความลำบากในการใช้น้ำยังไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เรือบางลำต้องออกมาอาบน้ำบริเวณท้ายเรือ เพราะว่าน้ำในถังต้องสงวนไว้ยามจำเป็น แต่ที่บริเวณท้ายเรือ จะมีถังน้ำรองน้ำไว้เพิ่มเติม บ้างก็ใช้เรือบดในการรองน้ำ เวลาอาบน้ำ ก็นุ่งผ้าขาวม้า หรือกางเกงในตัวเดียวอาบน้ำกันแบบไม่อายฟ้า อายเทวดา บางครั้งถึงกับต้องอาบน้ำทะเล โดยการสูบน้ำทะเลขึ้นมาแล้วฉีดใส่ผู้ที่จะอาบน้ำ พอตัวเปียกแล้วก็แยกไปถูสบู่ ซึ่งมันจะไม่มีฟองหรอกครับ ถ้าเป็นครีมอาบน้ำก็จะมีฟองเพียงเล็กน้อย เสร็จแล้วก็มาฉีดน้ำทะเลล้างฟองออกอีกที ถ้าโชคดี ก็จะได้น้ำจืดคนละหนึ่งขันไว้ล้างเกลือ และในยามที่ฝนตกก็เหมือนกับสวรรค์มาโปรด เพราะว่าจะได้อาบน้ำฝน ไม่ต้องเปลืองน้ำในเรือ พอฝนตก พวกเราก็จะรีบถือขัน อุปกรณ์อาบน้ำ ไปอาบน้ำที่ท้ายเรือ แต่ว่าในกรณีนี้จะทำได้ก็ในเวลาที่เลิกงานไปแล้วเท่านั้น ถ้ามีโอกาสนี้ ก็ต้องรีบคว้าไว้ เพราะเรือเดินอยู่ในทะเลนั้น ไม่ค่อยได้เจอฝนตกนาน ๆ เพราะแล่นไปได้ไม่นาน ก็จะพ้นจากเขตเมฆฝน มาเจอแดดเปรี้ยงอีก ใครช้าก็อดไป

น้ำในถังของเรือบางลำก็แดง และมีตะกอน เนื่องจากสนิมในถัง และตามท่อทาง เนื่องจากเป็นเรือเก่า ซึ่งการแก้ไขปัญหาสนิมทำได้ยาก ต้องตัดและเปลี่ยนแผ่นเหล็กหรือท่อทางเท่านั้น หรือในบางลำในยามปกติ น้ำก็ใสสะอาดดี แต่พอเจอคลื่นแรง ๆ เรือโคลงไปโคลงมา ก็กวนตะกอนในก้นถังให้ลอยฟุ้งอยู่ในถังเต็มไปหมด เมื่อนำมาใช้ น้ำก็จะขุ่นแดง และเป็นตะกอน ทหารเรือมาใหม่ ๆ บางคนก็ไม่กล้าใช้ ไม่ยอมอาบน้ำ แล้วใช้น้ำดื่มที่ซื้อมาเอง ล้างหน้าแปรงฟันพอ แต่สำหรับผมเองไม่มีปัญหาอยู่แล้ว อาบดีกว่า สบายตัว คิดเสียว่า เสริมธาตุเหล็ก บำรุงผิวพรรณ และบำรุงรากฟันให้แข็งแรง และในเมื่อน้ำไม่สะอาด จึงนำมาประกอบอาหารไม่ได้ และไม่มีใครคิดว่าเป็นการเสริมธาตุเหล็กในอาหารด้วย (รวมทั้งผมด้วยล่ะ) จึงต้องใช้น้ำบรรจุถัง มาประกอบอาหาร และใช้น้ำแต่น้อย โชคดีที่เรือพวกนี้ ไม่ได้ออกทะเลเป็นเวลานาน ๆ จึงไม่ค่อยเป็นปัญหาสักเท่าไหร่

เรื่องน้ำเป็นตะกอน นอกจากจะเป็นปัญหาของคนแล้ว ยังเป็นปัญหาของเครื่องจักรด้วย เนื่องจากจะทำให้กรอง (Filter) ต่าง ๆ นั้น ตันไวขึ้น ต้องดูแลเป็นพิเศษ ถ้าปล่อยให้ตันมาก ๆ เข้าจน น้ำจืดไหลเวียนไม่สะดวกก็จะก่อให้เกิดปัญหาต่อเครื่องจักร เช่น Overheat เป็นต้น

สำหรับน้ำที่ใช้ในการล้างจาน บางครั้งน้ำก็มีไม่พอ ก็ต้องสูบน้ำทะเลมาล้าง ในเรือเล็ก ๆ บางลำ ที่สามารถเข้าไปในปากแม่น้ำได้ ก็จะเข้าไปจอดในแม่น้ำ แล้วสูบน้ำในแม่น้ำมาใช้ ซึ่งก็จะเป็นน้ำกร่อยครับ ส่วนการซักผ้านั้น จะไม่ได้รับอนุญาตให้ซักผ้าได้เลย จนกว่าจะมีการรับน้ำในปริมาณที่มากพอในครั้งต่อไป จึงจะให้ซักผ้าได้ ดังนั้นจึงต้องเตรียมเสื้อผ้าไปหลาย ๆ ชุด บางทีชุดนอนก็ใส่หลาย ๆ วัน จึงจะเปลี่ยนทีนึง เพราะถือว่าเรื่องซักผ้านั้น ไม่สำคัญเท่ากับน้ำรับประทาน และล้างจาน สมัยเป็นนักเรียนนายเรือ เพื่อนหัวใสคนหนึ่ง นำเชือกผูกเสื้อผ้า แล้วโยนลงทะเล ในขณะที่เรือเดิน ปล่อยให้เรือลากเสื้อผ้านั้นไปเป็นชั่วโมง ๆ เมื่อนำขึ้นมาปรากฏว่าเสื้อผ้าดำ ๆ สะอาด ขาวผ่องเลยทีเดียวแต่พอแห้งแล้วคราบเกลือเต็มไปหมด แต่ก็ไม่สกปรก และไม่เหม็นคราบเหงื่อไคล

ด้วยเหตุที่ว่า พวกเราไม่ค่อยได้อาบน้ำกัน หลาย ๆ คน จึงไม่นุ่งกางเกงใน หรือ บางคนก็ใส่บ๊อกเซอร์ เพื่อป้องกันปัญหาอับชื้น และเชื้อราในร่มผ้า อีกทั้งอยู่บนเรือ ไม่ค่อยได้เดินเหิรไปไหนมาไหนมากนัก ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่ามันจะยาน ซึ่งตรงนี้ บางคนก็ไม่ใส่ไม่ได้เหมือนกัน ประมาณว่า ไม่ใส่แล้วขาดความมั่นใจ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวครับ ผมเองก็ไม่อาจทราบได้ว่าใครใส่ ไม่ใส่ แต่สมัยที่เป็นนักเรียนนายเรือ รุ่นพี่เคยสอนเอาไว้ ว่าไม่ต้องใส่ อีกทั้งเรื่องเชื้อราก็เคยเป็นสมัยเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ขนาดอาบน้ำทุกวันยังเป็นเลย ซึ่งเป็นแล้วมันทรมานครับ กว่าจะหายก็นาน ก็เลยไม่ใส่ดีกว่า ปรากฏว่า สบายตัวดีอีกต่างหาก เรื่องนี้ เหมือนว่าจะเคยอ่านเจอในหนังสือว่า กางเกงในนั้น ไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนอย่างเมืองไทย เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นอย่างที่บอกในตอนแรก

เรื่องเหล่านี้ เมื่อไม่ได้ออกเรือแล้วก็นึกขำ แต่ถ้าต้องออกเรือขึ้นมาก็ต้องเตรียมการให้พร้อม รับน้ำให้เต็มถัง ตรวจสอบเครื่องผลิตน้ำจืดให้ใช้การได้ และเตรียมอะไหล่สำหรับซ่อมทำเมื่อยามเสียหาย ทั้งเตรียมตัวเองด้วยการเตรียมเสื้อผ้าไปให้เยอะ ๆ ส่วนตัวผมเอง ผมเตรียมไปสำหรับใส่ได้ถึงครึ่งเดือน (แต่กางเกงใน แค่อาทิตย์เดียวก็พอ เผื่อต้องขึ้นบก ยังงัยก็ต้องใส่ไว้ก่อน กลัวอนาจาร) , เตรียมกระดาษชำระ ขวดน้ำดื่มที่บรรจุน้ำบริสุทธิ์ เผื่อใช้ดื่มในยามฉุกเฉิน

ทหารเรือทุกคนเห็นคุณค่าของน้ำทุกคนครับ แล้วคุณที่ยังใช้น้ำฟุ่มเฟือยอยู่ล่ะครับ อ่านเรื่องนี้แล้ว หวังว่าจะช่วยกันประหยัดน้ำกันนะครับ (เกี่ยวมั๊ยเนี่ย แต่อยากจบอย่างมีข้อคิดน่ะครับ หุ หุ)