บ่อยครั้งที่ชีวิตผมรู้สึกขาดความหวาน

ความหวานในชีวิตของผมไม่ได้หมายถึงความหวานแหวว หรือความหวานของชีวิตคู่แต่อย่างใด

แต่หมายถึงรสหวาน

ชีวิตของผมกำลังขาดความหวาน

หลังจากที่ทานแต่อาหารคาวมาเป็นเวลาหลายวัน จนเลยเถิดกลายเป็นหลายสัปดาห์ เพราะด้วยตัวเลือกของอาหารในสถานที่ทำงานของผมมีน้อยนัก เมนูในแต่ละวันจึงไม่พ้นข้าวผัดกระเพราะ , ข้าวผัด , ผัดคะน้าราดข้าว จะเปลี่ยนก็แต่เนื้อที่นำมาประกอบในเมนูนั้น ตั้งแต่ เนื้อหมู , เนื้อวัว , เนื้อไก่ ไล่ไปจนถึง สัตว์ทะเล อย่าง กุ้ง ปู หรือปลาหมึก

ในบางวันที่มีตัวเลือกมากหน่อยก็จะเป็น ข้าวมันไก่ , ข้าวหมูแดง , หอยทอด , ผัดไทย หรือ ก๋วยเตี๋ยว เป็นบางโอกาส

แต่สรุปแล้ว ชีวิตประจำวันของผมก็จะเวียนวนอยู่กับอาหารเหล่านี้เสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เช้า , กลางวัน และเย็น

เหตุผลหลักที่ต้องทนเบื่อหน่ายกับรายการอาหารแบบเดิม ๆ มีอยู่สามประการก็คือ

1. ผมอยู่คนเดียว
2. ผมอยู่ต่างจังหวัด
และ 3. เงินเดือนผมน้อย

จะได้ทานอาหารดี ๆ ก็ต่อเมื่อได้กลับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นอาหารจากฝีมือแม่ผมเอง

ดังนั้น เมื่อชีวิตผมต้องพานพบกับอาหารคาว รสชาดเดิม ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ ความต้องการส่วนตัวก็เลยเรียกร้องหาความหวานมาปรนเปรอ ลิ้น และระบบประสาท

อาหารหวานที่ผมนิยมชมชอบรับประทานเพื่อบำบัดอาการขาดความหวานก็เห็นจะเป็น ขนมหวานประเภท บัวลอย และ ขนมหวานใส่กะทิ ด้วยนอกจากจะได้ความหวานแล้วยังได้ความมันให้อร่อยลิ้นอีกรสชาดหนึ่ง

แต่ในบางครั้งผมก็จะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการ ซื้อแยมผลไม้มาทากับขนมปัง ละเลียดกับเครื่องดื่มอย่างกาแฟ ก็เข้าท่าดีอยู่เหมือนกัน

แต่ในคราวเร่งด่วน บางครั้งผมก็พึ่งน้ำอัดลม ซึ่งก็ได้รับความหวานไปเติมเต็มอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่สะใจเท่ากับการทานขนมหวาน

และเมื่อระดับของความอยากความหวานลดลง ผมก็จะสามารถกลับไปทานอาหารเดิม ๆ ต่อ ได้ รอวันที่ระดับของความอยากความหวาน เพิ่มดีกรีถึงขีดสุด ผมก็จะรีบมุ่งหน้าไปหาความหวานมาเติมเต็มอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าเมนูอาหารในชีวิตประจำวันจะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้

Comment

Comment:

Tweet

อย่าทานหวานมากเลยคะ เดี๋ยวเป็นโรคเบาหวานนะ

#10 By on 2007-03-04 11:35

#9 By ทีรคุหีพีพี (58.10.36.155) on 2007-02-27 12:49

น่าสงสารจังเลยนะคะ ที่ชีวิตขาดความหวาน แต่ไม่ว่าชีวิตเราจะมีรสชาติไหนเราก็ต้องอยู่ให้ได้ จริงมั้ยล่ะ ขนาดชีวิตเราไม่เคยรู้จักความหวานยังต้องอยู่สู้ต่อไปเลย 555+

#8 By wadee (125.27.0.95) on 2006-12-12 11:47

แล้วความหวานในหัวใจล่ะคะ เติมบ้างแล้วหรือยัง

#7 By แสงจันทร์นวลผ่อง (203.150.193.98) on 2006-12-11 00:42

จะไปเรียน วิชาทำขนมไทย ด่วนนนนน
เพื่อเจ้าชายน้อย นะเนี่ยะ

#6 By เจ้าหญิงแก่ (203.113.81.166) on 2006-12-05 13:13

หัดทำกับข้าวเองซิคะ ไม่เห็นยากเลยไปลองหาซื้อหนังสือทำกับข้าวมาอ่านก็ได้ ฝึกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เก่งเองแหละค่ะ เอ้....แต่สุดสัปดาห์ก็กลับไปหาคุณแม่อยู่แล้วก็ให้คุณแม่ช่วยสอนซิคะ

#5 By Rava (203.113.55.203) on 2005-12-01 15:01

อิอิ......ถ้าเบื่ออาหารคาว และ ขนมหวาน แล้ว ลองเปลี่ยนมาลิ้มชิมรสผลไม้ดูดิ่ เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลำไย มะละกอ กล้วย ส้ม แตงไทย (ไชโย โห่ฮิ้วๆๆ) ฯลฯ หรือจะปรับแต่งเป็นของหวานกับผลไม้ก็ไม่เลว เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง/ทุเรียน/ลำไย(เปียก) แหะๆๆ......หวังว่าคงจะเพลิดเพลินทั้งขนมหวานและผลไม้ไทย 5555

#4 By JuXiaoTian (211.5.150.153) on 2005-10-21 17:15

ระวังนะ ทานหวานมาก ๆ จะกลายเป็นถังเบียร์นะ จะบอกให้

#3 By Pegasus (203.146.113.14) on 2005-06-17 13:01

เปลี่ยนงานไปเป็นหนุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผลดีกว่า ให้ผลแน่นอน ตอนนี้อาจจะมีปัญหาเรื่องขาดความหวาน แต่พอเริ่มแก่ตัวอาจจะมีปัญหาเรื่องโรคเบาหวานขึ้นมาแทนที่ได้นะ
ลองเปลี่ยนไปสั่งผัดเปรี้ยวหวานดิ
หลายรสชาด

#1 By xawarzd on 2005-06-15 03:15

Facebook