ในงาน Paris Air Show ครั้งที่ 50 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตเรือดำน้ำรายใหญ่ของฝรั่งเศส DCNS และ MBDA บริษัทผลิตอาวุธปล่อยนำวิถี ร่วมทุนระหว่างฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ ได้เปิดเผยถึงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศสำหรับเรือดำน้ำรุ่นต้นแบบเป็นครั้งแรก หลังจากที่เผยคอนเซ็ปต์ และภาพกราฟฟิกของอาวุธชิ้นนี้ไปในงาน Euronaval เมื่อปีที่แล้ว

ภาพกราฟฟิกแสดงถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศของเรือดำน้ำ โดย DCNS และ MBDA

อาวุธที่ว่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามใต้น้ำ (Underwater Warfare) เพราะจะเป็นครั้งแรกที่เรือดำน้ำจะสามารถตอบโต้อากาศยานได้ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี เพราะตั้งแต่อดีตมา การป้องกันภัยทางอากาศของเรือดำน้ำ เรียกได้ว่า กระทำได้ แต่ต้องวัดดวงเป็นอย่างยิ่ง เพราะการป้องกันภัยทางอากาศของเรือดำน้ำก็คือ การเปิดเผยตัวเองขึ้นมาเหนือผิวน้ำ แล้วระดมยิงด้วยปืนใหญ่ ปืนกลต่อสู้อากาศยาน หรือจรวดประทับบ่า หรือ MANPADS (Man-portable air-defense systems) ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้ว สู้หลบหนีไปใต้น้ำ หรือกบดานนิ่งๆ ยังดีเสียกว่า

แต่ถึงกระนั้น การป้องกันภัยทางอากาศ ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับเรือดำน้ำ เพราะในสมัยโบราณ เช่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เรือดำน้ำจำเป็นต้องลอยลำขึ้นมาบนผิวน้ำขึ้นมาสนอร์เกิล (Snorkeling) เพื่อรับอากาศไปเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าลงแบตเตอรี่ ซึ่งในยุคแรกๆ ความถี่ในการลอยลำขึ้นมาเหนือผิวน้ำ มีมากถึงวันต่อวันเลยทีเดียว หรือในยุทธวิธีฝูงหมาป่า (Wolf packs) ซึ่งเป็นยุทธวิธีในการโจมตีเรือผิวน้ำของเรือดำน้ำ ที่กองเรือดำน้ำจะต้องลอยลำขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เพื่อระดมยิงเรือผิวน้ำ ก็เป็นการเปิดเผยตัวเองต่อข้าศึก ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้เรือดำน้ำเป็นเป้านิ่งต่ออากาศยานได้โดยง่าย และในสมัยโบราณนั้น หากเครื่องบินตรวจการณ์พบเรือดำน้ำ ก็มักจะเข้ามากราดยิงด้วยปืนกล หรือทิ้งระเบิด หรือโจมตีด้วยตอร์ปิโด ทางเลือกของเรือดำน้ำในสมัยนั้นจึงมีอยู่สองทางคือ ดำหลบหนี หากเครื่องบินยังอยู่ในระยะไกล หรือยิงต่อสู้ หากเครื่องบินอยู่ใกล้มาก

เครื่องบินทิ้งตอร์ปิโดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า อาวุธป้องกันภัยทางอากาศของเรือดำน้ำตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีอยู่ 2 อย่างคือ ปืนใหญ่ หรือปืนกลต่อสู้อากาศยาน และจรวดประทับบ่า ปืนกลนั้นเป็นที่นิยมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยเรือดำน้ำทุกลำจะต้องติดตั้งปืนกลเหล่านี้ไว้ด้านนอกตัวเรือ ด้านหลัง หรือด้านข้างของหอบังคับการ เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องลอยลำขึ้นมา และมีพลปืนไปประจำ ส่วนกระสุนปืนจะเก็บไว้ในช่องเก็บใกล้ๆ ปืน ที่ทนต่อแรงดันได้ เพื่อที่พลปืนจะได้หยิบใช้ได้อย่างรวดเร็ว ปืนกลที่ใช้ก็มีหลายขนาดตั้งแต่ ปืน 40 มม. , 20 มม. , .50 มม. และ .30 มม. ซึ่งปืนกลนี้นอกจากจะใช้ต่อสู้อากาศยานแล้ว เมื่อจำเป็นก็ใช้ระดมยิงเรือผิวน้ำโดยเฉพาะเรือสินค้าหรือเรือเล็กๆ อีกด้วย เพื่อประหยัดตอร์ปิโด และบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 4 นิ้วถึง 6 นิ้ว ช่วยในการยิงต่อสู้กับอากาศยานด้วย ต่อมาเมื่อเรือดำน้ำสามารถดำได้นานขึ้น รวมถึงยุทธวิธีฝูงหมาป่าก็ถูกแก้เกมได้ และตอร์ปิโดก็ได้พัฒนาจนมีขีดความสามารถที่ดีกว่าปืนใหญ่เรือ หรือปืนกล จึงทำให้ปืนพวกนี้ล้มหายตายจากไปจากเรือดำน้ำ คงเหลือแต่ตอร์ปิโดซึ่งเป็นอาวุธหลักของเรือดำน้ำ ทำให้เรือดำน้ำหลบซ่อนอยู่แต่ใต้น้ำ และเปิดเผยตัวน้อยกว่าเดิม แต่การป้องกันภัยทางอากาศก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะลอยลำเหนือผิวน้ำ จรวดประทับบ่า จึงได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แทนปืนกลต่อสู้อากาศยาน

ปืน 5”/25 และ ปีนกล 20mm Oerlikon บนเรือ USS Pampanito

ท้ายเรือจะเห็นปืน 40/70 Bofors

สำหรับจรวดประทับบ่าในเรือดำน้ำ เป็นอาวุธที่เริ่มมีใช้ในยุคสงครามเย็น จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากพอไม่มีปืนแล้ว อาวุธที่พอจะยิงได้ถึงตัวอากาศยาน ก็เห็นจะมีแต่จรวดประทับบ่าเพียงเท่านั้น ซึ่งจรวดประทับบ่าที่นิยมใช้บนเรือดำน้ำก็ได้แก่9K38 Igla และ 9K34 Strela ที่ใช้บนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้น Typhoon และ เรือดำน้ำดีเซลชั้น Kilo ของรัสเซียตามลำดับ แต่สำหรับเรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังหมดยุคของปืน ก็ไม่มีอาวุธต่อต้านอากาศยานเลย เพราะหลักนิยมของเรือดำน้ำคือ การดำซ่อนพรางเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเรือดำน้ำทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ สามารถที่จะดำน้ำได้นานเท่าใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นมาเหนือผิวน้ำเลย

9K38 Igla

จะเห็นได้ว่า อาวุธที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นอาวุธที่ใช้คนควบคุม และจำเป็นที่เรือจะต้องลอยลำขึ้นมาเหนือผิวน้ำทั้งนั้น จึงจะสามารถใช้ได้ ต่อมาประเทศอังกฤษได้เป็นประเทศแรกที่พัฒนาระบบอาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่สามารถสั่งยิงได้จากภายในเรือดำน้ำ โดยได้นำจรวดประทับบ่า Blowpipe ที่ผลิตขึ้นมาใช้ป้องกันภัยทางอากาศให้กับทหารในกองทัพบกของตนเอง ในช่วง ค.ศ. 1975 มาติดตั้งบนเรือดำน้ำ HMS Aeneas และเรียกว่า Submarine Launched Airflight Missile หรือ SLAM ซึ่งเป็นการนำ Blowpipe จำนวน 4 ท่อยิงมาติดตั้งเข้ากับส่วนของหอบังคับการของเรือดำน้ำ และมีกลไกให้สามารถยิงจรวดได้จากภายในหอบังคับการ ทำให้เรือดำน้ำสามารถยิงอากาศยานได้จากระดับกล้องเพอริสโคป และนำวิถีด้วยการบังคับจากผู้ควบคุม ที่เรียกว่า MCLOS หรือ Manual command to line of sight คือสามารถควบคุมทิศทางได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่บังคับทิศทางได้เหมือนบังคับเครื่องบินวิทยุ ซึ่งหลังจากติดตั้งแล้วก็ไม่มีรายงานเปิดเผยออกมาว่าอาวุธนี้เวิร์คหรือไม่เวิร์คประการใด แต่ข้อเท็จจริงก็คือมีเพียงเรือ HMS Aeneas เพียงลำเดียวเท่านั้นที่ติดตั้งระบบนี้ แต่ถึงกระนั้นเรือในชั้น Gal ของอิสราเอล ก็รับระบบนี้ไปติดตั้งถึง 3 ลำ แถมยังติดตั้งมากถึง 6 ท่อยิง แต่สุดท้าย ระบบนี้ก็ถูกรื้อถอนออก และไม่มีการเปิดเผยถึงประสิทธิภาพของระบบนี้อีกเช่นเดียวกัน แต่ก็คงจะพอเดาได้ว่าไม่เวิร์ค

Blowpipe ที่ติดตั้งบนเรือ HMS Aeneas

เรือดำน้ำ HMS Aeneas ของอังกฤษ

จากเทคโนโลยีในการป้องกันภัยทางอากาศที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า ไม่มีระบบไหนเลยที่จะป้องกันภัยทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เหมือนกับเรือผิวน้ำ ที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ดีๆ มากมาย เช่น ระบบ CIWS Phalanx ของสหรัฐฯ ที่มีติดตั้งบนเรือชุด ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก , จรวด Mistral ของ ร.ล.จักรีนฤเบศร และ จรวด Aspide ของเรือชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ ซึ่งระบบเหล่านี้ไม่สามารถใช้การในเรือดำน้ำได้เลย เนื่องจากเรือดำน้ำไม่สามารถเดินเรดาร์ตรวจอากาศได้ตลอดเวลาเหมือนกับเรือผิวน้ำ อีกทั้งการมีระบบอาวุธอยู่ภายนอกตัวเรือยังเป็นการทำให้เรือมีแรงเสียดทานมากขึ้น เกิดเสียงใต้น้ำมากขึ้น สร้างและบำรุงรักษายาก เพราะต้องกันน้ำ และทนทานต่อการกัดกร่อนต่อน้ำทะเล และแรงดันเช่นเดียวกับตัวเรือดำน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมในปัจจุบันเรือดำน้ำจึงไม่มีทางต่อกรกับอากาศยานได้เลย

แต่อย่างไรก็ตามด้วยโซนาร์อันทรงประสิทธิภาพของเรือดำน้ำ ก็ยังทำให้เรือดำน้ำถือไพ่เหนือกว่าอากาศยานอยู่ เพราะโซนาร์ของเรือดำน้ำสามารถตรวจจับกิจกรรมของอากาศยานที่บินอยู่เหนือผิวน้ำได้ อย่างเช่นเสียงของ Dipping Sonar ที่หย่อนลงในน้ำก็ทำให้ทราบว่าเหนือขึ้นไปไม่กี่เมตร มีเฮลิคอปเตอร์กำลังบินนิ่งๆ อยู่ หรือ Sonobouy ที่ถูกทิ้งจากเครื่องบิน ก็จะทำให้รู้ว่ามีเครื่องบินบินอยู่แถวๆ นั้น โดยเฉพาะ P-3 Orion จะบินต่ำมาก ถึงแม้เครื่อง P-8A Poseidon จะมีเพดานบินที่สูงกว่า แต่ก็ยังตรวจการณ์ได้ด้วยกล้องเพอร์ริสโคป ด้วยประสิทธิภาพของโซนาร์ในปัจจุบันบวกกับประสบการณ์ของพนักงานโซนาร์ จึงทำให้เรือดำน้ำยังมีหนทางปฏิบัติเมื่อเจอกับอากาศยานได้อยู่ เช่น กบดาน หรือหลบหนี แต่ในภาวะปัจจุบันที่บีบบังคับให้เรือดำน้ำต้องปฏิบัติการในน้ำตื้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภารกิจหาข่าวใกล้กับชายฝั่งของข้าศึก หรือส่งชุดปฏิบัติการพิเศษ ทำให้เรือดำน้ำต้องตกอยู่ในพื้นที่คับขัน ด้วยสภาวะแวดล้อมที่เป็นข้อได้เปรียบสำหรับเรือดำน้ำในน้ำลึก จะสูญหายไปบางอย่างในน้ำตื้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นเลเยอร์ของน้ำที่ช่วยดูดซับเสียงของเรือดำน้ำไม่ให้สะท้อนไปสู่ผิวน้ำ และช่วยสะท้อนโซนาร์แอคทีฟของ Sonobouy ไม่ให้ลงมาในความลึกที่เรือดำน้ำซ่อนพรางอยู่ อีกทั้งในที่ตื้น เรือดำน้ำยังมีเส้นทางหลบหลีกที่ค่อนข้างจำกัด ไม่สามารถแล่นไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเท่ากับพื้นที่น้ำลึก จึงเท่ากับว่า เรือดำน้ำนั้นเสียเปรียบอากาศยานอย่างมากในที่น้ำตื้น

ภาพกราฟิกแสดงเครื่องบิน P-8A Poseidon กำลังทิ้ง Sonobouy

ด้วยเหตุนี้ DCNS และ MBDA จึงได้นำเสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ที่ดูน่าใช้ และหวังผลได้มากกว่าเดิม และมีความแตกต่างจากระบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง นั่นคือสามารถยิงได้จากใต้น้ำ และเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ ระบบนี้มีชื่อว่า A3SM ซึ่งย่อมาจาก Arme Anti-Aérienne pour Sous Marins ในภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Anti-Air Weapon for Submarines หรือในภาษาไทยว่า อาวุธป้องกันภัยทางอากาศสำหรับเรือดำน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ

รูปแบบแรก เรียกว่า Mast version เป็นการนำแนวความคิดของ SLAM หรือ Blowpipe ที่ติดตั้งอยู่บนเรือ HMS Aeneas มาใช้ แต่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการทำให้มันเก็บซ่อนภายในหอบังคับการได้ ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผนวกเข้ากับระบบตรวจจับของเรือดำน้ำ สามารถยิงได้จากภายใน และติดตามเป้าด้วยระบบนำวิถี รูปแบบนี้จะเหมาะกับเรือดำน้ำขนาดเล็ก หรือ Coastal Submarine ที่ไม่สามารถจะบรรทุกอะไรได้มากมาย

A3SM แบบ Mast

ลักษณะของ A3SM แบบ Mast นี้ จะเป็นท่อยิงรวม พัฒนาโดย DCNS ตัวท่อเป็นลักษณะทรงกระบอก ทำจากโลหะทนแรงดันสูง หัวและท้ายกระบอกเป็นประตู จะเปิดออกเมื่อเวลาต้องการจะยิง และปิดเมื่อต้องการจะดำลง ท่อยิงรวมทั้งท่อ จะสามารถเก็บเข้าภายในหอบังคับการได้ทั้งหมด ทำให้ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดโผล่พ้นออกมาจากตัวเรือเลยในขณะที่ไม่ใช้งาน เมื่อจะใช้งานจะเลื่อนมันขึ้นมาเช่นเดียวกับกล้องเพอร์ริสโคป และเรือไม่จำเป็นต้องหันหน้าเข้าหาเป้า เพราะตัวเสาของท่อยิงสามารถหมุนได้ 180 องศา

ภาพแสดงการติดตั้งและทำงานของ A3SM แบบ Mast

ภายในท่อยิงบรรจุจรวดนำวิถี Mistral 2 ของ MBDA จำนวน 3 ลูก และกล้อง IR สำหรับจับภาพเป้า และติดตามการเคลื่อนที่ของจรวดที่ยิงออกไป โดยปกติจะทำการยิงครั้งละ 2 ลูก เพื่อความชัวร์ อีกลูกหนึ่งมีไว้สำรอง เผื่อจรวดยิงไม่ออก หรือด้าน เมื่อทำการยิงออกไปแล้ว เรือดำน้ำจะดำลง และหนีออกจากที่เดิมเหมือนกับการยิงตอร์ปิโด เพราะเท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวแล้ว และเมื่อเรือกลับเข้าสู่ท่า ก็จะทำการเปลี่ยนท่อยิงรวมพร้อมลูกจรวดใหม่เลย ไม่มีการนำลูกจรวดมาติดตั้งที่ท่อยิง แต่จะนำไปติดตั้งภายในโรงงาน ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เรือพร้อมปฏิบัติราชการได้อย่างรวดเร็ว มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

ภาพแสดงภายในของท่อยิงรวม

จรวด Mistral 2 เป็นจรวดที่ได้รับความนิยมมากของบริษัท MBDA มีการนำไปใช้ติดตั้งในหลาย platform ไม่ว่าจะเป็น แบบแท่นประจำที่ รถยนต์ เรือ หรือแม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ สามารถปรับให้ใช้ทำลายเป้าได้ทั้งพื้นน้ำ เป้าหมายบก และอากาศยาน ซึ่งนับว่าเป็นจรวดเอนกประสงค์ชนิดหนึ่ง ตัวจรวดมีน้ำหนักเบา ประมาณ 20 กิโลกรัม ความยาวไม่ถึง 2 เมตร ทำงานด้วยระบบดิจิตอลทั้งหมด นำวิถีด้วยความร้อน พิสัยไกลสุดที่ 6.5 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 2.5 มัค ซึ่งความเร็วระดับนี้ เครื่องบินตรวจการณ์เรือดำน้ำหลบไม่ทันอย่างแน่นอน ตัวกล้อง Infra-Red ผลิตโดยบริษัท SAGEM ทำหน้าที่ตรวจสอบและล็อคเป้า เพราะจรวด Mistral นั้นต้องทำการล็อคเป้าก่อนยิง และจะนำวิถีเข้าสู่เป้าด้วยสัญญาณ Infra-Red ที่แผ่ออกมาจากเป้า

อีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า Underwater Vehicle version เป็นการนำจรวดบรรจุในแคปซูลยานใต้น้ำที่มีรูปทรงและขนาดเหมือนกับตอร์ปิโด และมีระบบที่คล้ายคลึงกับแคปซูลที่ใช้บรรจุจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ SM 39 Exocet ที่ใช้ปล่อยจากเรือดำน้ำ ซึ่งใช้งานมากว่า 35 ปีแล้ว สามารถปล่อยออกทางท่อยิงตอร์ปิโดได้ เมื่อปล่อยออกไปแล้วแคปซูลนี้จะแล่นขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยระบบขับเคลื่อนของตัวเองในทิศทางเข้าหาเป้าหมาย และเมื่อยานนี้โผล่พ้นผิวน้ำ จรวดนำวิถีก็จะขับดันตัวเองออกจากแคปซูลและวิ่งเข้าทำลายเป้าหมายโดยอัตโนมัติ

ภาพแสดงจรวด Mica บรรจุอยู่ในแคปซูลยานใต้น้ำ

จรวดที่บรรจุอยู่ในแคปซูลคือจรวดพิสัยกลาง Mica ระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 3 มัค พัฒนามาจาก VL Mica ทีมีใช้ในเรือผิวน้ำของกองทัพเรือหลายประเทศ มีระบบนำวิถี 2 ระบบ คือ ระบบนำวิถีด้วยคลื่นเรดาร์ (RF) และนำวิถีด้วยความร้อน (IR) ซึ่ง Mica ที่นำมาใช้กับ A3SM จะนำวิถีด้วยความร้อน ซึ่งจะเหมาะสมกับเป้าที่เป็นเป้าอากาศยานมากกว่าแบบ RF เนื่องจากว่าอากาศยานมีสัญญาณความถี่ Doppler ต่ำ แต่มีคลื่นความร้อนสูง หัวรบของ Mica มีน้ำหนัก 12 กิโลกรัม แรงระเบิดมีอานุภาพเพียงพอที่จะสามารถทำลายได้ทั้งเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล (Maritime Patrol Aircraft : MPA)

ภาพแสดงการโคจรของจรวด Mica

ถึงแม้ระบบนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อการทำลายอากาศยานก็จริง แต่จุดมุ่งหมายของมันก็ยังเพื่อการป้องกันตนเองอยู่ดี ผู้ผลิตยังคงแนะนำว่าการหลบเร้นหลีกหนีคือวิธีการที่ดีที่สุดของเรือดำน้ำ ต่อเมื่อเห็นว่าหนีไม่ได้แล้ว และมีทีท่าว่าอากาศยานจะเล่นบทโหดในการทำลายเรือดำน้ำเสียเอง หรือหากปล่อยไป พวกจะไปตามกองเรือปราบเรือดำน้ำมาอีกหนึ่งกองเรือ จึงจะตัดสินใจใช้อาวุธนี้ในการทำลายอากาศยาน

อากาศยานนั้น ไม่เพียงแต่จะมีขีดความสามารถในการตรวจจับเรือดำน้ำได้เท่านั้น ยังสามารถทำลายเรือดำน้ำได้ด้วยตอร์ปิโด เช่น ตอร์ปิโด Mk.46 , 50 และ 54 ของชาตินาโต้ที่สามารถยิงได้จากเฮลิคอปเตอร์ หรือ Yu-7 ของจีน ที่ก็อปปี้มาจาก Mk.46 ก็เช่นกัน

ตอร์ปิโด Mk.46 ติดตั้งบนเฮลิคอปเตอร์ Lynx ของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก A3SM ยังเป็นระบบใหม่ที่ยังไม่ได้มีการทดสอบและยืนยันว่าสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเบื้องต้นนี้ จึงได้มีการวางแผนที่จะทดลองในเรือดำน้ำที่ออกแบบและผลิตโดย DCNS เองก่อน ซึ่งก็ได้แก่ เรือดำน้ำดีเซล +AIP (SSK) ชั้น Scorpène และ เรือดำน้ำนิวเคลียร์บรรทุกขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีป (SSBN) ชั้น Triomphant ซึ่งปัจจุบันได้ผลิตออกมาใช้งานแล้ว ส่วนเรือดำน้ำชั้นอื่นๆ ที่ DCNS คาดหวังว่าจะได้ผลิต เช่น ชั้น Andrasta (SSK) ซึ่งเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก ระวางขับน้ำ 855 ตัน เรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SSN) ชั้น Barracuda และยานใต้น้ำขนาดเล็ก SMX-26 ยานใต้น้ำไร้คนขับ ASMx2 ที่ยังเป็นเพียงแบบร่างในคอมพิวเตอร์ ก็คงจะต้องรอให้มีการสั่งต่อเสียก่อน จึงจะมีโอกาสได้ทดลอง

เรือดำน้ำชั้นต่างๆ ที่สามารถติดตั้งระบบ A3SM ได้

Le Terrible เรือดำน้ำนิวเคลียร์บรรทุกขีปนาวุธข้ามทวีปชั้น Triomphant ลำล่าสุด

ถ้าระบบป้องกันภัยทางอากาศของ DCNS นี้ประสบความสำเร็จ รับรองได้เลยว่าวงการปราบเรือดำน้ำจะต้องสั่นสะเทือน เพราะแต่เดิมอากาศยานปราบเรือดำน้ำ สามารถปฏิบัติการได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวการต่อกรจากเรือดำน้ำ เรือดำน้ำมีแต่จะต้องซ่อนพราง หรือหลบหลีกให้พ้นจากการตรวจจับของอากาศยานปราบเรือดำน้ำ แต่ต่อไป เรือดำน้ำอาจจะสามารถไล่ล่าอากาศยานได้ ทำให้ขีดความสามารถและความน่ากลัวของเรือดำน้ำเพิ่มสูงขึ้นไปอีก และหากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยที่มีแต่เรือและอากาศยานปราบเรือดำน้ำ อาจจะต้องคอยหลบอยู่แต่ในท่าเรือเฉกเช่นเดียวกับกองเรือของอาร์เจนตินาที่หวั่นเกรงเรือดำน้ำ HMS Conqueror ของอังกฤษ ในสงครามแย่งชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ แต่อาการของเราคงหนักกว่า เพราะยังไม่มีเรือดำน้ำแม้แต่ลำเดียว แต่อาร์เจนตินา ยังเหลือเรือดำน้ำ San Luis ที่ปฏิบัติการได้

อ้างอิง

  1. A3SM - Navy Recognition
  2. DCNS introduces a new weapon system for submarines: anti-aircraft self-defense
  3. US Sub WWII  Surface Armament

Facebook

Favourites